ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/234564
วันเสาร์ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
พ่อ-แม่ย่อมต้องการให้ลูกได้รับแต่สิ่งดีๆ และเติบโตมาเป็นคนดีและคนเก่ง เช่นเดียวกับดร.วิริยา อุดมผล นักวิศวกรสิ่งแวดล้อม ในฐานะแม่คนหนึ่งที่ต้องการเตรียมความพร้อมให้ลูกเข้าสู่สังคมได้อย่างเข้มแข็ง จึงได้ขวนขวายเครื่องมือและแนวทางที่ช่วยให้ลูกน้อยได้รับการพัฒนาสมองในช่วยก่อนปฐมวัยอย่างเต็มที่ จนกระทั่งได้พบกับ สถาบันชิจิดะ (SHICHIDA) ซึ่งเป็นสถาบันพัฒนาศักยภาพการใช้สมองของเด็กชื่อดังของประเทศญี่ปุ่น เธอจึงได้นำเข้ามาเปิดสอนในเมืองไทยเป็นเวลากว่า 8 ปีแล้ว
“เหตุผลเดียวที่มาทำสถาบันพัฒนาสมองเด็กเล็ก เพราะตอนนั้นตั้งท้องลูกชายคนโต และมองเห็นว่าระบบการศึกษาในโรงเรียนปัจจุบันทำให้เด็กเหนื่อยมาก เรียนในห้องเรียนแล้วยังต้องไปกวดวิชาต่อ แต่เราไม่อยากเห็นลูกเราเป็นอย่างนั้น สำหรับตัวเองอยากให้ลูกเข้าใจบทเรียนในห้องเรียน เรียนจบเอาตัวรอดได้ ทำประโยชน์ให้สังคมได้ก็ดี แต่ถ้าไม่ทำความเดือดร้อนนั่นยิ่งดีกว่า เลยรู้สึกว่าไม่ได้แล้ว พอได้ศึกษาระบบของชิจิดะนี่แหละตอบโจทย์ของเรามากที่สุด”
ชิจิดะ คือ สถาบันพัฒนาศักยภาพการใช้สมองของเด็ก ที่ไม่ได้เน้นสมองซีกซ้ายหรือซีกขวาเพียงซีกเดียว แต่เป็นการฝึกในให้เด็กได้ใช้สมองทั้งสองซีกร่วมกันอย่างสมดุลและมีประสิทธิภาพมากที่สุดเพื่อเหนี่ยวนำศักยภาพที่มีอยู่ในตัวของคนเราออกมาให้ได้มากที่สุด
“ในหนึ่งคลาส 50 นาที เด็กๆ จะได้เรียนรู้ผ่านการเล่นที่สอดคล้องกับช่วงอายุ ที่จะช่วยพัฒนาสมองซีกซ้าย ที่ทำงานเกี่ยวกับเรื่องของภาษา เหตุผล ตัวเลข วิทยาศาสตร์ ซีกขวาทำงานเกี่ยวกับเรื่องของศิลปะ ดนตรี ความคิดสร้างสรรค์ เช่น การนับจำนวน ชิจิดะจะไม่ได้สอนให้เด็กรู้จักตัวเลข 1 2 3 แต่อาจจะใช้ตุ๊กตา หรือผลไม้เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้สัมผัสรูปทรงกับสิ่งของนั้นๆ ไปพร้อมๆ กับการนับจำนวน แล้วเชื่อมโยงกับตัวเลขจะทำให้เด็กได้ใช้สมองทั้งซีกซ้ายและซีกขวา โดยที่จะต้องมีคุณพ่อ หรือคุณแม่มาร่วมคลาสด้วย เนื่องจากเด็กเล็กการที่เขาต้องมาอยู่ในสถานที่ใหม่ๆ จะเกิดความกังวลใจ แต่ถ้ามีคุณพ่อหรือคุณแม่ซึ่งเป็นคนที่เขาไว้ใจเด็กจะมีความอุ่นใจ เป็นตัวของตัวเองและเปิดใจที่จะเรียนรู้สิ่งที่เราจะป้อนให้ ในขณะเดียวกันคุณพ่อคุณแม่ก็ได้เรียนรู้วิธีการที่พัฒนาศักยภาพสมองของลูกด้วยตนเองที่จะสามารถนำกลับไปทำที่บ้าน โดยชิจิดะจะมีการบ้านให้คุณพ่อคุณแม่คุณลูกกลับไปทำร่วมกัน ซึ่งจะเป็นกระจกสะท้อนคุณพ่อคุณแม่ด้วยว่าได้มีปฏิสัมพันธ์กับลูกมากน้อยแค่ไหน”
ดร.วิริยา หรือครูดี้ของเด็กๆ บอกต่อว่าชิจิดะ ประเทศไทย เปิดรับนักเรียนที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือน-6 ขวบ หนึ่งคลาส 10 ชั่วโมง เรียนสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง แต่ที่ชิจิดะ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นต้นตำรับจะมีคลาสที่หลากหลายเริ่มตั้งแต่คลาสสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์เพื่อพัฒนาศักยภาพให้ลูกน้อยตั้งแต่ยังไม่ลืมตาดูโลก คลาสสำหรับเด็กก่อนปฐมวัย คลาสสำหรับเด็กปฐมวัย 6-12 ปี ไปจนถึงคลาสสำหรับคนทำงานเพื่อฟื้นฟูและพัฒนาสมอง
“ในวิธีการเรียนการสอนของชิจิดะไม่สามารถวัดผลได้เหมือนกับการทำข้อสอบ หรือโรงเรียนที่เน้นพัฒนาด้านวิชาการ แต่เราวัดได้จากฟีดแบ๊กของพ่อ-แม่ เช่น เด็กเล็กๆ ที่มาเรียนแรกๆ พ่อ-แม่จะกังวลว่าลูกซนจะนั่งเรียนได้หรือ ยิ่งในห้องเรียนชิจิดะตั้งโต๊ะแบบในโรงเรียนปกติ ไม่ได้ล้อมวง แต่พอผ่านไปสองหรือสามคลาส พ่อ-แม่จะเริ่มเห็นพัฒนาด้านสมาธิของลูกได้ว่าสามารถนั่งโต๊ะได้ตลอดชั่วโมงเรียน และลูกจะรอเวลาที่ได้มาเรียนที่ชิจิดะ หรือเด็กโตที่ต้องเข้าเรียนในโรงเรียนปกติก็จะมีฟีดแบ๊กว่าเด็กสามารถเรียนรู้ เข้าใจและจดจำได้เร็วกว่าเพื่อนๆ เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นฟีดแบ๊กที่ดีเกี่ยวกับพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็กกลับมาก็ถือว่าเราก็ประสบความสำเร็จแล้ว”
นอกจากจะครูดี้ของเด็กน้อย ดร.วิริยาก็ยังเป็น อ.ดี้ ของเด็กโต เพราะปัจจุบันเธอยังเป็นอาจารย์พิเศษอยู่ที่ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อินเตอร์) อีกด้วย
“สอนเด็กเล็กกับเด็กโต ก็มีความยากง่ายแตกต่างกันด้วยวุฒิภาวะที่เขามีต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่แตกต่างกันในฐานะครู การได้มองเห็นลูกศิษย์เจริญเติบโตเป็นคนที่มีศักยภาพมีคุณภาพของสังคมอย่างเด็กนักเรียนที่ชิจิดะพอคุณพ่อคุณแม่มาบอกว่าลูกเขาเรียนดี พัฒนาการดีเราก็ดีใจ ส่วนนิสิตซึ่งเราสอนปีสี่เขาจบออกไปได้งานทำที่ดีประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานเขากลับมาบอกเป็นเพราะวิชาความรู้ที่เรามอบให้มีส่วนทำให้เขาประสบความสำเร็จเราก็ปลื้มใจ และเป็นกำลังใจให้เราทำหน้าที่ของครูต่อไปได้อย่างดี”
ส่วนในฐานะ “แม่” ของลูกชายวัย 11 ขวบ และลูกสาววัย 7 ขวบ เล่าถึงวิธีการเลี้ยงลูกของตัวเองให้ฟังว่า
“ที่บ้านจะไม่ได้เข้มงวดกับลูกเรื่องเรียนมากว่าจะต้องสอบได้เท่านั้นเท่านี้ เอาแค่สอบไม่ตกก็พอใจแล้ว อย่างลูกชายคนโต ผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์ดี เขายังเคยถามว่าผมเรียนน้อยกว่าเพื่อนหรือเปล่า เพราะไม่เคยให้เขาไปเรียนกวดวิชาอะไร แต่จะพยายามให้ลูกได้ทำกิจกรรมอื่นๆ นอกเหนือการเรียน เช่น กีฬา ดนตรี หรือพาไปทำกิจกรรมที่ลูกสนใจ ค่อนข้างให้อิสระทางความคิดกับลูกพอสมควร แต่การให้สิ่งของในสิ่งที่ลูกยากได้ เราก็จะมีข้อแม้กันบ้างว่าเขาจะต้องทำอะไรเป็นข้อแลกเปลี่ยน ถ้าสำเร็จก็จะได้ตามที่ขอ แต่ถ้าไม่สำเร็จก็จะไม่ได้ เพื่อสอนให้เขารู้ว่าการจะได้สิ่งใดมาต้องใช้ความพยายาม ไม่ใช่ว่าถ้าลูกทำไม่สำเร็จเราก็ให้ อันนี้จะทำให้เขารู้สึกว่ามันง่ายถึงไม่ทำเขาก็จะได้”
ท้ายสุดครูดี้ฝากข้อคิดถึงคุณพ่อ-คุณแม่ที่ต้องเลี้ยงลูก Generation Z ว่า “เด็กจะเติบโตขึ้นมาเป็นคนแบบไหนขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมและต้นแบบที่ใกล้ชิดเด็ก นั่นคือพ่อ-แม่ การตั้งความคาดหวังกับลูกมากมันเป็นการเพิ่มความกดดันให้กับลูกโดยไม่รู้ตัว ดังนั้น อย่าตั้งความหวังกับลูกจนกลายเป็นความกดดัน ควรเซตทุกอย่างเป็นศูนย์ เวลาที่ลูกทำอะไรสำเร็จหรือทำสิ่งดีๆ แม้เพียงจะเล็กน้อยพ่อ-แม่ก็ควรจะดีใจ ภูมิใจ ชมเชยลูก เพราะเด็กเล็กๆ เขาสามารถซึมซับอารมณ์ ความรู้สึกของพ่อ-แม่ได้อย่างรวดเร็ว ก็ขึ้นอยู่กับว่าพ่อ-แม่อยากให้ลูกซึมซับความรู้สึกไว้ในใจของลูก”
