ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/234659
วันอาทิตย์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
รัชกาลที่ 6 ทรงเปลี่ยนธงชาติจากธงช้าง
วันที่ 13 กันยายน พ.ศ.2559 นี้เป็นสำคัญวันหนึ่งสำหรับเมืองอุทัยธานี ซึ่งเป็นต้นเหตุให้มีการเปลี่ยนธงช้างมาเป็นธงแถบสีแดง-ขาว และเป็นธงไตรรงค์ แถบสีแดง สีนํ้าเงินและสีขาวในที่สุดอาทิตย์นี้ตามรอยไปยังตำบลบ้านสะแกกรัง คือ ตัวเมืองจังหวัดอุทัยธานี เมืองปฐมเหตุของการเปลี่ยนธงชาติที่ทำให้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 มีพระราชดำริเปลี่ยนจากธงช้างมาเป็นธงแถบสีแดง-ขาว เรื่องนี้ จมื่นดรุณานุรักษ์ (แจ่ม สุนทรเวช) ได้เขียนไว้ (จากหนังสือวชิราวุธานุสรณ์ พ.ศ.2496) ตอนหนึ่งว่า “บริเวณตลาดอันยาวเหยียด ซึ่งมีสภาพเป็นห้องแถวไม้หลังคามุงจากบ้าง สังกะสีบ้าง สองข้างทางที่ขบวนเสด็จฯผ่านนี้จึงเป็นริ้วติดต่อกันมิขาดด้วยผืนผ้าสีขาว-แดงที่ประดับตกแต่งจีนห้อยในลักษณะต่างๆ จนลานตา…ฯลฯ…ในระหว่างทางเสด็จพระราชดำเนินนั้น พระองค์ได้พบธงชาติรูปช้างผืนหนึ่งในลักษณะนอนหงายเอาสี่เท้าชี้ฟ้าอยู่ อันเป็นเหตุให้เห็นใจพสกนิกรอย่างยิ่งควรที่จะได้รับการแก้ไขใหม่คือการใช้ธงชาติไทย โดยเปลี่ยนเป็นแถบสีแทนใช้รูปช้างเสีย เพื่อสะดวกในการใช้อันหมายถึง “ธงไตรรงค์” นั่นเอง”

นับเป็นจดหมายเหตุสำคัญที่เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคราว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เสด็จแปรพระราชสำนักประพาสไปตามหัวเมืองชายน้ำต่างๆที่เมืองอุทัยธานีเมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ.2459โดยเรือยนต์พระที่นั่งประจำทวีป พร้อมเรือพระที่นั่งรองเรือพระประเทียบ แล่นเป็นขบวนลดหลั่นกันโดยเข้าเทียบท่าหน้าศาลากลางเมืองอุทัยธานี ซึ่งได้เตรียมสร้างท่าเป็นฉนวนใหญ่ยาว หลังคามุงจากสูงรโหฐานสำหรับเรือพระที่นั่งและเรืออื่นๆ จอดพักได้สบาย ส่วนตัวพลับพลาที่ประทับสร้างเหมือนศาลาสี่เหลี่ยม สร้างด้วยไม้ไผ่จากท้องถิ่นที่หาได้บริเวณใกล้เคียง คือ ไม้ไผ่บนเกาะเทโพนั่นเอง มุงหลังคาด้วยจากภายในกั้นห้องด้วยแผงไม้ไผ่เขียวสอ มีเครื่องใช้จัดถวายไว้เรียบร้อย มีโต๊ะ เก้าอี้ที่ประทับ ที่ทำจากไม้ไผ่ทั้งสิ้นเรียกว่าฝากฝีมือหัตถกรรมจากไม้ไผ่อย่างสุดฝีมือกันทีเดียว ซึ่งเป็นที่สบพระราชหฤทัยและมีรับสั่งชมเชยเป็นอันมาก พระองค์ทรงประทับแรมที่พลับพลาไม้ไผ่หลังนี้ วันรุ่งขึ้นวันที่ 13 กันยายน พ.ศ.2459 เป็นวันพระองค์เสด็จพระราชดำเนินประพาสวัดเขาสะแกกรัง พระองค์เสด็จพระแคร่หามโดยพระตำรวจหลวง เสด็จฯออกจากพลับพลาไปตามถนนเลียบริมน้ำท่ามกลางประชาชนที่มาคอยเฝ้าฯชมพระบารมีอย่างแออัดตลอดทาง โดยมีราษฎรมารอเฝ้าฯอย่างล้นหลามจนต้องจัดตำรวจภูธรประจำจุดเป็นระยะห่างๆ ไว้สองข้างทางแบบห้ามกันไม่ไหวนั่นแหละ ปัญหาก็คือระหว่างทางที่เกิดเหตุให้พระองค์ทอดพระเนตรพบธงช้างหงายท้องนั้นอยู่ตรงไหน ก็ยากสุดกำหนด ด้วยระหว่างทางเสด็จฯนั้นเริ่มต้นจากถนนเลียบริมน้ำ คือ ถนนศรีอุทัยในปัจจุบัน เป็นถนนที่สร้างขึ้นใหม่พร้อมกับการสร้างศาลากลางจังหวัด เมื่อพ.ศ.2450ถนนนี้เป็นลูกรังไปตลอดเส้นทางซึ่งมีเรือนที่ทำการและบ้านพักขุนนาง คือ พระยาประธานนคโรทัย (รอด)เจ้าเมืองเก่า และพระยาพิชัยสุนทร (ม.ล.อั้น เสนียวงศ์)และวัดกร่าง (วัดพิชัยบุรณาราม) สมัยอยุธยาตอนปลายตั้งอยู่ตามแนวถนนไปสุดวัดโรงโค ซึ่งเป็นวัดสำคัญของคนในตระกูลเจ้าเมืองเก่าที่สืบตำแหน่งมาครั้งรัชกาลที่ 3 และวัดเพนียด สมัยอยุธยา คือ เพนียดช้างเดิมที่สร้างใหม่เป็นวัดใหม่จันทาราม เป็นวัดของตระกูลของหมื่นพำนักนิกร (จัน) และขุนปาลวัฒน์วิไชย(เหมือน) ซึ่งอยู่ติดกับชุมชนวัดหลวงราชาวาส โดยมีขุนกอบกัยกิจ (ตั้งอุ่ยสุ่น) เป็นผู้นำฝ่ายจีนตั้งบ้านเรือนและตลาดอยู่ในแถบนี้ มีถนนท่าช้างเป็นลูกรังยาวไปถึงวัดเขาสะแกกรัง ตลาดค้าขายบ้านสะแกกรังหรือชาวอุทัยธานีนั้น คือตลาดวัดหลวงราชาวาส ที่มีลักษณะอาคารเดิมตรงตามจดหมายเหตุดังกล่าว คงนึกรู้ได้ว่า เหตุใดธงช้างหงายท้องนั้นทำไมถึงเกิดขึ้นที่นี่ได้




