ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ก.ย. 2559 06:00
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/732855

ผมว่า มนุษย์เรานี่แปลก! ….
สิ่งที่มนุษยชาติทุกชีวิต บนโลกสีน้ำเงินใบนี้ หวาดกลัวที่สุด ก็คือ การสูญสิ้นเผ่าพันธ์ุ!
แต่ทว่า สิ่งที่เป็นสาเหตุสำคัญที่จะนำไปสู่ การสูญสิ้นเผ่าพันธ์ุที่ว่าได้นั้น…. เรากลับไปพะวักพะวง เพียงแต่ โลกจะถูกพุ่งชน เฉกเช่น เมื่อครั้ง ไดโนเสาร์ สิ้นเผ่าพันธ์ุ เมื่อ 65 ล้านปีก่อน
ทั้งๆ ที่ ปัจจุบัน…มนุษยชาติ มีอาวุธร้ายแรงที่มีอำนาจทำลายล้างสูง คือ อาวุธนิวเคลียร์ ที่ไม่ได้แตกต่างจากไฟบรรลัยกัลป์ ซึ่งสามารถแผดเผาทุกสิ่งมีชีวิตในโลกใบนี้ ให้มอดไหม้ได้….ไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ
และทุกวันนี้ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่มนุษย์เรา มีอาวุธที่ว่านี้ ซึ่งสร้างขึ้นจากน้ำมือมนุษย์เอง มีมากมายเกินพอ ที่จะลบทุกสิ่งทุกอย่างที่ มนุษย์สร้างขึ้นไว้บนพื้นพิภพนี้!

เอาเถอะ …หาก ถึงวันนั้นแล้ว ยังมีมนุษยชาติเหลือรอดชีวิตอยู่ได้ ไม่สูญสิ้นเผ่าพันธ์ุไปดั่งเช่นไดโนเสาร์ มนุษย์ที่เหลืออยู่ ก็จะกลายพันธุ์ เป็นมนุษย์ที่จะไม่เหลือคราบไคลของมนุษย์เหลืออยู่ และเป็นได้เพียง อมนุษย์ (UNHUMAN) เท่านั้น
สิ่งที่อยากตั้งคำถาม ในเรื่องนี้ คือ….พวกเราในฐานะมนุษย์โลก ได้สำเหนียก หรือ สำนึก กันแล้วหรือยัง?….
รองศาสตราจารย์ ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล เป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้เรืองนามของชาติไทย ขาประจำที่ นายฮกหลง แห่งทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ นึกถึงทุกครั้ง เมื่อต้องทำสกู๊ปชิ้นใดที่เกี่ยวข้องกับงานวิทยาศาสตร์ หล่นความเห็นที่น่าสนใจนี้ ตั้งคำถามกับ นายฮกหลง และแฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ เพื่อให้ทุกๆ ท่าน ที่ได้อ่านสกู๊ปชิ้นนี้ ลองไปขบคิดและแชร์ความคิดเห็นของตัวเอง ลงในแฟนเพจไทยรัฐออนไลน์ ในเรื่องนี้กันดูนะครับ เพราะ……
“สงครามโลกครั้งที่ 3 หากมันจะเกิดขึ้น จะต้องเป็นสงครามนิวเคลียร์อย่างแน่นอน”

ฉะนั้น เราไปทำความรู้จักกันก่อนว่า ไอ้เจ้าสิ่งที่อาจทำให้มนุษยชาติสูญสิ้นเผ่าพันธ์ุ หรือ กลายเป็นอมนุษย์ นี้ มันคืออะไร?
อ.ชัยวัฒน์ ยกมือขึ้นทาบคาง ครุ่นคิดสักครู่ ก่อนเลกเชอร์ให้นายฮกหลง ฟังว่า…
อาวุธนิวเคลียร์ คือ อาวุธที่เกิดจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ ปัจจุบัน อาวุธที่มนุษย์มีอยู่ทั้งหมด แยกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ 1.อาวุธนิวเคลียร์ 2.อาวุธตามรูปแบบ หรือ ที่ไม่ใช่แบบนิวเคลียร์
โดยแบบแรกนี้ เกิดจาก ปฏิกิริยานิวเคลียร์ ซึ่งจะแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือแบบ นิวเคลียร์ฟิชชัน (Nuclear Fission) และแบบ นิวเคลียร์ ฟิวชัน (Nuclear Fusion)
โดยแบบ ฟิชชัน จะอาศัยปฏิกิริยานิวเคลียร์ ของการแตกตัวของธาตุหนัก เช่น ยูเรเนียม แล้วก็จะเกิดการสูญหายไปของมวลสาร ของสิ่งที่เป็นเชื้อเพลิง ซึ่งจะเปลี่ยนไปเป็นพลังงาน ตามสูตรสมการของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ E =mc2 ซึ่งโดยทั่วไป เราจะเรียกว่า อะตอมมิคบอมบ์ (Atomic bomb) หรือ ภาษาไทย เรียกว่า ระเบิดปรมาณู
ส่วน ฟิวชัน หรือ ระเบิดไฮโดนเจน จะมีอานุภาพรุนแรงกว่า โดยเป็นระเบิดที่เลียนแบบปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในดวงอาทิตย์ ซึ่งจะตรงกันข้ามกับ แบบ ฟิชชัน ที่เป็นการแตกตัวของธาตุที่หนัก แต่ ฟิวชัน คือการรวมตัวของธาตุที่เบา เช่น ไฮโดรเจน มารวมกันเป็น ฮีเลียม ในกระบวนการจะมีมวลสารส่วนหนึ่งหายไป และกลายไปเป็นพลังงาน ตามสมการ E =mc2


ด้านสาเหตุที่ ทำให้ระเบิด แบบ ฟิวชัน มีอานุภาพรุนแรงกว่า ก็เพราะกระบวนการใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิง มันให้พลังงานสูงมาก เพราะกระบวนการที่เกิดขึ้นเกิดยาก เมื่อเกิดยาก ก็มีการเปลี่ยนแปลงของมวลสารไปเป็นพลังงานที่สูง นั่นเอง
นอกจากนี้ มีระเบิดอีกแบบหนึ่ง แต่ปัจจุบันนี้ไม่ถูกพูดถึงกันแล้ว เพราะมันได้กลายเป็น ระเบิดที่น่ารังเกียจ (Dirty nuclear bomb) นั่นก็คือ ระเบิดนิวตรอน โดยเจ้าระเบิดนี้ จะมีลักษณะแปลก คือ ไม่ใช่ ฟิชชัน เต็มตัว และไม่ใช่ ฟิวชัน เต็มตัว แต่ที่เป็นประเด็นก็เพราะ อันตรายของมันไม่ได้เกิดจากอำนาจของการระเบิด แต่เกิดจากการที่ว่า มันมีเป็นระเบิดที่ทำให้เกิดกัมมันตภาพรังสีโดยเฉพาะอย่างยิ่ง รังสีนิวตรอนจำนวนมาก ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่าย ๆ ก็เช่น เมื่อยิงใส่รถถัง รถถังจะไม่เป็นอะไร แต่กัมมันตภาพรังสี จะทะลุรถถัง ถ้าระเบิดใส่เมืองบ้านเมือง จะไม่พัง แต่ กัมมันตภาพรังสี จะเกิดขึ้นอย่างมากมาย และที่สำคัญ มันเป็นระเบิด ที่ผลิตง่ายกว่า ระเบิดฟิชชัน และ ระเบิดฟิวชัน มากเสียด้วย
แต่ก็นับเป็นโชคดีของชาวโลก ที่ไอ้เจ้าระเบิดที่น่ารังเกียจชนิดนี้ ถูกประชาคมโลกรุมประณาม จนทำให้ประเทศที่มีสะสมไว้ เช่น สหรัฐอเมริกา รัสเซีย ฝรั่งเศส อังกฤษ รับปากยินยอมที่จะไม่สะสมเจ้าระเบิดสุดแสนน่ารังเกียจชนิดเพิ่มเติม
แต่การรับปากที่ว่านี้ เป็นที่ทราบกันดีว่า เป็นแต่เพียงหน้าฉากเท่านั้น ส่วนความจริงเบื้องหลังเป็นอย่างไร ไม่มีใครให้คำตอบที่ชัดเจนลงไปได้
ปัจจุบันมีกี่ประเทศ ที่มีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครอง!
กูรูด้านวิทยาศาสตร์ ของ แฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ เอ่ยปากตอบ นายฮกหลง ว่า …
ปัจจุบัน แบ่งได้ย่อยๆ แบบนี้ กลุ่มแรก เรียกว่าเป็นประเทศมหาอำนาจนิวเคลียร์ ที่ยอมรับและอยู่ภายใต้สนธิสัญญาห้ามทดลองระเบิด นิวเคลียร์บางส่วน มีอยู่ทั้งสิ้น 5 ประเทศ ประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส จีน รัสเซีย
กลุ่มที่ 2 คือ ประเทศยอมรับว่ามีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง แต่ปฏิเสธที่จะลงนามในสนธิสัญญาใดๆ เลยก็คือ อินเดีย ปากีสถาน และแน่นอน เกาหลีเหนือ!
กลุ่มที่ 3 คือ ประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง แต่ไม่ยอมรับเป็นทางการ ทั้งๆที่ประเทศอื่นๆ ในโลก ก็ทราบดีว่า ได้ครอบครองอาวุธชนิดนี้อยู่ นั่นก็คือ อิสราเอล
ส่วนประเทศที่เคยมี แต่ปัจจุบันไม่มีแล้ว ก็เช่น ประเทศที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต เช่น ยูเครน ที่ในอดีตเคยมีถึง 5,000 ลูก คาซักสถาน 1,400 ลูก เบลาลุส 87 ลูก
และอีกประเทศหนึ่ง น่าสนใจและถือเป็นตัวอย่างที่ดีมากๆ ของชาวโลก นั่นก็คือ แอฟริกาใต้ ซึ่งเคยมีระเบิดนิวเคลียร์ มากถึง 6 ลูก แต่สุดท้ายก็ยอมรับและเลิกภารกิจทั้งหมดในการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ ตามที่ องค์การสหประชาชาติร้องขอ
ส่วนประเทศที่เคยพยายามอย่างยิ่งยวด ที่จะมีไว้ในครอบครอง ก็ เช่น อิรัก และ อิหร่าน

ตัวเลขการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์
อ.ชัยวัฒน์ ใช้น้ำเสียงที่แสดงออกถึงความวิตกกังวลอย่างมาก ในการตอบคำถามนี้ ของ นายฮกหลง!
จากข้อมูลล่าสุด ประเทศที่มีไว้ในครอบครองมากที่สุดอันดับ 1 ของโลก คือ รัสเซีย ครับ! โดยมีหัวรบที่พร้อมใช้งานได้เลย ประมาณ 1,800 หัวรบ ส่วนแบบที่พร้อมจะประกอบเป็นหัวรบนิวเคลียร์ มีทั้งสิ้น 7,300 หัวรบ
อันดับ 2 สหรัฐอเมริกา มีหัวรบที่พร้อมใช้งานทันที 1,750 หัวรบ ส่วนแบบประกอบเป็นหัวรบ มี 6,970 หัวรบ
อับดับ 3 ฝรั่งเศส มีหัวรบที่พร้อมใช้งาน 290 หัวรบ แบบประกอบเป็นหัวรบ มี 300 หัวรบ
อับดับ 4 อังกฤษ มีหัวรบพร้อมใช้งาน 150 หัวรบ แบบประกอบเป็นหัวรบ มี 215 หัวรบ
อับดับ 5 จีน แม้จะยังไม่ทราบข้อมูลที่ชัดเจน แต่คาดว่า จะมีแบบที่พร้อมจะประกอบเป็นหัวรบ มี 250 หัวรบ
ส่วน อินเดีย มีแบบพร้อมประกอบเป็นหัวรบ ประมาณ 120 หัวรบ ปากีสถาน มีแบบพร้อมประกอบเป็นหัวรบ ประมาณ 130 หัวรบ
เกาหลีเหนือ ยังไม่ทราบข้อมูล แต่คาดการณ์ว่า น่าจะมีส่วนที่พร้อมที่จะทดลอง หรือ ประกอบ ประมาณ 10 หัวรบ ภายในปี ค.ศ.2016 นี้
ขณะที่ อิสราเอล ถึงแม้จะไม่มีการเปิดเผยข้อมูล แต่ชาวโลกคาดว่า น่าจะมีแบบที่พร้อมประกอบเป็นหัวรบ ประมาณ 60 ถึง 400 หัวรบเลยทีเดียว!
ข้ออ้าง สำหรับการสะสมอาวุธมหาประลัยไว้ในครอบครอง
ส่วนใหญ่อ้างเหมือนๆ กันหมด! ดร.ชัยวัฒน์ กล่าวแบบมีอารมณ์ เมื่อเราคุยกันมาถึงจุดนี้!
“มีเอาไว้เพื่อป้องกันตัวเองจากผู้รุกราน”

สร้างยากมากแค่ไหน อาวุธนิวเคลียร์
“สำหรับในปัจจุบัน การสร้างอาวุธนิวเคลียร์ ไม่ใช่ความลับอีกต่อไป แทบทุกประเทศรู้วิธีการสร้างกันหมดแล้ว หากต้องการที่จะสร้างจริงๆ ก็ทำได้ ขึ้นอยู่เพียงว่า ต้องการระดับความรุนแรงขนาดไหน และจะสร้างแบบไหน ให้ระเบิดตรงไหน เท่านั้น!” คำตอบนี้ ของ อ.ชัยวัฒน์ เล่นเอา นายฮกหลง ถึงกับอึ้ง!
แต่ที่ยังพอทำให้อุ่นใจได้เล็กน้อย คือ ประโยคถัดมา ของ อ.ชัยวัฒน์ ที่ว่า .. “แต่รู้วิธีแล้ว มันก็ไม่ใช่ว่า จะเอามาทำกันง่ายๆ ที่มันยากเพราะอันตรายมันก็มากตามไปด้วย แถมเชื้อเพลิงที่จะนำมาใช้ ก็ต้องเป็นเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ เช่น ยูเรเนียม หรือ พลูโตเนียม และที่ยากไปกว่านั้นคือ การออกแบบกลไลอันซับซ้อนในการจุดระเบิด ว่าจะจุดอย่างไร ใช้แบบไหน อำนาจในการทำลายล้างเท่าไร แล้วจะใช้ระเบิดอย่างไร? ซึ่งเรื่องแบบนี้ ประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ ใหม่ๆ เช่น เกาหลีเหนือ ยังทำไม่ได้ นอกจากนี้ จะต้องมีนักวิทยาศาตร์ ที่เก่งสุดยอดมากๆ ร่วมในการทำงานด้วย”

ทดลองระเบิดนิวเคลียร์แต่ละครั้ง มีอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม หรือ มีกัมมันตภาพรังสี รั่วไหล หรือไม่?
“มีผลกระทบแน่นอนครับ อยู่ที่ว่าจะน้อยหรือมาก”….น้ำเสียงหนักแน่น ของ ยอดนักวิทยาศาสตร์ไทย คือคำตอบ!
หากทดลองใน อากาศ บนดิน ใต้น้ำ โดยเฉพาะในอากาศ กัมมันตภาพรังสี อาจจะถึงขนาดแพร่กระจายไปได้ทั่วโลก แต่หากเปลี่ยนไปทดลองใต้ดิน ก็อาจจะมีผลกระทบน้อยที่สุด แต่แม้ว่าจะน้อยและไม่มีผลต่อสภาพแวดล้อมด้านบน แต่สภาพแวดล้อมใต้ดิน ก็อาจเปลี่ยนแปลงไป เช่น สภาพดินจะเปลี่ยน เพราะดินจะร้อนขึ้น มีโคลนมีโพรงใต้ดิน และทำให้เกิดแผ่นดินไหว!
“ฉะนั้น ผมถึงได้บอกว่า ยิ่งทดลองมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งน่ากลัวเท่านั้น” อาจารย์ชัยวัฒน์ กล่าวอย่างกังวลอีกครั้ง
นายฮกหลง รู้ไหม?….เมื่อกว่า 65 ล้านปีที่แล้ว ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไม่ได้สูญพันธุ์ทันที จากแรงระเบิดของดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนโลก…แต่ที่ทำให้มันสูญพันธุ์จริง ๆ คือ ไอ้เจ้า “ฤดูหนาวนิวเคลียร์” ซึ่งเป็นผลที่ตามมาต่างหาก! อ.ชัยวัฒน์ ตั้งปุจฉา ให้นายฮกหลง ใคร่รู้
“ฤดูหนาวนิวเคลียร์” ก็คือ หลังเกิดระเบิดรุนแรง ฝุ่นผงจำนวนมากมายมหาศาลเหลือคณานับ ได้คลุ้งขึ้นมาจากพื้นดินไปในอากาศ แล้วแผ่ปกคลุมไปทั่วโลก ยาวนานหลายเดือน โลกทั้งโลกจะตกอยู่ภายใต้ความมืดมิด สิ่งที่ตามมาคือ…. สิ่งมีชีวิตบนโลก โดยเฉพาะพวกพืช ที่ต้องการแสงแดดเพื่อการมีชีวิต เมื่อมันสังเคราะห์แสงไม่ได้ มันก็ค่อยๆ ตายลง จากนั้น จึงเกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ ไดโนเสาร์ชนิดกินพืช ไม่มีอาหารกินมันก็ตายก่อน พวกกินเนื้อ ที่อยู่ช่วงบนของห่วงโซ่อาหาร ก็ค่อยทยอยตายลงตามลำดับ เพราะความอดตายในที่สุด

เฉกเช่นเดียวกับ….หากเกิดสงครามนิวเคลียร์ขึ้นในโลกเมื่อไหร่…. สภาพของโลกสีน้ำเงินใบนี้ ก็คงจะเกิดสิ่งที่ไม่ต่างจากเหตุการณ์ ที่ทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธ์ุ แน่นอน
และ ณ ปัจจุบันนี้ เอาง่ายๆ แค่ว่า หากอาวุธนิวเคลียร์ที่มีอยู่ในครอบครองของสหรัฐอเมริกา เพียงแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ ไประเบิดตามจุดต่างๆ ทั่วโลก เพียงเท่านั้น ก็เกินพอแล้ว ที่จะทำให้เกิด สภาพฤดูหนาวนิวเคลียร์ ที่ว่า!
โดยในทันทีที่ระเบิด คนครึ่งโลกจะตายทันที จากแรงระเบิดอำนาจทำลายล้างมหาศาล แต่คนที่ตายทันทีเหล่านั้น จะถือได้ว่าเป็นผู้โชคดี…ที่ได้ตายไปก่อน
เพราะคนที่อยู่ต่อ จะต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส ภายใต้โลกที่มืดมิดไม่รู้วันรู้คืน ความอดอยาก โรคระบาด และที่น่าสยดสยองมากที่สุด ก็คือ กัมมันตภาพรังสี ที่จะยังคงอยู่ อีกยาวนานเป็นร้อยๆ ปี จะทำให้มนุษย์กลุ่มที่เหลือรอด กลายพันธ์ุ ไปเป็น อมนุษย์ รูปแบบใหม่ คือ มีลักษณะพิกลพิการ เป็น มนุษย์ประหลาดไม่เหมือนดั่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่คงไม่ถึงขนาด มีหลายแขน หลายขา หลายตา แบบนั้น อ.ชัยวัฒน์ ทิ้งท้ายประโยคเอาไว้อย่างน่าขนลุก

กัมมันตภาพรังสี มีผลอย่างไรต่อ มนุษยชาติ อย่างไร?
ร่างกายมนุษย์เรา นั้น บอบบางมาก หากรับกัมมันตภาพรังสีจำนวนมากๆ เข้าไป เซลล์ในร่างกายเราจะเสื่อมลง แต่ที่น่ากลัวจริงๆ คือ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม ทำให้ร่างกายไม่ปกติ! หากใครนึกภาพไม่ออก ขอยกตัวอย่าง เหตุการณ์ทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ ที่เมืองฮิโรชิมา และนางาซากิ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1945 แต่ผู้ที่ได้รับกัมมันตภาพรังสี หรือ ที่เราเรียกกันว่าเป็น “ลูกหลานจากระเบิดนิวเคลียร์” ก็ยังได้รับผลกระทบตราบมาจนทุกวันนี้ โดยมีทั้ง พิการ มีอายุสั้น เด็กที่คลอดออกมาไม่ปกติ นั่นเป็นเพราะ พันธุกรรมเสียหาย ทำให้การสืบเชื้อสายจากรุ่นสู่รุ่นกลายพันธ์ไปเรื่อยๆ ซึ่งนอกจากมนุษย์แล้ว สิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่ได้รับกัมมันตภาพรังสี ก็มีผลแบบเดียวกันด้วย!
วิธีการสกัดกั้นภัยร้ายล้างโลก ด้วยฝีมือมนุษย์ด้วยกันเองคือ…..?
ปัจจุบันโลกของเรา พยายามหาทางสกัดกั้นการแพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์ ในระดับหนึ่ง เห็นได้จากการมี สนธิสัญญาการห้ามทดลองระเบิดนิวเคลียร์ 2 ฉบับ คือ 1.สนธิสัญญาห้ามทดลองระเบิดนิวเคลียร์บางส่วน และ 2.สนธิสัญญาห้ามทดลองระเบิดนิวเคลียร์ทุกรูปแบบ ซึ่ง 5 ประเทศมหาอำนาจนิวเคลียร์ ยอมลงสัตยาบัน ใน สนธิสัญญาห้ามทดลองระเบิดนิวเคลียร์บางส่วน ขณะที่ สนธิสัญญาห้ามทดลองระเบิดนิวเคลียร์ทุกรูปแบบ นั้น ปัจจุบัน สหรัฐอเมริกา และจีน จะยังไม่ลงนาม ในขณะที่ อินเดีย เกาหลีเหนือ ปากีสถาน รวมทั้ง อิสราเอล ไม่ยินยอมลงสัตยาบัน ในทั้ง 2 สนธิสัญญา
“ส่วนตัวผม มองว่า สถานการณ์การสะสมอาวุธนิวเคลียร์ในโลก เป็นเรื่องที่น่ากลัวที่สุด เมื่อเทียบกับการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ เพราะปัญหาก็คือ ประเทศมหาอำนาจเหล่านั้น มีอาวุธนิวเคลียร์ เอาไว้มากมายเกินพอ ที่จะทำให้โลกวิบัติ!
ฉะนั้น ในอนาคตนับจากนี้ เป็นต้นไป คำถามที่สำคัญมนุษยชาติ ก็คือ เราจะหาทางคลี่คลายความตรึงเครียดเหล่านั้น ได้อย่างไร เพื่อไม่ให้มนุษย์ต้องสูญเผ่าพันธ์ุ หรือ ต้องแปรเปลี่ยนไปเป็นอมนุษย์ ในวันที่สงครามนิวเคลียร์ เดินทางมาถึง?” จอมนักวิทยาศาสตร์ ขอทิ้งคำถามถึงแฟนไทยรัฐออนไลน์ ช่วยกันแสดงความคิดเห็น
นายฮกหลง ทีมข่าวเฉพาะกิจ รายงาน

- สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่ reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ