ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 ก.ย. 2559 09:14
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/738981

นายกรัฐมนตรีอิตาลี ให้สัมภาษณ์บีบีซี ย้ำเป็นไปไม่ได้ที่จะมีความตกลงให้สิทธิพิเศษแก่สหราชอาณาจักรมากกว่าประเทศอื่นที่มิได้เป็นสมาชิกสหภาพยุโรป ชี้ ต้องเคารพการตัดสินใจของคนอังกฤษ มิเช่นนั้นการลงประชามติก็ไม่มีความหมาย…
เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2559 บุญธง ก่อมงคลกูล ผู้สื่อข่าวไทยรัฐประจำเบลเยียม รายงานว่า นายมัทเทโอ เรนซิ นายกรัฐมนตรีอิตาลีกล่าวย้ำในการให้สัมภาษณ์บีบีซีเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายนว่า “เป็นไปไม่ได้ที่จะมีความตกลงให้สิทธิพิเศษแก่สหราชอาณาจักรมากกว่าประเทศอื่นที่มิได้เป็นสมาชิกสหภาพยุโรป” คนอังกฤษได้ “ตัดสินใจในทางที่ไม่ดี” ในการแยกตัวออกจากอียู ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ต้องเคารพ มิฉะนั้นก็อาจจะมีการกล่าวว่า “การโหวตลงประชามติครั้งนี้ไม่มีความหมายอะไร”
สำหรับคำถามว่า ความตกลงจะยืดหยุ่นในประเด็นการโยกย้ายของประชากรโดยเสรีหรือไม่ นายเรนซิ กล่าวว่า ขอย้ำการเจรจาไม่สามารถเริ่มได้หากไม่มีการดำเนินการตามมาตรา 50 ของสนธิสัญญาลิสบอนโดยรัฐบาลอังกฤษ นายกรัฐมนตรีเธเรซา เมย์ยังไม่ได้กำหนดวันที่ชัดเจน และมีทีท่าว่าจะไม่เริ่มต้นก่อนสิ้นปีนี้
นายกรัฐมนตรีอิตาลีเน้นว่า “เป็นไปไม่ได้เลยท่ีจะให้สิทธิพิเศษแก่คนอังกฤษมากกว่าคนสัญชาติอื่นที่อยู่นอกสหภาพยุโรป” และยังได้แสดงความเสียใจที่นายกรัฐมนตรีเดวิด แคเมรอน ที่ได้ลาออกในวันรุ่งขึ้นภายหลังการโหวต Brexit “ใช้การลงประชามติเพื่อตัดสินแก้ปัญหาภายในพรรคอนุรักษ์นิยม”
การศึกษาของ The Institute for Government ได้วิจารณ์การนิ่งเงียบของนายกรัฐมนตรีเธเรซา เมย์ ว่า ควรจะมีความชัดเจนในการตัดสินใจและกำหนดการท่ีชัดเจน นอกจากนั้นยังได้ชี้ว่า รัฐมนตรีที่รับผิดชอบการเจรจา Brexit คือ นายบอริส จอห์นสัน รัฐมนตรีต่างประเทศ นายเดวิด เดวิส รับผิดชอบการเจรจาออกจากอียู และนายเลียม ฟอกซ์ รับผิดชอบการค้าระหว่างประเทศ ที่จะมีการโต้เถียงกันมากมาย “โครงสร้างสามเส้านี้มีลักษณะที่แตกแยกและไม่ลงรอยกัน ความล่าช้าของการเจรจา Brexit เกิดจากความไม่ชัดเจนของบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบของรัฐมนตรีทั้งสามคน”
สถาบันดังกล่าวซึ่งทำหน้าที่เป็นคลังสมองที่ช่วยคิด วิเคราะห์ ประเมินค่าใช้จ่ายของรัฐบาลอังกฤษในการเจรจาปัญหาการแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป หรือ Brexit ถึงปีละ 65 ล้านปอนด์ (2,880 ล้านบาท).