ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/236596
เนื่องในวันหัวใจโลก “World Heart Day 2016” โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ ร่วมรณรงค์ร่วมกันสำรวจหัวใจ เชิญชวนดูแลสุขภาพหัวใจให้แข็งแรงในงาน “Master Heart Care Station” สถานีเติมพลังพร้อมดูแลหัวใจอย่างมืออาชีพ เพื่อขับเคลื่อนสุขภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ พบกับนิทรรศการให้ความรู้ด้านสุขภาพหัวใจ อาทิ Power your life เพราะหัวใจคือพลังของชีวิต Fuel your heart เรียนรู้เรื่องหัวใจ และอาหารที่ช่วยเพิ่มพลังหัวใจ Move your heart หยุดทุกความเสี่ยง เพื่อเสริมแรงขับเคลื่อนให้หัวใจ Love your heart รักหัวใจ รู้ทันโรค เพื่อป้องกันและรักษา ณ โถงชั้น 1โรงพยาบาลกรุงเทพ พร้อมรับคำปรึกษาทางการแพทย์เมื่อมาตรวจเพื่อเลือกแพ็กเกจตรวจสุขภาพหัวใจ Heart Check-up Packageระหว่างนี้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2559 เวลา 08.30-16.00 น. ที่โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพนายแพทย์ประดับ สุขุม ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ เปิดเผยว่า โรคหัวใจและหลอดเลือดยังคงเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของคนทั่วโลก และอันดับ 2 ในประเทศไทย ในอนาคตมีแนวโน้มผู้เสียชีวิตจากโรคนี้เพิ่มมากขึ้น หากดูจากสถิติจะพบว่า มีผู้ที่เสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดมากถึง 17 ล้านคน และคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 23 ล้านคน ในปี 2030 โดยการแสดงออกของโรคแตกต่างกันไป โรคหัวใจที่พบมากถึง 5 เท่า และนำไปสู่ความพิการและเสียชีวิต โรคหัวใจที่พบได้บ่อยคือ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน ภาวะหัวใจห้องบนเต้นระริก (Atrial Fibrillation) ซึ่งภาวะนี้ทำให้แรงบีบตัวของหัวใจห้องบนเสียไป เลือดจึงหมุนวนตกค้างในหัวใจห้องบนจนก่อให้เกิดลิ่มเลือด ซึ่งสามารถหลุดออกจากหัวใจไปอุดกั้นหลอดเลือดสมองทำให้เกิดโรคอัมพฤกษ์อัมพาตเฉียบพลันได้ อีกทั้งภาวะนี้ยังส่งผลให้หัวใจล่างเต้นเร็วและไม่สม่ำเสมอทำให้แรงบีบตัวเพื่อสูบฉีดโลหิตลดน้อยลง ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมจะนำไปสู่ภาวะหัวใจวายในที่สุด
นอกจากนี้ ยังพบคนไทยที่ป่วยด้วย หลอดเลือดแดงโป่งพอง(Aneurysm) จากสภาวะที่หลอดเลือดขยายใหญ่ขึ้น (โป่งพอง) ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะไม่มีอาการอะไร ยกเว้นในกรณีที่หลอดเลือดแดงที่โป่งพองมีการปริแตก อาจมีอาการปวดท้อง ปวดหลัง หรือปวดในช่องอกได้เฉียบพลัน และมักจะพบร่วมกับอาการช็อกด้วย เนื่องจากมีการเสียเลือดอย่างเฉียบพลัน โรคหลอดเลือดโป่งพองมีสาเหตุหลักมาจากการสูบบุหรี่ ภาวะความดันโลหิตสูง ภาวะคอเลสเตอรอลสูง น้ำหนักเกิน และพันธุกรรมก็อาจเป็นสาเหตุของโรคนี้เช่นกัน แต่สามารถตรวจพบได้ ด้วยเครื่องตรวจคลื่นสะท้อนความถี่สูงหรือเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์
“เราหลีกเลี่ยงการเป็นโรคหัวใจและสามารถดูแลตัวเองให้ห่างไกลโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ โดยจัดการกับปัจจัยเสี่ยงที่สามารถควบคุมได้ เช่น อย่าปล่อยให้ความดันโลหิตสูงอยู่เป็นเวลานานๆ เพราะจะทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดมาเลี้ยงร่างกาย กล้ามเนื้อหัวใจจะหนาขึ้น หัวใจจะโตขึ้น หลอดเลือดตีบแข็งและอุดตัน กล้ามเนื้อหัวใจตาย และนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวในที่สุด
การสูบบุหรี่ มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจมากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ 2-4 เท่า เนื่องจากสารที่อยู่ภายในบุหรี่จะทำให้เซลล์ที่เยื่อบุผนังหลอดเลือดเสื่อม ทำให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบตัน จะนำไปสู่สภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายระดับไขมันแอลดีแอลคอเลสเตอรอลสูง จะมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจสูงขึ้น ไขมันดังกล่าวจะทำให้ผนังหลอดเลือดหนาตัวขึ้น และหลอดเลือดตีบแคบลง เลือดไหลเวียนน้อยลง ในที่สุดหลอดเลือดหัวใจก็อุดตันและเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายโรคเบาหวาน ก็เป็นความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดและหัวใจสูงขึ้น เพราะเบาหวานจะทำให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงส่วนต่างๆ เสื่อมลงดังนั้นเพื่อร่างกายที่แข็งแรง ควรออกกำลังกายเป็นประจำช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดและหัวใจได้ และยังสามารถช่วยควบคุมปัจจัยความเสี่ยงอื่นๆ เช่น ความดันโลหิต ระดับไขมันคอเลสเตอรอลในเลือดเบาหวาน และน้ำหนักที่มากเกินไป
สำหรับการดูแลสุขภาพง่ายๆ เริ่มที่ตัวเราตั้งแต่การทานอาหาร Healthy food จำพวกผลไม้ ผัก และธัญพืชให้ได้ทุกวัน เพราะอาหารประเภทนี้มีไฟเบอร์ วิตามิน และแร่ธาตุมาก แคลอรีต่ำ ช่วยควบคุมน้ำหนัก หรือทานอาหารจำพวกปลาที่มีโอเมก้าสูง เช่น ปลาทูน่า จะช่วยลดปริมาณอาหารประเภทไขมันสูง เพราะจะทำให้ไขมันเกาะหลอดเลือดมากขึ้น และพยายามหลีกเลี่ยงอาหารรสเค็ม หรือลดปริมาณเกลือ เราอยากให้ทุกคนหันมาดูแลหัวใจเพื่อป้องกันความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจอย่างถูกวิธี เพราะหัวใจเปรียบเสมือนพลังของชีวิตที่เป็นแรงขับเคลื่อนและต่อยอดคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น” นายแพทย์ประดับ กล่าวในที่สุด
ทั้งนี้ ข้อมูลเพิ่มเติมของงาน“Master Heart Care Station” สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Contact Center โทร.1719