ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/236473
วันพฤหัสบดี ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
นางอุมาพร พิมลบุตร รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากผลการทบทวนสถานภาพการค้าสัตว์ในบัญชี 2 ของอนุสัญญา CITES ชี้ว่าประเทศไทยเป็นประเทศส่งออกม้าน้ำมากที่สุด การค้าม้าน้ำของไทยจึงถูกจัดอยู่ในระดับน่าห่วงใยอย่างเร่งด่วน (Urgent Concern) โดยเฉพาะม้าน้ำ 3 ชนิด ได้แก่ ม้าน้ำดำ ม้าน้ำยักษ์ ม้าน้ำหนามกรมประมงจึงร่วมมือกับ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช ดำเนินโครงการฟื้นฟูประชากรม้าน้ำในแหล่งที่อยู่อาศัยในเขตอุทยานแห่งชาติทางทะเล 2 แห่งคือ หาดเจ้าไหม จ.ตรัง และ หมู่เกาะช้างจ.ตราด รวมทั้งมีโครงการเพาะพันธุ์ม้าน้ำปีละ 100,000 ตัว เพื่อปล่อยสู่แหล่งอาศัยเดิมตามธรรมชาติ รวมทั้งจัดทำโครงการบริหารจัดการทรัพยากรม้าน้ำให้ครอบคลุมทุกด้าน ประกอบด้วย
1.การวิจัยและศึกษาทางวิชาการประมงอาทิ การศึกษา สำรวจติดตามปริมาณม้าน้ำในประเทศไทย แหล่งกระจายพันธุ์ และความหลากหลายของม้าน้ำและการพัฒนาเครื่องหมายดีเอ็นเอ เพื่อใช้บริหารจัดการตามอนุสัญญา CITES 2.การออกมาตรที่มีส่วนสำคัญในการอนุรักษ์ทรัพยากรม้าน้ำ ทั้งมาตรการทางตรงและมาตรการทางอ้อม โดยเฉพาะมาตรการควบคุมจำนวนเรือประมงพาณิชย์ จำนวนเครื่องมือ และขนาดตาอวนทำการประมงให้สมดุลกับปริมาณสัตว์น้ำในธรรมชาติ มีมาตรการห้ามทำการประมงชายฝั่ง ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของม้าน้ำ และสัตว์น้ำวัยอ่อน ส่งผลให้ทรัพยากรสัตว์น้ำฟื้นตัวอย่างสมดุล รวมทั้งม้าน้ำที่อาจติดมากับสัตว์น้ำอื่นๆที่ได้จากการทำประมง
“จากผลการศึกษาด้านประชากรม้าน้ำพบว่า ความต้องการที่เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยที่มีผลต่อจำนวนม้าน้ำในธรรมชาติ ดังนั้นการอนุรักษ์ม้าน้ำจึงต้องจัดการกับพฤติกรรมของมนุษย์ และปัจจัยทางเศรษฐศาสตร์ นอกเหนือจากการปกป้องดูแลคุณภาพสิ่งแวดล้อมของแหล่งที่อยู่อาศัย เช่น การสนับสนุนให้ชาวประมงปล่อยม้าน้ำสู่ทะเล หรือเลือกจับเฉพาะม้าน้ำที่มีขนาดใหญ่กว่า 10 เซนติเมตร เพื่อให้ม้าน้ำมีโอกาสคลอดลูกอย่างน้อย 1 ครั้งก่อนถูกนำมาใช้ประโยชน์ กรมประมงจึงขอเชิญชวนพี่น้องชาวประมงปล่อยม้าน้ำมีชีวิตที่ติดเครื่องมือประมง ไม่ทำการประมงในเขตอนุรักษ์ แนวปะการัง และหญ้าทะเล ซึ่งเป็นที่อยู่ของม้าน้ำ รวมถึงไม่จับม้าน้ำที่ตั้งท้องขึ้นมาใช้ประโยชน์” นางอุมาพร กล่าว