ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/239630

วันพุธ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
วันนี้ตั้งใจจะเขียนเรื่องการแต่งตั้งระดับ“รองอธิบดี” ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หลังจากที่ได้จัดทัพผู้บริหารระดับ 10 หรือระดับอธิบดีกันไปครบถ้วนหมดแล้ว
แต่ก่อนจะไปเรื่องการแต่งตั้ง“รองอธิบดี” ขอแทรกข้อมูลการแสดงบัญชีทรัพย์สินของอดีตรัฐมนตรีรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่พ้นตำแหน่งครบ 1 ปี ตามที่ป.ป.ช.เพิ่งเปิดเผยออกมาสักนิด โดยในส่วนกระทรวงเกษตรฯปรากฏว่า นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา อดีตรมว.เกษตรฯแจ้งบัญชีทรัพย์สินตัวเอง 182,531,803 บาท, ของภริยา 896,510,419 บาทรวม 1,079,042,223 บาท มีหนี้สิน 6,545,430 บาท สรุปทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 1,072,496,793 บาท เทียบกับตอนเข้ารับตำแหน่งเดือนส.ค.2557 แจ้งว่า มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 830,523,789 บาท และหลังพ้นตำแหน่งใหม่ๆเมื่อเดือนส.ค.2558 แจ้งมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 801,989,984 บาท เท่ากับว่า ตอนพ้นตำแหน่งใหม่ทรัพย์สินลดลงกว่า 28 ล้านบาท แต่พอพ้นตำแหน่งมาได้ 1 ปี ทรัพย์สินเพิ่มขึ้นอีกกว่า 270 ล้านบาททีเดียว
ส่วนนายอำนวย ปะติเส อดีตรมช.เกษตรฯตอนเข้ารับตำแหน่ง เมื่อเดือนพ.ย.2557 แจ้งว่ามีทรัพย์สินของตนและภริยารวม 28,425,694 บาท โดยไม่มีหนี้สิน พอหลังพ้นตำแหน่งใหม่ๆแจ้งมีทรัพย์สินกว่า 29.5 ล้านบาท และล่าสุดหลังพ้นตำแหน่ง 1 ปีมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 29,256,273 บาท เท่ากับทรัพย์สินมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย หลักไม่กี่แสนบาท
แถมด้วยพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯคนปัจจุบัน แจ้งบัญชีทรัพย์สินล่าสุด ในฐานะอดีตรมว.พาณิชย์ที่พ้นตำแหน่งครบ 1 ปีว่า มีทรัพย์สินของตัวเองและภริยารวมแล้วมากกว่าหนี้สิน 33,928,094 บาท ลดลงประมาณ 1 ล้านบาท เมื่อเทียบกับตอนพ้นตำแหน่งรมว.พาณิชย์เดือนส.ค.2558
การเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินอดีตรัฐมนตรี ไม่ใช่ให้ดูเล่นๆนะครับ แต่เป็นเครื่องมือหนึ่งในการตรวจสอบว่า ได้มีความร่ำรวยเพิ่มขึ้นผิดปกติหรือไม่ หรือมีการจงใจ “ซุกซ่อน”แจ้งทรัพย์สินอันเป็นเท็จหรือเปล่า ก็เป็นหน้าที่ป.ป.ช.ที่จะต้องตรวจสอบความเป็นจริงของบัญชีทรัพย์สินเหล่านี้ต่อไป…
ที่นี่เข้าเรื่องที่ตั้งใจเขียนถึงได้แล้ว…หลังจัดทัพระดับอธิบดีเสร็จไป ตอนนี้เก้าอี้รองอธิบดีก็ว่างลงถึง 19 ตำแหน่งที่ต้องแต่งตั้ง
ทดแทน ซึ่งตามหลักเกณฑ์จะใช้วิธีสรรหา โดยมี “คณะกรรมการคัดเลือกข้าราชการพลเรือนสามัญเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนักบริหารระดับต้น” ประกอบไปด้วยปลัดกระทรวงเกษตรฯ- ธีรภัทร ประยูรสิทธิ เป็นประธาน มีกรรมการอีก 4 คนคือ รองปลัดฯเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ,มีผู้แทนจาก ก.พ.,มีผู้ทรงคุณวุฒิที่คัดเลือกจากภายนอกได้แก่อดีตอธิบดีกรมการข้าว-ชาญพิทยา ฉิมพาลี และคนสุดท้ายเป็นโควตาจากอธิบดีกรมที่มีตำแหน่งรองอธิบดีว่างอยู่ ที่จะต้องเลือกกันมาเป็นกรรมการ 1 คน
ตามขั้นตอนจะเปิดรับสมัครผู้ที่มีคุณสมบัติของแต่ละกรม มาแสดงวิสัยทัศน์ ให้คณะกรรมการได้พิจารณาคัดเลือก ซึ่งนับเป็นหลักการที่ดี แต่เอาเข้าจริงๆที่ผ่านมาก็มีเสียงนินทาตลอด โดยเฉพาะช่วงที่นักการเมืองครอบงำว่า “การสรรหา”ดังกล่าวแค่ทำเป็นพิธี แต่แท้จริง“รัฐมนตรี”กับปลัดกระทรวงฯเท่านั้น เป็นผู้“จิ้ม”เลือก ขณะที่กรรมการสรรหาคนอื่นๆแค่ไม้ประดับ ไม่ได้มีส่วนพิจารณาอะไรจริงๆ
หวังว่าเที่ยวนี้ในยุคคสช.จะไม่เป็นเช่นนั้นอีก เพราะตำแหน่ง“รองอธิบดี”นับว่ามีความสำคัญต่ออนาคตการทำงานแต่ละกรมมาก ด้วยคนเหล่านี้จะต้องขึ้นไปเป็นเบอร์ 1 ของกรมในอนาคต การเลือกด้วยระบบเส้นสายการเมืองที่ผ่านมา ทำให้ได้รองอธิบดีที่ไม่รู้งาน และก็ไม่สามารถก้าวขึ้นไปเป็นอธิบดีที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถึงส่งผลให้เกิดสภาพที่แต่ละกรมทำงานอย่าง“ง่อยเปลี้ย”
ทราบมาว่า พล.อ.ฉัตรชัย สาลิกัลยะ รมว.เกษตรฯจะไม่เข้ามาล้วงลูก ฉะนั้นกรรมการสรรหาน่าจะพิจารณากันเต็มที่ ให้ผู้สมัครแข่งขันกันอย่างยุติธรรม ไม่ใช่ปล่อยให้ปลัดกระทรวงฯไปงุบงิบเลือกกันเองกับ “อธิบดี” แต่ละกรม ทำให้กระบวนการสรรหาและการแสดงวิสัยทัศน์“เสียของเปล่า”
อย่างไรก็ตามเท่าที่ทราบมา ขณะนี้การเปิดรับสมัคร ก็ยังไม่ขยับสักเท่าไหร่ ทำให้เกิดการตั้งข้อสงสัยกันอยู่พอสมควร ยิ่งหนุนให้เชื่อกันว่า อาจจะมีการปรับเปลี่ยนตัวปลัดกระทรวงเกษตรฯในเร็วๆ นี้ อย่างที่มีกระแสข่าว เพื่อให้ได้คนใหม่ที่ไม่ใช่“เป็ดง่อย”ก็เป็นได้
จริงไม่จริงก็ไม่รู้ แต่เห็นว่ากันว่า อาจจะมีการใช้มาตรา 44 “เด้งฟ้าผ่า”เหมือนที่เพิ่งมีการย้ายปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไปเข้า “กรุ”ทำเนียบ ก็เป็นได้!…
สาโรช บุญแสง