ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/236641
วันศุกร์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากการติดตามวิเคราะห์ข้อมูลด้านอุปสงค์และอุปทาน (Demand&Supply) ของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รุ่น 1 ปี 2559 ของ จ.ชัยภูมิ โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรการเกษตรที่ 5 (สศท.5) จ.นครราชสีมา พบว่า ด้านอุปทาน (Supply) สต๊อกต้นปีของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รุ่น 1 มีประมาณ 1,000 ตัน ซึ่งในปี 2559 คาดว่า จะมีผลผลิตภายในจังหวัด 58,752.51 ตัน และมีการนำเข้าผลผลิตจากจังหวัดใกล้เคียง 6,528.06 ตัน รวมผลผลิต 66,280.57 ตัน ซึ่งช่วงระยะที่มีผลผลิตออกสู่ตลาดมากสุด คือ พฤศจิกายน-ธันวาคม 2559
ด้านอุปสงค์ คาดว่า จากผลผลิตมีประมาณ 66,280.57 ตัน จะมีการส่งออกผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไปยังแหล่งรับซื้อรวมถึงโรงงานอาหารสัตว์ และโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปเพื่อการบริโภค 64,193.26 ตัน และเป็นส่วนผสมในอาหารสัตว์แก่เกษตรกรรายย่อยและกลุ่มผู้เลี้ยงปศุสัตว์ (โคนม ไก่พื้นเมือง และไก่ชน) เพื่อใช้ในจังหวัด จำนวน 1,958.40 ตัน โดยแหล่งรับซื้อภายในจังหวัดชัยภูมิยังคงมีการชะลอการขายเพื่อเก็งราคา (สต๊อกปลายปี) จำนวน 128.91 ตัน
ช่องทางการส่งออกผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มี 3 ช่องทาง ได้แก่ 1.เกษตรกรนำผลผลิตไปขายให้กับพ่อค้ารวบรวมในท้องถิ่น (ลานรับซื้อ) คิดเป็นร้อยละ 50 ของปริมาณผลผลิตทั้งหมด 2.เกษตรกรนำผลผลิตไปขายให้กับสหกรณ์การเกษตร คิดเป็น
ร้อยละ 19 ของปริมาณผลผลิตทั้งหมด และ 3.เกษตรจะนำไปขายให้กับผู้ประกอบการรายใหญ่ คิดเป็นร้อยละ 31 ของปริมาณผลผลิตทั้งหมด
จากผลการศึกษาในเรื่องของการกำหนดราคาของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ผู้ที่มีอำนาจในการกำหนดราคา คือ โรงงานอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ และโรงงานแปรรูปเพื่อการบริโภค ซึ่งในประเทศไทยมีไม่กี่บริษัท ดังนั้น ถ้าหากมีการรวมกลุ่มของเกษตรกรในรูปแบบของสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร หรือพันธะสัญญา (Contract Farming) ในการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในปริมาณที่ตลาดต้องการ และสามารถสร้างอำนาจในการต่อรองกับผู้ประกอบการได้ รวมถึงการแปรรูปเป็นอาหารสัตว์เพื่อใช้เองจะเป็นการช่วยลดต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ของเกษตรกรและเป็นการเพิ่มอุปสงค์ในจังหวัด ซึ่งความต้องการรับซื้อผลผลิตจะมีอยู่อย่างต่อเนื่อง