ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
http://www.thairath.co.th/content/760066
21 ต.ค. 2559 05:30

สื่อนอกสดุดี ‘ในหลวง ร.9’ ซึ้งพ่อสอนให้พอเพียง ทรงซื้อแซกโซโฟนมือ 2มาใช้
21 ต.ค. 2559 05:30
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกถึงเรื่องการอุทิศพระวรกายทรงงาน และทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจอย่างมิรู้เหน็ดเหนื่อย ตลอดระยะเวลา 70 ปีที่พระองค์ทรงครองราชย์โดยธรรม แต่นอกเหนือไปจากนั้น พระองค์ยังทรงเป็นที่ยอมรับในพระอัจฉริยภาพด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นศิลปะ การประดิษฐ์คิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องดนตรี
สื่อต่างประเทศทั่วโลก เช่น เอพี ของสหรัฐฯ หรือ ทูเดย์ ออนไลน์ ของสิงคโปร์ ต่างมีรายงานพิเศษเพื่อเทิดพระเกียรติในพระอัจฉริยภาพของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยระบุว่า พระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถในด้านดนตรีแจ๊สอย่างมาก โดยพระองค์ทรงซื้อแซกโซโฟนมือ 2 เมื่อครั้งยังทรงศึกษาที่มหาวิทยาลัยโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในราคา 300 ฟรังก์ (ราว 10,500 บาทในอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน)

หลังจากทรงซื้อแซกโซโฟนมาแล้ว พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชก็มักจะทรงดนตรีร่วมกับพระสหายชาวไทย ณ ที่ประทับของพระองค์ในเมืองโลซานน์ ระหว่างวันหยุดของมหาวิทยาลัย นอกจากนี้พระองค์ยังสามารถทรงเครื่องดนตรีได้อีกหลากหลายประเภท ทั้ง คลาริเน็ต, ทรัมเปต และเปียโน
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ร่วมแสดงดนตรีกับนักดนตรีแจ๊สระดับตำนานมากมาย ไม่ว่าจะเป็น เบนนี กู้ดแมน, สแตน เก็ตซ์, เบนนี คาร์เตอร์ และ ไลโอเนล แฮมพ์ตัน ซึ่งรู้สึกทึ่งในพระปรีชาสามารถในการทรงแซกโซโฟนของพระองค์มาก ถึงขนาดถวายพระสมัญญาให้พระองค์ว่า “ทรงเป็นกษัตริย์ที่เท่ที่สุดในโลก”
ทั้งนี้ พระอัจฉริยภาพทางดนตรีของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มิได้มีเพียงการทรงดนตรีเท่านั้น พระองค์ยังมีพระปรีชาสามารถในการพระราชนิพนธ์บทเพลงด้วยพระองค์เอง ซึ่งตลอดพระชนมชีพของพระองค์ ทรงพระราชนิพนธ์เพลงไว้ถึง 48 เพลง โดยเพลงแรกที่พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์คือเพลง ‘แสงเทียน’ ขณะที่บทเพลงที่ได้รับความนิยมที่สุดคือเพลง ‘ยามเย็น’ และเพลง ‘สายฝน’

เพลงพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช 6 เพลง รวมทั้งเพลง ‘อาทิตย์อับแสง’ ยังเคยได้รับการอัญเชิญไปใช้ในการแสดงละครเวทีมิวสิคัล เรื่อง ‘ปี๊ป โชว์’ (Peep Show) ในสหรัฐฯ เมื่อปี 1950 ซึ่งเป็นละครเวทีที่ได้รับความนิยมอย่างสูง เปิดการแสดงข้ามปีตั้งแต่วันที่ 28 มิ.ย. ปี พ.ศ. 2493 ถึงวันที่ 25 ก.พ. ปี พ.ศ. 2494 รวมทั้งสิ้น 278 รอบ
พระอัจฉริยภาพทางดนตรีของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้รับการยกย่องจากนักดนตรีชื่อดังหลายคน รวมทั้ง เลส บราวน์ (พ.ศ. 2455-2544) ผู้โด่งดังกว่า 70 ปีกับวง ‘เลส บราวน์ แอนด์ ฮีส แบนด์ ออฟ รีนาวน์’ ผู้อัญเชิญเพลงพระราชนิพนธ์ของพระองค์ไปขับร้องหลายเพลง ก็เคยกล่าวเอาไว้ว่า “พระองค์ทรงเป็นนักดนตรีที่ยิ่งใหญ่กว่า และหากพระองค์ไม่ได้ทรงมีงานอย่างที่มีอยู่ พระองค์ต้องทรงเป็นผู้นำวงดนตรีที่ประสบความสำเร็จเป็นแน่”
นอกจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จะทรงมีพระปรีชาสามารถด้านดนตรีเป็นอย่างยิ่ง พระองค์ยังมีความสนพระราชหฤทัยในเรื่องการประดิษฐ์มาตั้งแต่ครั้งทรงพระเยาว์ และทรงศึกษาวิชาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยตลอดระยะเวลาที่พระองค์ทรงครองราชสมบัติ พระองค์เป็นเจ้าของสิทธิบัตรกว่า 20 ฉบับ และสิ่งประดิษฐ์ที่จดทะเบียนในพระปรมาภิไธยของพระองค์อีก 19 รายการ และบางรายการก็ได้รับรางวัลในระดับนานาชาติด้วย
สิ่งประดิษฐ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือในการพัฒนาพื้นที่ชนบท เช่น โครงการแก้มลิง สำหรับแก้ปัญหาน้ำท่วม โดยพระองค์ทรงได้รับแรงบันดาลพระราชหฤทัย มาจากการเห็นลิงอมอาหารไว้ในกระพุ้งแก้มก่อนกลืนในภายหลัง, กังหันน้ำชัยพัฒนา เพื่อบำบัดน้ำเสียในแหล่งน้ำต่างๆ ด้วยการหมุนปั่น ซึ่งพบเห็นได้ทั่วประเทศ รวมทั้งที่พระบรมมหาราชวังในกรุงเทพมหานคร
และที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้เลยคือ โครงการฝนหลวง โดยเมื่อปี พ.ศ. 2548 คณะกรรมการสิทธิบัตรแห่งยุโรปได้ทูลเกล้าฯ ถวาย สิทธิบัตรหมายเลข 1491088 แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สำหรับเทคนิคการทำฝนหลวง ที่เรียกว่า ‘ซุปเปอร์ แซนด์วิช’ ซึ่งเป็นการให้นักบินโปรยสารเคมีผงละเอียดของเกลือโซเดียมคลอไรด์ที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ เพื่อสร้างเมฆเย็นและเมฆอุ่นขึ้นมากในระดับความสูงที่แตกต่างกัน เพื่อสร้างฝนเทียมในพื้นที่แห้งแล้ง
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยังโปรดการฉายพระรูปอย่างยิ่ง และน้อยครั้งมากที่ประชาชนจะเห็นพระองค์โดยปราศจากกล้องถ่ายรูปที่ห้อยอยู่บนพระศอของพระองค์ ไม่ว่าจะในพระราชพิธี, งานกิจกรรม หรือแม้แต่เมื่อครั้งที่พระองค์ประทับรถเข็นออกมาจากโรงพยาบาลศิริราช เมื่อปี พ.ศ. 2554
ความโปรดปรานในการฉายพระรูปของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เริ่มขึ้นหลังจากพระองค์ได้เป็นเจ้าของกล้องตัวแรก เมื่อครั้งมีพระชนมพรรษาเพียง 8 พรรษา โดยเป็นกล้องโคโรเนต์ ตัวเล็ก น้ำหนักเพียง 71 กรัม และเป็นกล้องถ่ายรูปตัวเล็กที่สุดในโลกในยุคนั้น
กล้องถ่ายรูปยังรวมอยู่ในสิ่งของจำเป็นที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นำติดพระวรกายไปด้วยเสมอ นอกเหนือไปจากแผนที่ที่ทรงวาดเอง และดินสอกับยางลบ โดยเฉพาะเวลาพระองค์เสด็จฯ ไปยังโครงการในพื้นที่ชนบทของประเทศไทย ที่มีมากกว่า 3,500 โครงการ ตั้งแต่โครงการสร้างโรงงานไปจนถึงเขื่อน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เคยพระราชทานพระบรมราชวโรกาสแก่ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวบีบีซีให้เข้าเฝ้าฯ เพื่อสัมภาษณ์เมื่อปี พ.ศ. 2524 โดยพระองค์มีพระราชดำรัสว่า พระองค์ไม่ทรงทราบว่าควรนิยามคำว่ากษัตริย์ว่าอย่างไร ซึ่งนั่นเป็นปัญหาเพราะในสถานะของพระองค์ พระองค์ถูกเรียกว่ากษัตริย์ แต่หน้าที่ของพระองค์ที่คุณได้รับรู้ เป็นสิ่งที่ไม่ใช่หน้าที่ของกษัตริย์ แต่เป็นสิ่งที่ค่อนข้างแตกต่าง หรือยากที่จะนิยาม พระองค์ทรงทำในสิ่งที่พระองค์ทรงเชื่อว่าเป็นประโยชน์ต่อประเทศเพียงเท่านั้น


