ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/241676
วันอังคาร ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 16.42 น.

25 ต.ค.59 พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการ (รมว.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯได้มอบให้กรมชลประทาน เป็นหน่วยสนับสนุนเรื่องน้ำ ส่วนเรื่องการวางแผนการเพาะปลูกหน่วยงานต่างๆ อาทิ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมการข้าว กรมประมง และกรมปศุสัตว์ แต่ละหน่วยงานบูรณาการร่วมกันว่าต้องการจะใช้น้ำเท่าไร และจะเริ่มปลูกพืชเมื่อไร เช่น การทำนารอบสอง หน่วยงานส่งเสริมต้องประสานกับกรมชลประทานว่ามีน้ำสนับสนุนเพียงพอหรือไม่ ถ้าไม่มีก็ต้องเปลี่ยนไปส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อย นำมากำหนดแผน พร้อมนำเกษตรกรเข้าสู่แผนที่วางไว้ให้ได้มากที่สุด
‘สถานการณ์น้ำท่วมปีนี้น่าจะทุเลาลงแล้ว และการบริหารจัดการน้ำในเขื่อน เพื่อการทำการเกษตรและอุปโภคบริโภคก็ไม่มีปัญหา ซึ่งกระทรวงเกษตรฯได้ลงพื้นที่สำรวจสถานการณ์น้ำ พบว่า ภาคกลางไม่น่ากังวล น่าจะเป็นไปตามเป้าหมายการบริหารจัดการน้ำ แต่ที่กังวล คือ การเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง และน้ำใช้ของประชาชนในภาคอีสาน เพราะปริมาณน้ำในเขื่อนในภาคอีสานค่อนข้างมีน้อย จึงต้องเร่งปฏิบัติการเติมน้ำในเขื่อนลำตะคอง ลำพระเพลิง และลำแชะ โดยให้กรมฝนหลวงระดมสรรพกำลังมาทำฝนหลวงเพิ่มเติมน้ำใน 3 เขื่อนนี้ให้ได้มากที่สุด’ รมว.เกษตรฯ กล่าว
รมว.เกษตรฯ กล่าวอีกว่า สำหรับแผนการเพาะปลูกพืชในช่วงฤดูฝน ปี 2559 พบว่า พื้นที่ปลูกข้าวในฤดูฝนที่ผ่านมาในเขตชลประทานมีจำนวน 14.79 ล้านไร่ จากเป้าหมายที่จะส่งเสริมและสนับสนุนน้ำได้จำนวน 15.93 ล้านไร่ และในช่วงฤดูแล้ง ปี 2560 คาดว่าจะมีการสนับสนุนน้ำเพื่อการเพาะปลูกอีกประมาณ 4 ล้านไร่ ถือเป็นการเพาะปลูกตามแผนการเพาะปลูกข้าวรอบสอง แต่ยอมรับว่าฤดูแล้งที่จะมาถึง ปริมาณน้ำในภาคอีสานยังเป็นอุปสรรคต่อการเพาะปลูกที่กรมชลประทานต้องบริหารจัดการให้ดีเพราะปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อนมีปริมาณน้อยมาก
ส่วนปริมาณน้ำในเขื่อนปราณบุรี มีปริมาณน้ำเหลือเพียง 18% เป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก จึงสั่งการให้กรมชลประทานติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด จนถึงสิ้นเดือนตุลาคมนี้ ว่าจะมีน้ำเติมในเขื่อนหรือไม่ หากปริมาณน้ำไม่เพิ่มขึ้นอาจส่งผลกระทบถึงการส่งน้ำมาใช้ในพื้นที่ อ. หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ กรมชลประทานต้องเตรียมเสนอแผนบริหารจัดการน้ำล่วงหน้า เช่น จะสามารถส่งน้ำจากเขื่อนแก่งกระจานมาช่วยได้หรือไม่ หรือหากไม่สามารถทำได้ ทำฝนหลวงยังทำได้หรือไม่ และเขื่อนรัชชประภา มีปริมาณน้ำเกือบเต็มความจุ หากมีฝนตกเพิ่มขึ้น อาจมีปัญหา ต้องบริหารจัดการ และหน่วยงานต่างๆ ต้องทราบปริมาณน้ำ เพื่อนำไปใช้ในการวางแผนต่อเนื่องตามภารกิจของตนเอง เช่น กำหนดช่วงการปลูกพืช ช่วงการเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม เป็นต้น
ขณะที่สถานการณ์น้ำปัจจุบัน พบว่าปริมาณฝนสะสมปี 2559 มากกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศประมาณ 9% แต่มากกว่าปี 2558 ถึง 21% และเมื่อพิจารณาตามภูมิภาคพบว่าทั่วทุกภาค ปริมาณฝนมากกว่าค่าเฉลี่ยทั้งหมด ยกเว้นภาคใต้ (ฝั่งอ่าวไทย) มีปริมาณฝนน้อยกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ 16% และน้อยกว่าปริมาณฝนเฉลี่ยปี 2558 อยู่ 8% สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 34 อ่างของประเทศไทย พบว่าในปี 2559 ปริมาณน้ำดีกว่าปี 2558 คือ มีน้ำใช้การได้มากถึง 51% ในขณะที่ปี 2558 มีเพียง 37%