ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/241549
วันอังคาร ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
คำถาม พื้นที่ที่ปลูกพืชไร่ ส่วนใหญ่พบว่ามีสภาพการชะล้างพังทลาย จะมีวิธีการปรับปรุงแก้ไขอย่างไรได้บ้าง
บวรศักดิ์ คงทน
อ.แม่สรวย จ.เชียงราย
คำตอบ ดินที่มีสภาพการชะล้างพังทลาย หมายถึง พื้นที่ดินที่ผิวหน้าดินที่มีเนื้อดินอินทรียวัตถุหรือธาตุอาหารพืชถูกชะล้างออกไปจากพื้นที่ในปริมาณสูง โดยน้ำหรือลม พื้นที่ที่จะพบดินที่มีสภาพการชะล้างพังทลาย ลักษณะพื้นที่ ส่วนใหญ่พบบนพื้นที่ดอน และที่ที่มีความลาดชันสูง จะมีทั้งดินลึกและดินตื้น ลักษณะของเนื้อดินและความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติแตกต่างกันไปแล้วแต่ชนิดของหินต้นกำเนิด ในบริเวณนั้น มักมีเศษหินก้อน หินหรือหินพื้นโผล่กระจัดกระจายทั่วไป ส่วนใหญ่พื้นที่ที่พบ ถ้าในลักษณะเป็นที่ดอน จะเป็นพื้นที่ที่ทำการปลูกพืชไร่ต่างๆ เช่น ข้าวโพด มันสำปะหลัง ถั่วต่างๆ และถ้าเป็นพื้นที่ที่สูงจะปกคลุมด้วยป่าไม้ประเภทต่างๆ เช่น ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง หรือป่าดิบชื้นและมีหลายแห่งที่เกษตรกรทำการตัดฟันไม้และเผาเพื่อใช้เป็นที่ทำกินในลักษณะของการทำไร่เลื่อนลอย มักพบบนพื้นที่ที่มีความลาดชันบนภูเขาสูงทั่วประเทศ และทางภาคเหนือ
ผลเสียหายจากที่ดินมีสภาพการชะล้างพังทลาย จะทำให้พื้นที่เกษตรกรรมที่ถูกชะล้างพังทลาย ผลผลิตพืชที่ปลูกลดลง เนื่องจากธาตุอาหารพืชถูกพัดพาออกไปจากพื้นที่ ทำให้การใช้ประโยชน์ที่ดินยากลำบาก จากน้ำที่กัดเซาะจะเกิดร่องขนาดเล็กและใหญ่ ยากแก่การไถพรวน ถนนอาจถูกกัดเซาะขาด ทั้งยังทำให้เกิดการทับถมของตะกอนดินในนาข้าวแม่น้ำ ลำธาร แหล่งน้ำ ทำให้แม่น้ำลำธาร อ่างเก็บน้ำลดความสามารถในการกักเก็บน้ำ ก่อให้เกิดสภาวะน้ำท่วมฉับพลันอีกด้วย
วิธีการสังเกตดินที่มีสภาพการชะล้างพังทลายนักวิชาการเกษตร ได้แนะวิธีการสังเกตไว้ดังนี้
1.ความหนาของชั้นดินบน ปกติแล้วดินใดก็ตามที่มีดินชั้นบนสีดำและหนากว่า 20 เซนติเมตร ถือว่ามีการชะล้างพังทลายน้อย หรือไม่มีเลย ถ้าหนาน้อยกว่า 10 เซนติเมตร จะเริ่มมีการชะล้างพังทลาย
2.พบร่องรอยการชะล้างพังทลายของดิน ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ดินที่มีสภาพดังกล่าว จะพบร่องของการกัดเซาะที่มีขนาดและความลึกแตกต่างกันไปอันเป็นผลเนื่องมาจากการไหลกัดเซาะของฝนไปยังผิวดิน ถ้ามีขนาดและความลึกของร่องยิ่งมาก อัตราการชะล้างพังทลายยิ่งรุนแรงขึ้น
3.สภาพภูมิประเทศ โดยปกติในพื้นที่ที่มีความลาดเทสูง การชะล้างพังทลายของดินก็จะเกิดสูง และในพื้นที่ที่มีความลาดเทต่ำจะเกิดการชะล้างพังทลายของดินเล็กน้อย หรือไม่มีเลยถ้าเป็นพื้นที่ราบ
วิธีการอนุรักษ์ดินและน้ำ โดยปรับสภาพของดินให้สามารถทนทานต่อการถูกชะล้างกัดเซาะ หรือถูกพัดพาให้เคลื่อนที่โดยแรงของน้ำ ปกคลุมดินให้พ้นจากแรงกระแทกของเม็ดฝนและลม บรรเทาความรุนแรงของกระแสลมและอัตราการไหลบ่าของน้ำ หาวิธีการที่ปลอดภัยในการที่จะระบายน้ำที่ไหลบ่าไปยังแหล่งกักเก็บน้ำ โดยป้องกันมิให้มีการพังทลายของดิน
วิธีการแก้ไข จะเน้นการจัดการดินและพืช เพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ ดังนี้
1.การอนุรักษ์ดินและน้ำ โดยวิธีทางพืช โดยใช้ระบบปลูกพืชขวางความลาดชันของพื้นที่ตามแนวระดับร่วมกับปลูกพืชคลุมดินชนิดต่างๆ ตามความเหมาะสมของภูมิภาค ตัวอย่างภาคเหนือมีวิธีการ ดังนี้
-การใช้แถบไม้พุ่มตระกูลถั่วบำรุงดิน ปลูกไม้พุ่มตระกูลถั่ว เช่น กระถิน และถั่วมะแฮะผสมกัน อัตรา 1:1 ปลูกเป็นแถวคู่ห่างกัน 50 ซม. เป็นแถบอนุรักษ์ขวางความลาดชันของพื้นที่แต่ละแถบห่างกัน 8-10 ม.
-การใช้แถบหญ้า ปลูกหญ้าเป็นแถบขวางความลาดชันของพื้นที่ แต่ละแถบห่างกัน 8-10 ม. โดยใช้หญ้าชนิดต่างๆ เช่น รูซี่ เซททาเรีย เนเปียร์ บาเฮีย และกินนี ปลูกเป็นแถบกว้าง 1 ม. สำหรับหญ้าแฝก ปลูกเป็นแถวเดี่ยวระยะห่างระหว่างต้น 5-10 ซม.
-การจัดระบบปลูกพืชแบบผสมผสาน พื้นที่ว่างระหว่างแถบอนุรักษ์ ใช้ปลูกพืชไร่ พืชผัก ไม้ดอก และไม้ผล ตามความเหมาะสมของพื้นที่ โดยปลูกพืชผสมผสานกันหลายชนิดอย่างมีระบบ เช่น ปลูกพืชไร่ หรือพืชผักสลับหมุนเวียนกับพืชตระกูลถั่ว (ถั่วลิสง ถั่วเขียว ถั่วดำ ถั่วแปยี ถั่วลาย ถั่วพร้า คาโลโปโกเนียม) เพื่อเป็นการปรับปรุงบำรุงดินให้สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างยั่งยืน
2. การอนุรักษ์ดินและน้ำ โดยวิธีกล ได้แก่
-การทำคันดิน ขวางความลาดชันของพื้นที่ในพื้นที่ที่ไม่สูงชัน หรือทำขั้นบันไดดินในพื้นที่มีความลาดชันสูง โดยการตัดดินด้านบนของความลาดชัน แล้วถมพื้นที่ตอนล่างติดต่อกันเป็นลักษณะขั้นบันไดกว้าง 1-3 ม.โดยใช้แรงงานคน หรือเครื่องจักรกล เหมาะสำหรับพื้นที่สูง
-การทำคูรับน้ำรอบเขา โดยการตัดดินด้านบนของความลาดชัน แล้วถมพื้นที่ตอนล่างให้เป็นคูรับน้ำรอบเขา กว้าง 1.5-2 ม. แต่ละคูห่างกัน 6-10 ม. เหมาะสำหรับพื้นที่สูง
ที่สำคัญคือ ต้องทำควบคู่กัน ได้แก่ การจัดการใช้ที่ดินตามความเหมาะสมของที่ดิน การเตรียมดินและปลูกพืชเป็นแถวตามแนวระดับของความลาดชันของพื้นที่ การใช้เศษพืชทุกชนิดเป็นวัสดุคลุมดินบำรุงดิน และการปลูกพืชแบบเตรียมดินน้อยครั้ง การปลูกพืชสลับเป็นแถบ การปลูกพืชหมุนเวียน เหล่านี้ จะช่วยลดการชะล้างพังทลายของหน้าดิน และเป็นการใช้ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ
นาย รัตวิ