รายงานพิเศษ : เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวผ่านระบบ‘นาแปลงใหญ่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/242883

วันพฤหัสบดี ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

การส่งเสริมระบบการทำนาในรูปแบบแปลงใหญ่ที่กรมการข้าวดำเนินการอยู่นี้ สอดคล้องกับนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตลอดจนยุทธศาสตร์ข้าวไทย

นางจุลมณี ไพฑูรย์เจริญลาภ ผู้เชี่ยวชาญด้านการส่งเสริมการผลิตข้าว กรมการข้าว กล่าวว่า ที่ผ่านมากรมการข้าวมีแนวทางพัฒนาการส่งเสริมการผลิตข้าวในรูปแบบของการรวมกลุ่มอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกลุ่มของศูนย์ข้าวชุมชนเพื่อให้เป็นศูนย์กลางการพัฒนาข้าวของชุมชนต่างๆ โดยเฉพาะไปส่งเสริมให้กลุ่มทำเมล็ดพันธุ์ข้าวใช้เอง เนื่องจากเป็นปัญหาหลักและเป็นปัญหาแรกของพี่น้องชาวนา ที่มักขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ดี เพราะแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ขนาดใหญ่ๆ มีอยู่ไม่กี่แห่งจึงไม่เพียงพอกับความต้องการ ถ้าสามารถทำให้เกษตรกรหรือชุมชนผลิตเมล็ดพันธุ์ใช้เองได้ ปัญหาเมล็ดพันธุ์ที่เป็นปัจจัยตั้งต้นของการผลิตข้าวก็จะหมดไป

เดิมทีกรมการข้าวได้วางขอบเขตของศูนย์ข้าวชุมชนกำหนดพื้นที่ดำเนินการแห่งละประมาณ 8,000 ไร่ โดยเน้นการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีให้กับศูนย์ข้าวชุมชนเพื่อให้ทางกลุ่มไปถ่ายทอดสู่สมาชิกต่ออีกที แต่เมื่อมีนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงรัฐบาลที่มุ่งเน้นส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ ทางกรมการข้าว จึงได้ต่อยอดพัฒนารูปแบบให้ครบวงจรตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงการเชื่อมโยงด้านตลาด เป้าหมายในการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ทั้งนี้ กรมการข้าวมองว่าเราต้องไปต่อยอดในศูนย์ข้าวชุมชนที่มีการพัฒนาไว้เบื้องต้นแล้ว เพียงแค่เพิ่มกิจกรรมอื่นเสริมเข้าไป เช่น มีการแบ่งกลุ่มเกษตรกรเป็น 2 กลุ่มสินค้า ได้แก่ กลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ กลุ่มผลิตข้าวคุณภาพ ซึ่งกลุ่มผลิตข้าวคุณภาพก็ต้องดูว่าจะเป็นสินค้าอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นข้าวจีเอพี ข้าวจีไอ ข้าวอินทรีย์หรือข้าวตลาดเฉพาะ ทางกรมการข้าวและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน จะไปร่วมวิเคราะห์ปัญหา ความต้องการเพื่อวางแผนให้สอดคล้องกับสภาพชุมชนและความต้องการของตลาด

อย่างไรก็ดี นโยบายนาแปลงใหญ่สอดคล้องกับแผนพัฒนาของกรมการข้าว ทำให้การดำเนินงานไปได้ค่อนข้างดี ซึ่งจากที่เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2557 มีการทำนำร่องเพื่อศึกษาระบบว่าควรจะเป็นแบบไหน ในพื้นที่ 500 ไร่ กับ 1,000 ไร่ พอปี 2558 ขยายพื้นที่เป็น 5,000 ไร่ เพื่อจะดูว่าถ้ากลุ่มขนาดใหญ่มากจะทำให้ได้หรือไม่โดยดำเนินการจังหวัดละ 1 แห่ง ซึ่งเบื้องต้นก็คิดว่าโมเดลนี้สามารถนำมาใช้ได้ แต่พอปี 2559 รัฐบาลให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาข้าวไทย โดยมีงบสนับสนุนให้ดำเนินการปรับโครงสร้างการผลิตข้าวกรมการข้าวจึงได้ตั้งเป้าขยายผลเป็น 300 แห่ง และปรับขนาดแปลงให้เหลือเพียง 3,000 ไร่ เพื่อเป็นฐานขนาดกลางๆที่น่าจะพื้นที่ที่เหมาะสมและสามารถบริหารจัดการร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นจึงเป็นที่มาของนาแปลงใหญ่ของกรมการข้าวว่าจะต้องมีพื้นที่ 3,000 ไร่ เกษตรกรประมาณ 200 ราย แต่ทั้งนี้ก็มีการปรับลดขนาดพื้นที่ได้ตามความเหมาะสมหรือความต้องการของแต่ละชุมชนด้วย อย่างเช่นพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีพื้นที่นาขนาดใหญ่จะดำเนินการได้ 3,000 ไร่ แต่ภาคอื่นอย่างภาคเหนืออาจจะลดเหลือ 1,000 ไร่เศษ ก็สามารถทำได้เช่นกัน

แม้ว่าการส่งเสริมการรวมกลุ่มทำนาในรูปแบบแปลงใหญ่ จะดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องและมีการขยายผลเพิ่มขึ้นเรื่อย อีกทั้งได้รับการตอบรับจากเกษตรกรเป็นอย่างดี แต่สิ่งที่กรมการข้าวจะต้องทำต่อจากนี้ คือ กลับมาทบทวนวิเคราะห์ในสิ่งที่ดำเนินการไปแล้วทั้ง 300 แปลงที่มีขนาดพื้นที่แตกต่างกันนั้นมันเป็นอย่างไร แบบไหนเป็นโมเดลที่ได้ผล แบบไหนเป็นจุดอ่อน ต้องศึกษารายละเอียดกิจกรรมที่ใส่ลงไปทั้งการรวมกลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ กลุ่มผลิตปุ๋ยอินทรีย์ กลุ่มผลิตสารชีวภาพ กลุ่มเครื่องจักรกลการเกษตร หรือแม้แต่การบริหารจัดการกลุ่ม ซึ่งต้องเข้าไปวิเคราะห์ให้ได้ว่ากิจกรรมใดไปได้ดีแล้วมีปัจจัยอะไรมาเกี่ยวข้องบ้าง หรือกิจกรรมใดที่ล้มเหลงมีสาเหตุมาจากอะไร

“ก่อนที่เราจะเดินหน้าโครงการในปีต่อไป จำเป็นต้องกลับมาทบทวนสิ่งที่เราทำไปทั้งหมด เพื่อรวบรวมข้อมูลทุกด้านมาวิเคราะห์สร้างเป็นโมเดลต้นแบบ สำหรับจะเดินหน้าโครงการต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ คืออุดจุดอ่อนขยายจุดแข็ง โดยอธิบดีกรมการข้าวได้สั่งการให้สร้างโมเดลต้นแบบให้เสร็จพร้อมใช้ในปี 2560 รองรับนโยบายกระทรวงเกษตรฯ ที่ตั้งเป้าขยายผลเกษตรแปลงใหญ่เพิ่มขึ้น” นางจุลมณี กล่าว

Leave a comment