ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/240558
วันอังคาร ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง เป็นลุ่มน้ำสาขาของลุ่มน้ำโขงอีกลุ่มน้ำหนึ่งที่ประสบปัญหาเรื่องน้ำทั้งปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก และปัญหาขาดแคลนน้ำเป็นประจำเกือบทุกปี มีพื้นที่ประมาณ 2,160 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของจ.อุดรธานีและหนองคาย ลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่ม แอ่งกระทะใกล้แม่น้ำโขง ไม่เหมาะที่จะสร้างแหล่งเก็บกักน้ำขนาดใหญ่เก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง ทั้งที่ปริมาณฝนที่ตกในแต่ละปีไม่ได้น้อยไปกว่าภาคอื่นๆ
ปัญหาน้ำท่วม เกิดขึ้นเป็นประจำในช่วงฤดูฝน แต่ละปีมีพื้นที่น้ำท่วมเฉลี่ยประมาณ 90,000 ไร่ต่อปี โดยเฉพาะในปี 2554 นั้นเป็นปีที่มีน้ำท่วมมากที่สุดกว่า 215,000 ไร่ สร้างความเสียหายกับพื้นที่การเกษตรและสร้างความเดือนร้อนกับประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณพื้นที่ราบลุ่ม เช่นเดียวกับ ปัญหาการขาดแคลนน้ำ ก็เกิดขึ้นเป็นประจำซ้ำซากอยู่ทุกปีในช่วงฤดูแล้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำเพื่อการเกษตร และการอุปโภคบริโภค
สำหรับการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าว ระหว่างปี 2539-2545 กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน กระทรวงวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม ได้ก่อสร้างประตูระบายน้ำห้วยหลวง บริเวณบ้านดอนคง ต.จุมพล อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย แต่เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จกลับไม่สามารถเปิดใช้งานได้ไม่เต็มตามศักยภาพตามที่ได้ออกแบบไว้ เนื่องจากมีปัญหาหลายประการ เช่น ปัญหาการจัดซื้อที่ดิน ปัญหาขอบเขตพื้นที่น้ำท่วมในกรณีต่างๆ ยังไม่ชัดเจน เป็นต้น

นอกจากนี้ การสร้างประตูระบายน้ำห้วยหลวงดังกล่าว ยังทำให้ชาวบ้านเข้าใจว่าเป็นสาเหตุทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมในที่ลุ่มต่ำ เนื่องจากไปขวางการไหลของน้ำลงสู่แม่น้ำโขง ทั้งๆที่ในความเป็นจริงช่วงฤดูฝนจะยกบานของประตูระบายพ้นน้ำทุกบาน เปรียบเสมือนกับไม่มีประตูระบายน้ำ ดังนั้นสาเหตุหลักจึงน่าจะเป็นเพราะแม่น้ำโขงมีระดับน้ำที่สูงในฤดูฝน ทำให้เอ่อล้นตลิ่ง ประกอบกับการทำคันกั้นน้ำที่มีอยู่มีเพียงครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งยังไม่ได้ก่อสร้าง จึงทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมในช่วงฤดูน้ำหลากเป็นประจำทุกปี
ต่อมาในปี 2546 ได้ถ่ายโอนประตูระบายน้ำห้วยหลวงมาให้กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับผิดชอบ และได้ว่าจ้างสถาบันแหล่งน้ำและสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ดำเนินการศึกษาและจัดทำแผนบริหารจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำของลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่างอย่างเต็มศักยภาพ โดยให้ความสำคัญกับประชาชนในพื้นที่ต้องมีส่วนร่วมในการศึกษาทุกขั้นตอน ซึ่งได้ทำการศึกษาแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2558 ที่ผ่านมา
ผลการศึกษาดังกล่าว พบว่า สภาพปัญหาข้างต้นที่เกิดขึ้น จำเป็นต้องควบคุมบริหารจัดการน้ำในลำห้วยหลวงที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขง โดยการก่อสร้างประตูระบายน้ำและระบบสูบน้ำ เพื่อให้สามารถสูบน้ำออกจากพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วมได้ในช่วงฤดูฝน แก้ปัญหาน้ำท่วมในเขต จ.หนองคาย และ อุดรธานีและในฤดูแล้งยังสามารถปิดประตูระบายน้ำเพื่อเก็บกักน้ำก่อนสิ้นฤดูฝน เพื่อสนับสนุนการอุปโภคบริโภค การเกษตร การท่องเที่ยว การคมนาคม การอุตสาหกรรม รวมทั้งการรักษาระบบนิเวศน์ อีกด้วย

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ผลการศึกษาโดยมหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการศึกษาได้ผลสรุปเบื้องต้นว่า หากจะให้สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำที่เกิดในลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่างได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์มากที่สุด รวมทั้งไม่เป็นการลงทุนแบบสูญเปล่า เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องนั้น จะต้องจะดำเนินโครงการ 6 กลุ่มโครงการด้วยกันคือ โครงการสถานีสูบน้ำบ้านแดนเมือง โครงการปรับปรุงแหล่งน้ำ-พัฒนาแก้มลิงพร้อมระบบชลประทานประตูระบายน้ำดงสระพัง โครงการประตูระบายน้ำหนองสองห้อง โครงการสถานีสูบน้ำถ่อนนาเพลินพร้อมระบบชลประทาน ของโครงการสูบน้ำพื้นที่ชลประทานห้วยหลวง-คลองดัก โครงการสถานีสูบน้ำบ้านนาคำ พร้อมระบบชลประทาน และ โครงการประตูระบายน้ำดอนกลอย-สถานีหนองบัว
อย่างไรก็ตาม เมื่อนำองค์ประกอบสำคัญของ6 กลุ่มโครงการดังกล่าว มาพิจารณาดำเนินโครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง พบว่าจะต้องดำเนินงานสำคัญๆ 4 งานด้วยกันคือ
1.งานสถานีสูบน้ำบ้านแดนเมือง เพื่อสูบน้ำจากลำห้วยหลวงเพื่อการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำโขงช่วงฤดูน้ำหลาก สามารถลดพื้นที่และระยะเวลาของการท่วมขัง ส่วนในช่วงฤดูแล้งหรือช่วงขาดแคลนน้ำจะสูบน้ำเพื่อนำน้ำโขงเข้ามายัง ลำห้วยหลวงเพื่อเสริมน้ำให้กับพื้นที่ชลประทาน โดยการติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาด 15 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จำนวน 10 เครื่อง รวมอัตราสูบน้ำสูงสุด 150 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที 2.งานพนังกั้นน้ำช่วงที่ตลิ่งต่ำตามแนวลำห้วยหลวง ความยาวรวม 47.02 กิโลเมตร เพื่อช่วยป้องกันผลกระทบจากระดับน้ำที่สูงขึ้นในพื้นที่ลุ่มต่ำหน้าตามแนวเขตน้ำท่วม และช่วยควบคุมปริมาณน้ำและรับน้ำในช่วงน้ำหลากเพื่อเร่งระบายน้ำลงสู่แม่น้ำโขง
3.งานอาคารบังคับน้ำตามลำน้ำห้วยหลวงและลำน้ำสาขา จำนวน 15 แห่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ และ 4.งาน
ระบบส่งน้ำชลประทานขนาดกลาง ครอบคลุมพื้นที่ชลประทาน 315,195 ไร่ เพื่อกระจายน้ำให้กับพื้นที่การเกษตรในเขตจ.หนองคายและอุดรธานี
สำหรับงบประมาณในการลงทุนทั้งโครงการ คาดว่าจะใช้งบทั้งหมดประมาณ 21,000 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยค่าก่อสร้างทุกโครงการ อาคารประกอบอื่นๆ ค่าชดเชยที่ดิน อาคารที่ทำการสำนักงาน บ้านพัก และการปรับภูมิทัศน์ โดยมีระยะเวลาดำเนินการ 9 ปี ตั้งแต่ปี 2560-2568
“เมื่อการดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำห้วยหลวงตอนล่างแล้วเสร็จจะสามารถ บรรเทาปัญหาน้ำท่วมในเขตจ.หนองคายและอุดรธานี ได้ 54,390 ไร่ ทำให้มีปริมาณน้ำต้นทุนถึง 245.87 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) สามารถส่งน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค ได้จำนวน 14.82 ล้านลบ.ม.ต่อปี เพื่อการอุตสาหกรรม 1.13 ล้านลบ.ม.ต่อปี ในเขต จ.หนองคายและอุดรธานี และที่สำคัญสามารถสิ่งน้ำให้กับพื้นที่การเกษตรในเขตชลประทานได้ 315,195 ไร่ ประกอบด้วยพื้นที่ชลประทานเดิม 15,000 ไร่ และพื้นที่ชลประทานใหม่ 300,195 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 37 ตำบล 7 อำเภอของ จ.หนองคาย และอุดรธานี 29,835 ครัวเรือน 124,618 คน ในพื้นที่ 284 หมู่บ้าน ส่วนในฤดูแล้งสามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทาน 250,000 ไร่
นอกจากนี้ ยังมีน้ำเพียงพอที่จะใช้รักษาระบบนิเวศน์ ตลอดจนเป็นแหล่งประมงสำหรับเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดให้ราษฎรได้บริโภคและเป็นรายได้เสริม และเป็นยังแหล่งพักผ่อนหย่อนใจส่งเสริมการท่องเที่ยวอีกด้วย” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว
สำหรับความคืบหน้าของโครงการนั้น ขณะนี้การออกแบบสถานีสูบน้ำบ้านแดนเมือง งานพนังกั้นน้ำเดิมเสร็จเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างดำเนินการสำรวจออกแบบพนังกั้นน้ำใหม่ อาคารบังคับน้ำและระบบส่งน้ำชลประทาน ส่วนการตัดหาที่ดิน ได้จัดหาที่ิดินบริเวณที่จะก่อสร้างสถานีแดนเมืองรีบร้อยแล้วเช่นกัน ปัจจุบันอยู่ระหว่างจัดหาที่ดินบริเวณพนังกันน้ำใหม่ อาคารบังคับน้ำ และระบบส่งน้ำชลประทาน
โครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง เป็นโครงการที่ประชาชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาทุกขั้นตอน ทำให้ได้รูปแบบการแก้ไขปัญหาเป็นไปตามความต้องการของประชาชน ซึ่งกรมชลประทานจะนำไปขยายผลดำเนินงานกับโครงการอื่นๆต่อไป…