ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/239812
วันพฤหัสบดี ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
ดร.วราภรณ์ พรหมพจน์ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ชี้แจงกรณีมีบุคคลนำ“ลิ้นมังกร” พันธุ์ Boncel ซึ่งเป็นพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปของไทย ไปจดสิทธิบัตรในสหรัฐอเมริกาในชื่อพันธุ์ “SAN201202” และยื่นขอรับความคุ้มครองต่อสำนักงานคุ้มครองพันธุ์พืชแห่งสหภาพยุโรป (CPVO) ซึ่งเป็นการละเมิดพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 ว่า กรมวิชาการเกษตรได้แต่งตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อคัดค้านเรื่องดังกล่าว และมอบหมายให้สำนักคุ้มครองพันธุ์พืชศึกษาและรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมจากเกษตรกรผู้ปลูก และส่งออกเพื่อนำข้อมูลมาสนับสนุนการคัดค้านอย่างเต็มที่
นอกจากนี้ กรมวิชาการเกษตรยังได้จัดประชุมหารือโดยเชิญผู้ส่งออกลิ้นมังกรเข้าร่วมประชุมด้วย ซึ่งที่ประชุมมีความเห็นว่า จากข้อมูลที่ได้รับและจากการตรวจสอบเพิ่มเติม สรุปได้ว่า การยื่นคัดค้านมีความเป็นไปได้ และเหตุผลที่จะใช้ประกอบการคัดค้าน คือ ลิ้นมังกรพันธุ์ “SAN201202” ที่นำไปจดทะเบียนในสหภาพยุโรปนั้น มีลักษณะประจำพันธุ์ไม่แตกต่างจากลิ้นมังกรพันธุ์ “Boncel” ซึ่งมีการปลูกแพร่หลายมาแล้วในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2552 จึงทำให้ลิ้นมังกรพันธุ์ “SAN201202” ขาดคุณสมบัติการมีความแตกต่างอย่างชัดเจนจากพันธุ์ที่ใช้ปลูกทั่วไป และคณะทำงาน มีความเห็นว่า การคัดค้านควรดำเนินการในนามของสมาคมไม้ประดับแห่งประเทศไทย เพื่อให้สามารถดำเนินการได้เองอย่างรวดเร็วทันท่วงที หากเกิดกรณีเช่นนี้อีกในพืชชนิดอื่น โดยมีกรมวิชาการเกษตรดูแลสนับสนุนและให้คำปรึกษา
“กรมวิชาการเกษตร และ สมาคมไม้ประดับแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกันร่างหนังสือถึง CPVO และได้ส่งเอกสารข้อมูลไปให้สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรปซึ่งสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศได้ประสานและได้รับการยืนยันจาก CPVO ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้จดทะเบียนพันธุ์ลิ้นมังกรให้กับนาย Johannes Scheffers ซึ่งหากประเทศไทยต้องการคัดค้านไทยต้องส่งประเด็นที่จะยื่นคัดค้านส่งให้สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป เพื่อส่งต่อให้ CPVO ซึ่งกรมวิชาการเกษตร ได้ดำเนินการแปลเอกสารข้อมูลประเด็นการคัดค้าน แสดงรายละเอียดว่าลิ้นมังกรพันธุ์ SAN201202 และพันธุ์ Boncel ไม่มีความแตกต่างกัน และข้อมูลสนับสนุนเพิ่มเติมอื่นๆเช่น การออกสู่ตลาด ประวัติพันธุ์ และปริมาณการส่งออก เป็นต้น” ดร.วราภรณ์ กล่าว