ส่องเกษตร : พ่อหลวงจะอยู่กับเกษตรตลอดไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/240727

449007

วันพุธ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

แม้ผ่านมาร่วมหนึ่งสัปดาห์แล้ว นับแต่วันที่ สำนักพระราชวังประกาศข่าวการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตรเมื่อวันที่ 13 ต.ค.2559….แต่ในความรู้สึกของผม จนถึงวันนี้ ก็เป็นเช่นเดียวกับประชาชนคนไทยทั้งแผ่นดินที่ยังคง“ช็อก” อยู่ และโศกเศร้าอย่างหาที่สุดไม่ได้

นับเป็นความสูญเสียใหญ่หลวงที่สุด ไม่เพียงของประเทศไทยและคนไทยทั่วทั้งแผ่นดิน แต่เชื่อว่า ชาวโลกไม่ว่าจะประเทศใดที่ได้รับรู้รับทราบในพระมหากรุณาธิคุณที่ได้ทรงพระราชกรณียกิจไว้มากมายในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ราษฎร และยังแนวทางพระราชดำริที่ก่อให้เกิดคุณประโยชน์มหาศาลต่อมวลมนุษยชาติ โดยเฉพาะเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง…ทุกคนก็ย่อมรู้สึกเช่นเดียวกันว่า นี่เป็นความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงของชาวโลกด้วย

สำหรับวงการเกษตรไทย ไม่ว่าตัวเกษตรกรเอง หรือผู้เกี่ยวข้องทั้งหลาย ข้าราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์,นักวิชาการเกษตร,สื่อมวลชน ฯลฯ ย่อมตระหนักกันดีว่า ตลอด 70 ปี แห่ง “การครองแผ่นดินโดยธรรม” ของในหลวงรัชกาลที่ 9 พระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกายและพระสติปัญญาให้กับการช่วยเหลือพัฒนาการเกษตรยิ่งใหญ่ขนาดไหนเพื่อให้เกษตรกรไทยหลุดพ้นจากความอดอยากยากจน

กว่า 4 พันโครงการพระราชดำริที่ดำเนินการอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย โดยส่วนใหญ่ก็เป็นโครงการเพื่อพัฒนาด้านการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นโครงการพระราชดำริเกี่ยวกับป่า, เกี่ยวกับดิน, เกี่ยวกับน้ำ หรือโครงการพระราชดำริอื่นๆ

โครงการตามแนวพระราชดำริ ไม่ได้เข้ามาช่วยเหลือเกษตรกรไทยอย่างฉาบฉวย เหมือนการนำสิ่งของประชาสงเคราะห์มาแจกให้กันตายเฉพาะหน้า หรือเหมือนโครงการหาเสียงแบบนักการเมืองที่เอา “ประชานิยม”มาล่อหลอกเป็นขนมหวานแลกคะแนนนิยม แล้วกลายเป็นยาพิษร้ายในภายหลัง

แต่โครงการตามแนวพระราชดำริมุ่งเน้นให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ให้เกษตรกรอยู่ได้ยั่งยืน เฉกเช่นที่พระองค์เคยมีพระราชดำรัสเมื่อ 4 ธ.ค. 2541 เรื่องความพอเพียงและการรู้จักพึ่งพาตนเองในตอนหนึ่งว่า “เราไม่ควรให้ปลาแก่เขา แต่ควรจะให้เบ็ดตกปลาและสอนให้รู้จักวิธีตกปลาจะดีกว่า”

ดังนั้น แต่ละโครงการของพระองค์จึงมุ่งทำเป็นแบบอย่าง ให้เกษตรกรได้เรียนรู้ แล้วนำไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ เช่น การทำไร่นาสวนผสมตามหลัก“การเกษตรทฤษฎีใหม่” ที่เป็นวิถีสำคัญแห่งหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นต้น

ไม่เพียงแต่ลงมือทำโครงการต่างๆเพื่อเป็นแบบอย่างเท่านั้น พระองค์ยังทรงมีพระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทให้ฝ่ายต่างๆในหลายโอกาส กระตุ้นให้เห็นความสำคัญของการเกษตร เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหา นำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศชาติด้วย ดังตัวอย่างเช่น

“…กสิกรรมและเกษตรกรรมเป็นเรื่องสำคัญมาก ท่านทั้งหลายจะต้องช่วยกันค้นคว้าหาความรู้และความชำนาญให้กว้างขวางยิ่งขึ้นเสมอ และพยายามส่งเสริมเผยแพร่ความรู้ที่ได้ศึกษามาแก่พี่น้องกสิกรและเกษตรกร ให้ได้ทราบถึงวิธีปฏิบัติอันถูกต้องตามหลักวิชาอีกด้วย จึงจะเกิดประโยชน์แก่สังคมในด้านนี้ และเป็นผลดีแก่ประเทศชาติสืบไป…”

(พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ม.เกษตรศาสตร์ 19 ก.ค.2505)

“…เศรษฐกิจของเราขึ้นอยู่กับการเกษตรมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว รายได้ของประเทศที่ได้มาใช้สร้างความเจริญด้านต่างๆ เป็นรายได้จากการเกษตรเป็นส่วนใหญ่ จึงอาจกล่าวได้ว่าความเจริญของประเทศต้องอาศัยความเจริญของการเกษตรเป็นสำคัญ และงานทุกๆ ฝ่ายจะดำเนินก้าวหน้าไปได้ก็เพราะการเกษตรของเราเจริญ…”

(พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ม.เกษตรศาสตร์ 9 ก.ค. 2507)

“เกษตรมีความสำคัญจริง ถ้าไม่มีการเกษตรก็เกือบจะพูดได้ว่า เราจะต้องตายกันหมด เพราะจะไปอาศัยอาหารวิทยาศาสตร์ ก็รู้สึกว่าลำบากอยู่และกินไม่อิ่ม แต่ว่า ทำไมคนถึงนึกว่าการเกษตรเป็นสิ่งที่ต่ำต้อยที่ไม่สำคัญ ทั้งๆที่ความจริงเราต้องอาศัยการเกษตรเพื่อชีวิตของเรา ไม่ใช่เฉพาะสำหรับอาหารเท่านั้น สำหรับสิ่งอื่นทั้งหลายด้วยที่เราต้องอาศัยการเกษตร…”

(บางส่วนของพระราชดำรัสเกี่ยวกับเกษตรกรรม จาก หนังสือ“พระบิดาของแผ่นดิน” ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จัดพิมพ์ขึ้นในงานวันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2540)

บัดนี้แม้พระองค์จะเสด็จสู่สวรรคาลัย แต่พระราชดำรัสและแนวทางพระราชดำริการเกษตรที่ทรงมอบไว้ให้ลูกหลานไทย จะได้รับการสืบสานคู่กับการเกษตรของไทยตลอดไป….

สาโรช บุญแสง

Leave a comment