ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/239930
วันศุกร์ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้เป็นตัวแทนประเทศไทยเดินทางเข้าร่วมรัฐมนตรีอาเซียนด้านเกษตรและป่าไม้กับรัฐมนตรีประเทศจีน ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี หรือ อาเซียนบวกสามครั้งที่ 16 ที่ประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยประเทศไทยได้กล่าวขอบคุณทุกประเทศที่ได้ร่วมกันสนับสนุนการดำเนินโครงการและกิจกรรมต่างๆ ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ความร่วมมืออาเซียนบวกสาม ด้านอาหาร การเกษตร และป่าไม้ ซึ่งรวมถึงกิจกรรมภายใต้องค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม (APTERR) และระบบข้อมูลสารสนเทศความมั่นคงอาหารแห่งอาเซียนบวกสาม AFSIS ซึ่งทั้งสองหน่วยงานมีที่ตั้งสำนักเลขานุการอยู่ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ประเทศไทยหวังว่าเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนบวกสามจะร่วมกันพิจารณาจัดทำกรอบยุทธศาสตร์ความร่วมมือฉบับใหม่ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันของสินค้าอาหาร การเกษตร และป่าไม้ ในตลาดโลก เสริมสร้างศักยภาพและพัฒนาบุคลากรในทุกระดับ เพิ่มความมั่นคงด้านอาหารของภูมิภาคและของโลก และบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อภาคการเกษตร
นอกจากนี้ ไทยยังได้เชิญชวนให้ประเทศสมาชิกพิจารณาใช้ประโยชน์ จาก APTERR อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยเฉพาะประเทศที่ประสบภัยพิบัติ นอกจากนี้ ยังเห็นว่า ประเทศอาเซียนบวกสามควรร่วมกันสนับสนุนให้ AFSIS มีกลไกการดำเนินงานที่คล่องตัวและมีประสิทธิภาพ และเชื่อมั่นว่าประเทศอาเซียนบวกสามจะมุ่งหน้า ไปด้วยกันสู่อาเซียน 2025
พลเอกฉัตรชัยกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า นอกจากการประชุมกรอบความร่วมมือรัฐมนตรีเกษตรอาเซียนข้างต้นแล้ว ยังได้หารือทวิภาคีกับสองประเทศ เพื่อผลักดันความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างกัน ได้แก่ การหารือร่วมกับ นาย ออง ตู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ปศุสัตว์ และชลประทาน สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ซึ่งทั้งสองประเทศเห็นพ้องกันที่จะส่งเสริมความร่วมมือด้านการประมง ทั้งในเรื่องการต่อต้านการทำประมง IUU และการควบคุมและบริหารจัดการการทำประมงในเขตทะเลติดต่อไทย-เมียนมา ซึ่งอยู่ระหว่างจัดทำร่างเอ็มโอยูฯ ซึ่งจะได้มีการลงนามโดยเร็วต่อไป ขณะเดียวกัน ไทยและเมียนมายังเห็นชอบการทำการประมงร่วมกันในลักษณะร่วมทุนหรือ Joint Venture ซึ่งฝ่ายไทยได้ยืนยันในการดำเนินการปฏิรูปการประมงของไทยใหม่ โดยเฉพาะการต่อต้านและแก้ไขประมง IUU และมีความพร้อมที่จะอนุญาตและสามารถควบคุมเรือประมงนอกน่านน้ำไม่ให้ทำการประมง IUU ได้ เนื่องจากในปัจจุบันเมียนมายังไม่อนุญาตให้ต่างชาติเข้าไปทำประมงในรูปแบบสิทธิการทำประมง แต่สามารถดำเนินการในรูปแบบของการร่วมทุนประมง ซึ่งปัจจุบันนี้มีเรือประมงที่ถอนทะเบียนเรือไทย จำนวน 5 ลำ เข้าร่วมบริษัทร่วมทุนทำการประมงในน่านน้ำเมียนมา
สำหรับมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรระหว่างไทย-เมียนมา ในปี 2559 (ม.ค. -ส.ค) ประมาณ 31,208.7 ล้านบาท ส่งออกไปยังเมียนมา 25,753.1 ล้านบาท นำเข้าจากเมียนมา 5,455.6 ล้านบาท ไทยได้เปรียบดุลการค้า 20,297.5 ล้านบาท
ด้านผลการหารือกับ นายโอ คย็อง แท รองปลัดกระทรวงเกษตร อาหาร และกิจการชนบทสาธารณรัฐเกาหลีก็ยินดีที่จะเร่งรัดกระบวนการรับรองเพื่อเปิดตลาดสินค้าไก่สดแช่เย็น/ แช่แข็ง และมะม่วงพันธุ์มหาชนกให้ไทยในเร็วๆ นี้ รวมถึงการลงนามเอ็มโอยูด้านการเกษตรระหว่างกัน และจัดการประชุมคณะทำงานด้านประมงที่ทั้งสองประเทศได้ลงนามความร่วมมือกันแล้วให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว