ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/243565
วันอังคาร ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

การส่งเสริมการรวมกลุ่มรวมแปลงเพื่อทำการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งของเกษตรกร เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างอำนาจในการต่อรองทางการค้า ดีกว่าต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างขายที่ทำให้ถูกกดราคามาโดยตลอด
นาแปลงใหญ่นับเป็นตัวอย่างหนึ่งที่มีการดำเนินการกระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยกรมการข้าวได้มีการขับเคลื่อนกิจกรรมผ่านการคัดเลือกศูนย์ข้าวชุมชน ที่มีรูปแบบการรวมกลุ่มรวมกันผลิตข้าวที่มีความเข้มแข็งอยู่แล้ว มาต่อยอดให้เป็นรูปแบบของนาแปลงใหญ่มีการเพิ่มขนาดพื้นที่ดำเนินการและให้องค์ความรู้และเทคโนโลยี ตลอดจนมีการเชื่อมโยงบูรณาการทุกภาคส่วนมาร่วมบริหารจัดการทั้งด้านการผลิต และการตลาดให้ครบวงจรมากขึ้น

พัชร์ธนวัญญ์ สมานิตย์
นางสาวพัชร์ธนวัญญ์ สมานิตย์ นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพิษณุโลก กรมการข้าว กล่าวว่า ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพิษณุโลกได้รับมอบหมายจากกรมการข้าวให้ดำเนินการส่งเสริมนาแปลงใหญ่ในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกจำนวน 2 จุด ได้แก่ นาแปลงใหญ่ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านท่าตะเคียน ต.จอมทอง อ.เมืองและนาแปลงใหญ่ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านท่าช้าง ต.ท่าช้าง อ.พรหมพิรามซึ่งตัวอย่างของการดำเนินการนาแปลงใหญ่ของศูนย์ข้าวชุมชนบ้านท่าช้างนั้นมีพื้นที่ดำเนินการประมาณ 2,700 ไร่ ครอบคลุม 6 หมู่บ้านมีสมาชิก 197 ราย แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ด้วยกันคือ กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพดี ซึ่งเกษตรกรจะเรียกกันว่ากลุ่มไข่แดง พื้นที่ 450 ไร่ ส่วนพื้นที่ที่เหลือจะเป็นกลุ่มผู้ผลิตข้าวคุณภาพ (ข้าวเปลือก) เกษตรกรจะเรียกว่ากลุ่มไข่ขาว
เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่ของที่นี่ กว่าจะได้เข้ามาเป็นสมาชิกได้ก็ต้องผ่านการอบรมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แค่เพียงของกรมการข้าวเองก็อบรมถึง 9 ครั้ง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพ ส่วนกลุ่มผู้ผลิตข้าวคุณภาพก็ได้รับการอบรมไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง จึงเรียกได้ว่าสมาชิกนาแปลงใหญ่ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านท่าช้างมีความรู้แน่นทุกคน ที่สำคัญคือมีความตั้งใจจริง พร้อมที่จะเรียนรู้ และนำไปปฏิบัติผสมผสานกับภูมิปัญญาของตนเองเพื่อความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่และวิถีชีวิตของเขาด้วย เช่น กรมการข้าวได้สนับสนุนเครื่องหยอดข้าว เพื่อให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนจากนาหว่านมาเป็นการทำนาแบบประณีต ลดอัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าว ประหยัดต้นทุนการผลิต ซึ่งแต่เดิมเครื่องหยอดข้าวจะออกแบบมาสำเร็จ ทางกลุ่มได้ลองใช้แล้วพบว่าตัวเครื่องหยอดมีความยาวเกินไปทำให้ไม่สะดวกในการลงแปลงนาที่มีพื้นที่ค่อนข้างจำกัด จึงมีการดัดแปลงตัดส่วนเกินออกให้ใช้งานได้สะดวกและเหมาะสมกับพื้นที่ยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ เรื่องการให้เกษตรกรลดอัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวจากเดิมที่ใช้อยู่ 20-25 กก.ต่อไร่ พอมีเครื่องหยอดที่จะลดอัตราลงเหลือ 8-10 กก.ต่อไร่ ตอนแรกเกษตรกรก็ยังไม่เชื่อมีการเตรียมเมล็ดพันธุ์ไว้จำนวนมากแต่พอได้ลองใช้เครื่องหยอดข้าวก็ทราบว่าใช้อัตราเมล็ดพันธุ์น้อยมาก ครั้นพอลดอัตราเมล็ดพันธุ์ข้าวเกษตรกรเริ่มไม่แน่ใจเพราะดูข้าวขึ้นไม่หนาแน่น แต่พอมาระยะแตกกอเห็นความชัดเจนข้าวแตกกอดี ดูแลจัดการง่ายเหมือนการปักดำก็เลยให้การยอมรับในเทคโนโลยีของกรมการข้าว ไม่เพียงเท่านั้น เกษตรกรที่นี่ยังมีการเรียนรู้เพิ่มเติมจากการปฏิบัติจริง โดยเฉพาะการใช้เครื่องหยอดข้าวต้องมีการจัดการเตรียมดินและน้ำในแปลงให้พอดี เพราะถ้าน้ำมากไปเวลาหยอดเมล็ดข้าวแทนที่จะอยู่หน้าดินจะลอยไปกับน้ำแทน หรือแม้กระทั่งไม่ควรหยอดข้าวเวลาฝนตกเนื่องจากเม็ดฝนจะมากระทบข้าวที่หยอดไว้ทำให้แตกกระจาย ข้าวจะขึ้นไม่เป็นแถวไม่เป็นระเบียบ สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นเสียงสะท้อนจากสมาชิกนาแปลงใหญ่ที่ได้นำความรู้และเทคโนโลยีจากหน่วยงานภาครัฐแนะนำไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าที่ผ่านมาศูนย์ข้าวชุมชนบ้านท่าช้างก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2548 ดำเนินการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีส่งให้กับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพิษณุโลกในเป้าหมาย 300-400ตันทุกปี ส่วนที่เหลือจำหน่ายให้กับสหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม ทำให้เกษตรกรที่นี่ไม่มีปัญหาด้านการตลาด แต่เมื่อมีการเข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่ มีการเชื่อมโยงตลาดเพิ่มเติมก็ยิ่งขยายโอกาสให้กับเกษตรกรเพิ่มขึ้น ซึ่งขณะนี้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงกับสหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม รับซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพมาตรฐานที่กำหนดในราคาที่สูงกว่าท้องตลาด เช่นเดียวกับข้าวเปลือกคุณภาพมาตรฐาน ก็ได้ทำสัญญารับซื้อกับผู้ประกอบการโรงสีในจังหวัดพิษณุโลก ที่จะให้ราคาสูงกว่าท้องตลาดเฉลี่ย 200 บาทต่อตัน
“แม้ว่าราคาขายข้าวที่เพิ่มขึ้นจากราคาตลาด จะเป็นประโยชน์อย่างหนึ่งที่เกษตรกรสมาชิกโครงการนาแปลงใหญ่จะได้รับ และเป็นที่พอใจของเกษตรกรอย่างมาก เพราะเห็นเงินรายได้ที่เพิ่มขึ้น แต่ความจริงแล้วแค่เกษตรกรเข้าสู่โครงการนาแปลงใหญ่และดำเนินการตามกระบวนการที่กรมการข้าวแนะนำ ก็สามารถลดต้นทุนลงไปได้ ดังนั้นจำเป็นต้องให้เกษตรกรตระหนักถึงการลดต้นทุนการผลิตเป็นสิ่งสำคัญไม้แพ้กว่าการเพิ่มกำไรในส่วนที่ขายข้าวออกไป เพราะหากลดต้นทุนได้มากส่วนต่างกำไรที่เหลือก็จะเพิ่มตามไปด้วย”