ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/243727
วันพุธ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ข้าวเปลือกหอมมะลิที่เกิดปัญหาราคาตกต่ำลงหนักมากๆ ตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ก่อให้เกิดกระแสร้อนแรงขึ้นมาและแน่นอนว่า ได้กลายเป็นประเด็นทาง “การเมือง” ไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น จนทำให้รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องเร่งออกมาตรการรับจำนำข้าวที่ยุ้งฉางที่ตันละ 13,000 บาท ซึ่งจะช่วยลดทอนความรุนแรงของปัญหาได้สักเพียงใด ก็ต้องติดตามกันต่อไป
อย่างไรก็ตาม การที่ราคาข้าวหอมมะลิ ซึ่งเป็นข้าวเกรดพรีเมียม คุณภาพชั้นดีของไทย เกิดปัญหาราคาตกต่ำลงมากอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนเช่นนี้ นับเป็นสัญญาณ “อันตราย”อย่างยิ่ง ควรที่จะต้องเร่งหาสาเหตุที่แน่ชัด เพื่อวางแนวทางให้ดี ให้รับมือได้อย่างยั่งยืน มิใช่แค่ช่วยเหลือเฉพาะหน้า เพราะมิเช่นนั้นอนาคตของข้าวหอมมะลิ อาจจะต้องมืดมนลงไปยิ่งกว่านี้อีกก็เป็นไปได้
ทั้งนี้ ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิที่เป็นข้าวเก่า ณ วันที่ 28 ตุลาคม 2559 ตกอยู่ที่ตันละ 10,500 บาทเท่านั้น ถือเป็นราคาที่ต่ำสุดในรอบ 9 ปี และเมื่อเทียบกับเดือนกันยายนที่ราคาอยู่ที่ตันละ 12,000 บาท เท่ากับลดลงไปมากถึง13%
ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยชี้ว่า ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิลดลงอย่างรวดเร็ว เพราะราคา ข้าวสารหอมมะลิส่งออก ที่เป็นราคาล่วงหน้าในเดือนธันวาคม 2559 ลดฮวบเหลือเพียง 548 เหรียญสหรัฐ ต่ำกว่าราคาตลาด (spot price) ณ วันที่ 28 ตุลาคมซึ่งอยู่ 720 เหรียญอย่างมาก ส่งผลให้ราคาขายส่งข้าวสารหอมมะลิใหม่ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นเดือนแรกของการเก็บเกี่ยว เหลือเฉลี่ยเพียงหาบละ1,330 บาท ลดลงไปถึง 420 บาท เมื่อเทียบกับราคาของปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่หาบละ 1,750 บาท ถือเป็นการลดลงแบบผิดปกติ
ส่วนการที่ราคาล่วงหน้าเดือนธันวาคมของข้าวสารหอมมะลิลดฮวบลงไปอย่างหนักนั้น ก็เพราะมีการคาดการณ์กันล่วงหน้าของบรรดาพ่อค้าส่วนใหญ่ว่า ผลผลิตหอมมะลิปลายปีนี้ของไทยจะสูงขึ้นมาก ขณะที่ความต้องการซื้อของตลาดมีเท่าเดิม ประกอบกับก่อนหน้านี้ช่วงกลางปีที่ไทยยังประสบปัญหาภัยแล้งจาก “เอลนินโญ” อยู่ ทำให้บรรดาพ่อค้าและโรงสีมีการเก็งกำไรกันช่วงนั้นว่า ข้าวหอมมะลิจะต้องมีราคาสูงขึ้น จึงกว้านซื้อข้าวเปลือกหอมมะลิเก็บสต๊อกไว้จำนวนมาก แต่หลังจากนั้นราคากลับลดลง ทำให้มีข้าวเปลือกค้างสต๊อก ยังไม่ได้สีขายอีกมาก นอกจากนี้คู่แข่งประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียตนามก็มีผลผลิตข้าวหอมมะลิสูงขึ้นมากเช่นกัน และสามารถขายข้าวได้ราคาถูกกว่าไทย ด้วยมีผลผลิตต่อไร่สูงกว่าไทย ทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำกว่า
ปีนี้ ซัพพลายข้าวหอมมะลิจึงน่าจะมีสูงมากผิดปกติ ขณะที่ดีมานด์กลับยังเท่าเดิม นี่ก็เป็นเหตุผลตามกลไกตลาด ที่ทำให้ราคาตกลงอย่างหนัก
อย่างไรก็ตาม ยังมีนักวิชาการอย่าง ดร.สมพร อิศวิลานนท์ จากสถาบันคลังสมองของชาติที่ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมได้น่าสนใจ กล่าวโดยสรุปคือ ไม่เฉพาะแต่ปัญหาเรื่อง “กลไกตลาด” เท่านั้น ที่ทำให้ข้าวหอมมะลิของไทยราคาตกต่ำลงอย่างหนัก แต่น่าจะมีเหตุผลจากเรื่องของ “คุณภาพ” ด้วย
ทั้งนี้ ข้าวหอมมะลิของไทยที่เคยมีชื่อเสียง เป็นที่ต้องการของตลาด จนขายได้ในราคาแพง ก็เพราะมีคุณภาพสูงทั้ง “นุ่ม” และมี “กลิ่นหอม” มาก แต่ระยะหลังๆ เริ่มมีการตั้งข้อสังเกตว่า แม้ข้าวหอมมะลิไทยจะยัง “นุ่ม” อยู่ แต่คุณภาพ “ความหอม” กลับลดน้อยลงไป จนทำให้ตลาดลดความต้องการลงไป จนน่าจะมีผลต่อ “ราคา” ตามไปด้วย
เรื่อง “คุณภาพ” ข้าวหอมมะลินี้ ถูกตั้งเป็นข้อสังเกตกันมาหลายปีแล้ว โดยเฉพาะช่วงรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ที่ใช้นโยบายจำนำข้าว “ทุกเมล็ด” ในราคาสูง จูงใจทำให้ชาวนาเร่งรัดปลูกข้าว หวังแต่ให้ได้ปริมาณมากๆ เอามาขายจำนำ โดยไม่คำนึงถึง “คุณภาพ” กระทั่งทำให้ข้าวหอมมะลิไทยต้องเสียแชมป์การเป็นข้าวที่ดีที่สุดในโลกให้กับข้าวหอม “ดอกมะลิ” ของกัมพูชาไป ทั้งยังทำให้การพัฒนาพันธุ์ข้าวไทยที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก ต้องหยุดชะงักไปหมดด้วย
ยิ่งปัจจุบันการทำนาปลูกข้าวปีละหลายรอบ จนต้องใส่ปุ๋ย ฉีดสารเคมีมากขึ้น แล้วยังใช้เครื่องจักรเร่งเก็บเกี่ยว ใช้การอบเพื่อเร่งลดความชื้นข้าวเปลือก ล้วนแต่เป็นสาเหตุบันทอนคุณภาพข้าวหอมมะลิไทย ให้หอมน้อยลงไปทุกที
การป้องกันข้าวหอมมะลิในอนาคต มิให้ราคาดิ่งเหวลงไปอีก จึงน่าจะต้องดูแลเรื่อง “คุณภาพ” กันอย่างจริงจังเสียตั้งแต่บัดนี้
สาโรช บุญแสง