ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/entertain/245549
นักแสดงชายหล่อเท่เขาเคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ในสาขาการแสดงมาแล้วถึงสองครั้งจาก 12 Years a Slave ซึ่งเขารับบทเป็น เอปส์ นายทาสผู้โหดร้าย กับเรื่องราวการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพของคนดำ ในยุคที่การค้าทาสและการเหยียดสีผิวยังเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ และ Steve Jobs รวมไปถึงผลงานของเขาตลอดระยะเวลาที่อยู่ในวงการ ฟาสเบนเดอร์รับบทบาทหลากหลายแนวอย่างไม่น่าเชื่อ อาทิ
บท Stelios ใน 300 ซึ่งเป็นผลงานหนังเรื่องแรกของเขาฟาสเบนเดอร์แจ้งเกิดเต็มตัวจากหนัง 300 และได้รับรางวัล กล้องทองคำ (หนังเรื่องแรกยอดเยี่ยม) จากเทศกาลหนังเมืองคานส์ปี 2008 ของผู้กำกับ สตีฟ แม็คควีน

Shame กับบทสุดฉาวที่เขาต้องเปลือยแบบหมดเปลือกในเรื่อง
Phometheus เขารับบทเป็นหุ่นยนต์แอนดรอยด์ เดวิด หุ่นผู้ช่วยเหล่านักวิทยาศาสตร์และนักสำรวจบนดวงดาวที่ได้ชื่อว่าอาจเป็นจุดกำเนิดของมนุษยชาติ
ในเรื่อง Fish Tank รับบทเป็น คอนเนอร์ หนุ่มเจ้าเสน่ห์ ที่เข้ามาในครอบครัวของเมียร์ เด็กสาวมีปัญหาและยังมีอีกหลายต่อหลายเรื่องที่ยังไม่ได้เอ่ยถึง
และที่โด่งดังเป็นพลุแตกก็คงหนีไม่พ้นภาพยนตร์แนวแฟนาซีที่แฟนๆ ชาวไทยให้การต้อนรับเป็นอย่างดีกับบท แม็กนีโต ใน X-Men – First Class และเขายังรับบทนี้ต่อใน X-Men – Days of Future Past และ X-Men – Apocalypse ภาคล่าสุดอีกด้วย

ส่วนเรื่องราวความรักของเขา “Michael Fassbender” ก็ออกมายอมรับแมนๆ ว่า ได้ตกหลุมรักนางเอกสาว “Alicia Vikander”จากภาพยนตร์เรื่อง The Light Between Oceans ซึ่งในภาพยนตร์เรื่องนี้ทั้งคู่ก็ได้มารับบทเป็นนักแสดงนำอีกด้วย The Light Between Oceans เป็นภาพยนตร์ดราม่าสุดเข้มข้นที่ได้รับการคาดการณ์จากสื่อใหญ่หลายสำนักว่าจะต้องมีบทบาทสำคัญบนหลากเวทีที่กำลังจะมาถึงในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน

“Alicia Vikander”
นางเอกสาวมาแรงผู้เป็นทั้งคู่รักทั้งในจอและนอกจอของ Michael Fassbender เธอเพิ่งคว้ารางวัลออสการ์ครั้งล่าสุดในสาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมจาก The Danish Girl และล่าสุดกับบท อิซาเบล ใน The Light Between Oceans โดยผู้กำกับ ดีเร็ก เซียนฟรานซ์ ซึ่งมีคิวจ่อฉายในบ้านเรา ในเดือนมกราคม ต้นปีหน้า
ดีเร็ก เซียนฟรานซ์ บอกกับแคสติ้งว่า “ หาเอมิลี วัตสันใน Breaking the Waves หรือวิเวียน ลีห์ใน Gone with the Wind มาให้ผม อิซาเบลของผมต้องเป็นแบบนั้น” แล้วเขาก็พบในสิ่งที่เขาต้องการในตัวคุณ
นั่นคือชื่อนักแสดงหญิง 3 คนที่เป็นแรงบันดาลใจสำคัญในอาชีพนักแสดงของฉันเลยนะ ในฐานะนักแสดงฉันย้ำกับตัวเองเสมอว่าฉันต้องกล้าที่จะเดินไปข้างหน้าและไม่ทำอะไรซ้ำซาก แต่การทำหนังเรื่องนี้ หนังแบบนี้ ฉันไม่สามารถทำให้มันสำเร็จเพียงตัวฉันเองลำพัง ต้องอาศัยคนอื่นรอบๆ ข้างด้วย ครั้งแรกที่ฉันเจอดีเร็ก (ผกก.) ฉันชอบเขามาก ชื่นชมที่เขาสามารถดึงนักแสดงเก่งๆ มาร่วมงานชิ้นนี้ได้ฉันคิดว่าคนทำหนังที่เก่งจริงๆ คือคนที่สามารถดึงคนเก่งๆ มาถ่ายทอดการแสดงที่ดีในหนังได้ ตอนฉันก็ได้อ่านบทฉันรู้ทันทีว่าบทมันท้าทายมาก และในตอนดูหนังเรื่องนี้ มันทำเอาฉันลืมไปเลยว่า ทุกคนคือนักแสดงซึ่งมันไม่ใช่สิ่งที่ทำกันง่ายๆ

วันแรกกับ Location ที่นิวซีแลนด์
วันแรกของการถ่ายทำ ฉันอึ้งจนเกือบหายใจไม่ออกเลยละ ฉันขึ้นไปบนหอประภาคารคนเดียว บนจุดสูงสุดที่สามารถมองได้ 360 องศา แล้วก็ไม่เห็นคนเลยแม้แต่คนเดียว ภาพที่ยิ่งใหญ่ของธรรมชาติทำเอาฉันหายใจไม่ออกเพราะอาการกลัวที่แคบ ไปอยู่ที่นั่นเหมือนเราได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติจริงๆ ฉันอยากให้เทพแห่งธรรมชาติได้สงบลงบ้าง เพราะบางวันตอนที่พายุเข้า ฉันรู้สึกได้เลยว่าลมมันแรงจนรถเทรลเลอร์ของฉันมันจะปลิว
รู้สึกอย่างไรที่ได้มาแสดงในภาพยนตร์เรื่องนี้
แน่นอนค่ะ ฉันรู้สึกกระดากด้วยซ้ำไปที่ได้เข้าไปสัมผัสชีวิตส่วนตัวของใครสักคนขนาดนั้น เหมือนเราเห็นบ้านที่มีหน้าต่างเปิดอยู่ แล้วเราก็มองผ่านช่องหน้าต่างเข้าไปส่องดูชีวิตเขา แต่ฉันเชื่อว่าทุกๆ คนรอบตัวเราต่างก็เคยประสบชะตากรรมแบบเดียวกับตัวละคร เราต่างก็ค้นหาความรัก บางคนปรารถนาที่จะสร้างครอบครัว บางคนต้องรับมือกับความสูญเสีย
สำหรับคุณ ฉากไหนที่ถ่ายทำยากที่สุด
ฉากแท้งลูกค่ะ เป็นฉากที่ฉันกังวลมาก ฉันคิดว่าฉันเล่นบทแม่มาแล้วประมาณ 6 ครั้ง และเนื่องจากฉันยังไม่เคยมีลูก ฉันรู้สึกว่า คนดูที่เป็นพวกแม่ๆ ทั้งหลายคงนั่งดูฉันแล้วก็คิดว่า “หล่อนไม่เคยมีลูก หล่อนจะไปรู้อะไร” เพราะฉะนั้นก่อนเล่นบทแม่ ฉันจึงถามผู้หญิงที่เคยมีประสบการณ์ทุกคน เพื่อให้แน่ใจว่าฉันจะต้องเล่นออกมาให้เหมือนจริงๆ

เรื่องราวของ The Light Between Oceans
ฉากหลังของ The Light Between Oceans คือเมืองเล็กๆ บริเวณชายฝั่งตะวันตกของออสเตรเลียในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อ ทอม เชอร์บอร์น (รับบทโดย ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์) ชายหนุ่มผู้ทำหน้าที่เฝ้าประภาคารอันห่างไกลกับชุมชน เขาและ อิซาเบล ภรรยา (รับบทโดย อลีเซีย วิกานเดอร์) เฝ้ารอว่าวันหนึ่งพระเจ้าจะประทานลูกมาให้ หลังจากที่อิซาเบลเสียลูกไปหลังคลอด เธอตกอยู่ในอาการซึมเศร้า จนทอมใกล้หมดพลังใจที่จะทำให้เธอกลับมาสดใสดังเดิมไม่นานนัก ปาฏิหาริย์ก็คล้ายจะเป็นจริงขึ้นมา พวกเขาพบทารกหญิงคนหนึ่งลอยมาเกยฝั่งพร้อมๆ กับเศษซากเรือ พวกเขาไม่รู้ว่า เด็กคนนี้มาจากไหน และเรือที่อับปางลงนั้นคือเรือของใคร แต่ที่แน่ๆ มันคือของขวัญจากเบื้องบนที่พวกเขาเฝ้ารอมานาน พวกเขาตั้งชื่อเด็กทารกว่า ลูซี่ ฟูมฟักหนูน้อยด้วยความรักและกำลังทั้งหมดที่มี
ความสุขนั้นดำรงอยู่ได้ไม่นาน เมื่อทอมและอิซาเบลเดินทางเข้าไปในเมือง และพบว่าหญิงคนหนึ่ง (รับบทโดย เรเชล ไวซ์-เจ้าของรางวัลออสการ์สาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมจาก The Constant Gardener) กำลังบ้าคลั่งหัวใจสลาย เพราะสูญเสียลูกน้อยจากอุบัติเหตุทางเรือเมื่อไม่กี่ปีก่อน เทียบวันและเวลาดูแล้ว มีความเป็นไปได้สูงมากว่า ทารกของหญิงคนนั้น คือ ลูซี่ แก้วตาดวงใจของทอมและอิซาเบลนั่นเอง
คุณจะทำอย่างไร เมื่อต้องสูญเสียลูก และคนที่คุณรักที่สุดตกอยู่ในห้วง หัวใจสลาย
รักแท้ของคุณจะมีพลังมากพอไหม ? ที่จะทำหัวใจเธอ กลับมามีชีวิต อีกครั้ง
