ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน
http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05030150759&srcday=2016-07-15&search=no
| วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627 |
พฤกษากับเสียงเพลง
มานพ อำรุง
พฤกษาดั่งพญาหงส์ เหินฟ้าลง มาเข้าพรรษา…
หงส์เหม-ราชเอย สง่าผ่าเผยงามสคราญ
ณ แดนหิมพานต์ หวงตัวรักวงศ์วาน
หิมพานต์สถาน สำราญมา
หงส์ร่อนผกเผิน บินดั้นเมฆเหิรเกินปักษา
กางปีกกวักลมท่วงทีสมสง่า เหิรลมล่องฟ้า นภาลัย
หงส์ทรงศักดิ์เรืองยามเจ้าย่างเยื้องงามกระไร
สวยงามวิไล สวยเกินนกใดใด เยื้องไปแห่งไหน สวยสอางค์
หงส์ลงเล่นธาร ต้องสระสนาน ธารสุรางค์
ลงสระอโนดาษชำระร่าง ไซร้ขนปีกหาง สรรพางค์กาย
ทรงหงส์ อ่อนงอน ปกปิดซ้อน เชยฉอ้อน ช้อนโอบกาย
เคล้าคู่กันผันเรียงราย พร้อมกันว่ายแหวกธาร ว่ายน้ำฉ่ำกาย
ต่างผันผาย พากันว่ายฟ้าเบิกบาน
เหิรสู่แดนแสนสราญ ถึงหิมพานต์อันสุขใจ
(คำร้อง โดย แก้ว อัจฉริยะกุล ทำนอง โดย เวส สุนทรจามร บันทึกเสียงครั้งแรก พ.ศ. 2494)
เป็นบทเพลงที่มีท่วงทำนองสง่างามดั่งพญาหงส์เยื้องย่าง ได้ยินแล้วแทบจะไม่ต้องจินตนาการ เพราะให้รู้สึกว่ามีโอกาสนั่งอยู่ ณ ขอบสระอโนดาต หย่อนเท้าแช่น้ำเล่นกับฝูงหงส์ ที่ลงมาสรงสนาน จวนจะลืมแดนหิมพานต์สถานตน
บทเพลงอายุมากกว่า 65 ปี ที่คุณเพ็ญศรี พุ่มชูศรี ขับร้องไว้ ยังคงเป็นหงส์ตัวเดิมที่ไม่เปลี่ยนแปลงความไพเราะ หรือบ่งบอกถึงนัยยะแห่งความล้าสมัย ทั้งๆ ที่ท่านผู้ขับร้องได้ผ่านแดนหิมพานต์ไปสู่สัมปรายภพ ณ แดนสุขาวดีแล้ว
ได้ฟังบทเพลง “หงส์เหิร” ด้วยความซาบซึ้งใจ จังหวะ ทำนอง น้ำเสียง และเนื้อหาที่บ่งบอกความสง่างาม มีศักดิ์ศรี ชวนให้จินตนาการถึงดอกไม้ช่อหนึ่งที่เคยผ่านใจและติดตา ยามที่ลมพัดช่อดอกแกว่งไกว กิ่งก้าน และกลีบดอก ดั่งหงส์ที่ขยับปีกเยื้องกราย เมื่อก้านช่อดอกส่ายเล่นลมก็ดั่งว่าจะเหิรฟ้า หรือเหิรลงมาดิน ทุกสีสันที่ช่อดอกบานออกสะพรั่ง เมื่อกวัดแกว่งมารวมกลุ่มก็เป็นเหมือนฝูงหงส์ที่รวมตัวเล่นน้ำ กางปีกโอบกอดหมุนส่ายตามสายคลื่นน้ำขึ้นลง
ตามหาช่อดอกไม้สง่างาม พบว่า มีชื่อ “ดอกหงส์เหิน” แต่อีกชื่อได้ยินว่า “ดอกเข้าพรรษา” ก็น่าสนใจยิ่ง ค้นหาเรื่องราวเผื่อจะสอดคล้องกับวันสำคัญทางพุทธศาสนา เทศกาลเข้าพรรษา ก็พบว่า เป็นดอกไม้ที่เขานิยมใช้ตักบาตรดอกไม้ในวันเข้าพรรษา ซึ่งเป็นที่มาของชื่อดอก มีเรื่องราวของดอกเข้าพรรษาที่ท่าน อาจารย์องอาจ ตัณฑวณิช กล่าวถึงตำนานรอยพระพุทธบาท และตำนานตักบาตรดอกไม้ ในเทคโนโลยีชาวบ้าน ฉบับที่ 507 : 15 กรกฎาคม 2554 และ อาจารย์พัฒนา นรมาศ กล่าวถึงเลือกดอกหงส์เหินตักบาตรดอกไม้วันเข้าพรรษาในเทคโนโลยีชาวบ้าน ฉบับที่ 531 : 15 กรกฎาคม 2555 จึงขออนุญาตนำมาสรุปเรื่องราวของดอกไม้แห่งพุทธธรรม เป็นอักษรพฤกษา ปวารณาบูชาในโอกาสวันเข้าพรรษา เพื่อภาวนาบุญร่วมกัน
อาจารย์องอาจ ตัณฑวณิช ได้กล่าวถึงตำนานรอยพระพุทธบาท โดยยกบทต้นของนิราศพระบาท ซึ่งท่านสุนทรภู่ พรรณนาไว้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 เนื่องจากช่วงนั้นพระเจ้าแผ่นดิน หรือพระบรมวงศานุวงศ์มักจะเสด็จไปนมัสการรอยพระพุทธบาทที่สระบุรีเป็นประจำ ท่านสุนทรภู่ ได้ติดตามเสด็จเจ้านายพระองค์หนึ่งไปด้วย จึงได้รจนาเป็นนิราศพระบาท “ด้วยเรียมรองมุลิกาเป็นข้าบาท จำนิราศร้างนุช สุดสงสาร ตามเสด็จโดยแดนแสนกันดาร นมัสการรอยบาทพระศาสดาฯ”
ตำนานรอยพระพุทธบาท มีมาตั้งแต่สมัยแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม แห่งกรุงศรีอยุธยา ในช่วงพุทธศักราช 2163-2171 มีภิกษุชาวสยาม เดินทางไปสักการะพระพุทธบาท ณ เขาสุมนกูฏ ลังกาทวีป ซึ่งภิกษุสงฆ์ชาวลังกากำลังสืบหารอยพระพุทธบาทที่ปรากฏในตำนาน 5 แห่ง คือเขาสุวรรณมาลิก เขาสุมนกูฏ เขาสุวรรณบรรพต เมืองโยนกบุรี และชายฝั่งลำน้ำนัมทานที และภิกษุชาวลังกาได้แจ้งแก่ภิกษุชาวสยามว่า มีรอยพระพุทธบาทที่อยู่บนเขาสุวรรณบรรพตบนแผ่นดินสยาม ภิกษุสยามจึงมาทูลสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม และทรงโปรดให้หัวเมืองกรุงศรีอยุธยาทั้งหมดค้นหารอยพระพุทธบาท และเขาสุวรรณบรรพต ความมาเปิดเผยพบรอย เมื่อมีนายพรานคนหนึ่ง ชื่อ พรานบุญ ติดตามเนื้อที่เนื้อที่ถูกยิงบาดเจ็บหนีขึ้นไปบนเขา และเห็นเนื้อตัวนั้นวิ่งลงมาในสภาพที่ไม่บาดเจ็บ จึงตามเข้าไปสำรวจ พบเห็นรอยเท้าคนขนาดใหญ่ มีน้ำขังอยู่เต็ม นำน้ำมาลูบเนื้อตัว กลาก เกลื้อน หายไปหมด จึงนำความแจ้งเจ้าเมืองสระบุรี ทราบถึงสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม จึงเสด็จทอดพระเนตรเห็นรอยพระพุทธบาทสมบูรณ์ ต่อมาโปรดให้สร้างเป็นพระมณฑปสวมรอยพระพุทธบาท และทรงสร้างพระอุโบสถ พระวิหาร ศาลา อุทิศเป็นสังฆารามสำหรับพระภิกษุสงฆ์จำพรรษา และถวายพื้นที่เป็นพุทธเกษตร เพื่อนำผลิตผลจำหน่ายเป็นค่าใช้จ่ายบำรุงรักษาพระพุทธบาท ตลอดสมัยมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ พระมหากษัตริย์ก็ทรงบูรณปฏิสังขรณ์เรื่อยมาถึงปัจจุบัน
ในตำนานตักบาตรดอกไม้ มีเรื่องราวของนายมาลาการ ทำหน้าที่นำดอกมะลิสด วันละ 8 กำมือ ถวายพระเจ้าพิมพิสาร วันหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จบิณฑบาตรผ่านมา นายมาลาการมองเห็นฉัพพรรณรังสีรอบวรกายพระพุทธองค์ เกิดศรัทธา จึงนำดอกมะลิทั้งหมดถวายแด่พระพุทธเจ้า ซึ่งความจริงมีความผิดถึงถูกประหารชีวิต แต่พระเจ้าพิมพิสารกลับพอพระทัยปูนบำเหน็จความชอบ ด้วยอานิสงส์การถวายดอกมะลินี้ คือถือเอาวันเข้าพรรษาของทุกปี ตรงกับวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 เป็นวันตักบาตรดอกไม้ โดยชาวบ้านจะถวายดอกไม้ให้พระสงฆ์ที่เดินขึ้นไปอุโบสถเพื่อปวารณาเข้าพรรษา มีดอกไม้ถวายรอยพระพุทธบาท ชาวบ้านก็จะพลอยรับผลบุญไปด้วย ชาวบ้านพระพุทธบาทสระบุรีจึงปฏิบัติบูชาตลอดมานาน
แต่เมื่อปี พ.ศ. 2544 เนื่องจากมีพุทธศาสนิกชนหลั่งไหลมาปฏิบัติบูชาเป็นจำนวนมาก จังหวัดสระบุรีจึงได้เพิ่มวันตักบาตรดอกไม้ จาก 1 วัน เป็น 3 วัน เพื่อให้ประชาชนได้ทำบุญทั่วถึง โดยในพิธีนั้นในช่วงเช้าจะมีขบวนแห่รถบุปผชาติ และบางวันจะมีพิธีตักบาตรดอกไม้ ทั้งเวลา 10.00 น. และ 15.00 น. นอกจากนั้น ในพิธีการหลังจากพระสงฆ์ถวายดอกไม้แด่รอยพระพุทธบาทแล้ว เมื่อขากลับลงมาชาวพุทธมามกะก็จะนำน้ำสะอาดมาล้างเท้าภิกษุ ซึ่งถือว่าเป็นเสมือนรับบุญและชำระบาปตัวเอง
มีคำถวายดอกไม้ ธูป เทียน บูชาพระโดยทั่วไป เผยแพร่ไว้ในสื่อออนไลน์
อิมานิ มะยัง ภันเต ทีปะธูปะ บุปผะ วะรานิ
ระตะนัตตะ ยัสเสวะ อภิปู เชมะ
อัมหากัง ระตะนัตตะ ยัสสะ ปูชา ทีฆะรัตตัง
หิตะสุขาวะหาโหตุ อาสะวักขะ ยัปบัตติยา
อาจารย์พัฒนา นรมาศ ได้กล่าวถึงดอกหงส์เหิน ทั้งเรื่องราวเกี่ยวกับการตักบาตรดอกไม้ และวิชาการด้านพฤกษศาสตร์ ซึ่งทำให้ดอกไม้ที่ออกดอกมาอวดสายตาปีละครั้งเดียว แต่ผู้คนที่สนใจจะคอยชื่นชมดอก เฝ้าคอยทั้งปีถึงช่วงกลางปี อาจจะเป็นปลายเดือนกรกฎาคม หรือต้นเดือนสิงหาคม ทั้งนี้ แล้วแต่ปีไหนจะมีเดือนแปดสองหนตามวิธีนับ มีพิธีกรรมทางพุทธศาสนา จากวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ซึ่งเป็นวันอาสาฬหบูชา และวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ที่ตรงกับวันเข้าพรรษา ก็มีประเพณีที่ทรงคุณค่าของชาวพุทธที่จะได้ธำรงธรรมเนียมปฏิบัติบูชา ร่วมกันอุ้มลูกจูงหลานเข้าวัด ทำบุญตักบาตรถวายเทียนพรรษา บำรุงพุทธศาสนา เป็นสิริมงคลชีวิตและครอบครัว
ดอกหงส์เหิน หรือดอกเข้าพรรษา เป็นดอกไม้ที่เจริญเติบโตและออกดอกในช่วงเข้าพรรษานี้ จึงเป็นที่นิยมนำมาใช้บูชาพระ เนื่องจากเป็นพันธุ์ไม้พื้นบ้านที่พบได้เกือบทุกภาค แต่มีชื่อเรียกแตกต่างกันไป เช่น จังหวัดลำพูน เรียกว่า กล้วยจ๊ะก่าหลวง จังหวัดเลย เรียกว่า ว่านดอกเหลือง จังหวัดสระบุรี เรียกดอกเข้าพรรษา เป็นที่นิยมชมชื่นอย่างยิ่งโดยเฉพาะช่วงเข้าพรรษา ที่วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี
ดอกเข้าพรรษา หรือดอกหงส์เหิน (Globba winiti) เป็นพืชในวงศ์ขิง ลักษณะคล้ายกับต้นกระชาย หรือขมิ้น แต่ออกดอกเป็นช่อ โดยจะแทงออกมาจากยอดของลำต้น ช่อจะโค้งห้อยลงมาอ่อนช้อยดังคอหงส์โค้ง สะบัดปากไซร้ปีกเช่นดอกบานกวัดไกวแกว่งยามต้องลม ก้านดอกย่อยเรียงอยู่โดยรอบประกอบด้วยดอกจริง มีกลีบประดับที่แตกต่างกันหลายรูปทรง และหลากสีงดงาม มีทั้งสีเหลือง สีขาว ส่วนดอกสีม่วงแดงจะค่อนข้างหายาก ดอกมักจะบานช่วงต้นเข้าพรรษา เมื่อดอกโรยจะมีหัวเล็กๆ สีขาวเติบโตเป็นต้น สามารถนำไปปลูกขยายพันธุ์ได้ ก้านดอกจะยาวขึ้นตามช่วงอายุ แล้วแตกกลีบดอกและเกสร ถ้าร่วงโรยแล้วจะเหลือเมล็ดไว้ ช่อก้านดอกที่ตัดไปปักแจกันจะมีความคงทนไม่น้อยกว่า 2 สัปดาห์ จึงเป็นที่นิยมปลูก หรือหาจากป่าธรรมชาติบริเวณเชิงเขา สำหรับชาวบ้านแถบวัดพระพุทธบาท มักจะหาตัดดอกต้นเข้าพรรษาจากบริเวณเขา หรือพื้นที่สาธารณะใกล้เคียง แม้ว่าปัจจุบัน ต้นเข้าพรรษาจะเริ่มหายาก หรืออาจจะเข้าไปตามสวนผลไม้เก่าๆ หรือพื้นที่ป่าละเมาะ ก็จะพบต้นเข้าพรรษาขึ้นอยู่ตามบริเวณใต้ต้นไม้ใหญ่ ที่แผ่ร่มเงาบังไม่ให้ต้นเข้าพรรษาโดนแดดโดยตรง ชาวบ้านบางส่วนจะถอนต้นเข้าพรรษามา แล้วตัดดอกออกไปมัดรวมกับธูป เทียน เพื่อจำหน่าย โดยให้เหลือโคนต้นประมาณ 1 คืบ แล้วนำมาปลูกในถุงชำ โดยใช้ดินใส่ปุ๋ยหมัก ในช่วงนี้ก็พรางแสงให้มาก รดน้ำเช้า-เย็น จนกระทั่งมีต้นใหม่แตกออกมา แต่จะไม่มีการออกดอก และช่วงต่อมาปลายฤดูฝน ต้นก็จะยุบตัวหายไป โดยมีการสร้างหัวขึ้นใหม่ในดิน ในช่วงนี้ไม่ต้องรดน้ำขณะที่พักหัวตามธรรมชาติ เมื่อผ่านไปถึงปลายฤดูร้อน ย่างเข้าฤดูฝนถัดไป ต้นก็จะงอกออกจากหัวใต้ดิน ซึ่งใช้เวลาประมาณ 2 เดือน ต้นเข้าพรรษาก็จะออกดอกสะพรั่ง ทันช่วงเทศกาลเข้าพรรษาตัดดอกจำหน่ายหรือบูชาพระได้
ต้นหงส์เหิน เป็นพืชที่มีลำต้นใต้ดิน เรียกว่า เหง้า รากทำหน้าที่สะสมอาหาร ลักษณะอวบน้ำคล้ายกระชาย เรียงอยู่รอบหัวและส่วนของลำต้นเหนือดิน มีใบเรียงตัวกันแน่น จะเจริญเติบโตเป็นกลุ่มกอ มีความสูงไม่เกิน 1 เมตร เนื่องจากใบเป็นใบเดี่ยว ลักษณะเรียวยาว ออกเรียงสลับซ้าย ขวา เป็น 2 แถว ในระนาบเดียวกัน
การขยายพันธุ์ หงส์เหินสามารถทำได้ทั้งการเพาะเมล็ด และการแยกเหง้าปลูก ซึ่งเป็นวิธีที่สะดวกโดยการขุดเหง้า หรือหัวใต้ดินในระยะพักตัวช่วงฤดูแล้ง นำมาปลิดแยกเป็นหัวๆ ปลูกโดยฝังในดินลึก ประมาณ 5 เซนติเมตร ระยะห่าง 20-30 เซนติเมตร ดูแลรักษาโดยสร้างร่มรำไร หรือพรางแสง คลุมแปลงด้วยหญ้าแห้งหรือฟาง ให้ความชุ่มชื้น แต่ไม่ให้น้ำขังแฉะ ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักหว่านแปลง
ในแปลงปลูกที่หวังผลเชิงเศรษฐกิจ ควรมีการตัดแต่งเมื่อขึ้นปีที่ 2 ถ้าจำนวนต้น จำนวนใบแน่นหนาอาจเกิดโรคได้ ทำให้มีดอกขนาดเล็ก จึงต้องตัดแต่งให้ต้นโปร่ง โดยตัดต้นไม่สมบูรณ์ หรือตัดใบทิ้งบ้าง ในแปลงปลูกที่มีอายุเกิน 3 ปี ควรหลีกเลี่ยงโรคแมลง โดยย้ายแปลงใหม่หรือปลูกพืชอื่นหมุนเวียน เนื่องจากแมลงศัตรูที่สำคัญอาจจะพบหนอนและแมลงที่กัดกินกลีบประดับ
สำหรับการเก็บเกี่ยวดอกหงส์เหิน ควรเลือกตัดดอกที่บานเต็มที่ แต่ไม่แก่เกินไป คือกลีบดอกประดับบานไม่ถึงปลายช่อ มีสีสด ไม่เหี่ยวโรย โดยการใช้กรรไกรตัดก้านช่อดอก หรือตัดต้นเหนือผิวดิน ประมาณ 2 นิ้ว แต่งใบออกให้เหลือใบบนไว้เพียง 1 ใบ จับมัดรวมเป็นกำ ประมาณ 10 ก้าน นำไปแช่น้ำไว้ในที่ร่ม ถ้าต้องบรรจุกล่องควรผึ่งไว้ในที่ร่มให้แห้ง แล้ววางช่อดอกตามแนวนอนเรียงสลับหัวท้ายให้เป็นระเบียบ ปิดฝากล่องไม่ให้กดทับแน่นเกินไป ส่งระยะทางไกลได้
ขึ้นชื่อว่า “หงส์” ไม่ว่าพืชหรือสัตว์ ก็ให้ความรู้สึก สืบศรีสูงศักดิ์ สง่างาม ใครๆ ได้ชื่นชมก็ภูมิใจเป็นบุญตา ว่าสิ่งนั้น “เหิรฟ้ามาสู่ดิน”
เพลง วันเข้าพรรษา
วันเข้าพรรษาชาวพุทธมาจดจำ
เป็นวันแรม ในแรม 1 ค่ำ
เป็นวันแรม ในแรม 1 ค่ำ
เดือนแปดนั้นจำอย่าทำลืมนักเชียว
พระต้องอยู่วัด หนึ่งพรรษาที่เดียว
ไม่แลเหลียวเป็นเวลา 3 เดือน
ไม่ไปค้างแรม ไม่ไปนอนค้างคืน
ไม่ไปที่อื่น อยู่ที่วัดที่เดียว
เพราะเข้าหน้าฝน ข้าวกำลังเริ่มเขียว
พอถึงวันเกี่ยวก็ครบเวลา 3 เดือน
เพลง อาสาฬหบูชา และ วันเข้าพรรษา
อาสาฬหบูชา วันพระศาสดาทรงแสดงพระธรรม
จักกัปปวัตตนสุนำ โปรดปัญจวัคคีย์ที่มฤคทายวัน
พระอัญญาโกณฑัญญะ ท่านได้บรรลุซึ่งพระโสดาบัน
เป็นพระสงฆ์องค์แรกอัน ที่พระพุทธะประกาศพระศาสนา
รุ่งขึ้นวันแรมค่ำนึง วันนี้แล้วถึงเข้าบุริมพรรษา
สมเด็จพระศาสดา ให้อยู่จำพรรษาเป็นเวลาชั่วคราว
อุ่นธรรมคร่ำไป จัดเจ็บจับไม่ เหยียบไร่นาข้าว
ชายหญิงไม่นิ่งอยู่เหย้า ต่างเข้าวัดนั่งฟังพระเทศนา
พุทธศาสนิกชนชาวไทย เราเทิดทูนไว้ซึ่งพระศาสนา
เข้าวัดเราจะพัฒนา ให้พระศาสนาของเรารุ่งเรือง
*ซ้ำ