ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ธ.ค. 2559 07:55
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/818589

ตำรวจเยอรมนีกระจายกำลังค้นหา “หนุ่มตูนิเซีย” วัย 20 ปีเศษ ต้องสงสัยมี ส่วนพัวพันเหตุก่อการร้ายป่วนโลกที่ตลาดคริสต์มาส หลังพบหลักฐานใต้เบาะที่นั่งคนขับรถ ขณะที่ผู้ต้องสงสัยคนแรกที่เป็นชาวปากีสถาน ตำรวจปล่อยตัวไปแล้วเพราะขาดหลักฐานมัดตัว พร้อมวอนผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์และสามารถบันทึกภาพไว้ได้ส่งภาพให้เจ้าหน้าที่เป็นหลักฐานการตามล่าตัว ส่วนกลุ่มไอเอสออกมาแสดงความรับผิดชอบเหตุร้ายครั้งนี้ อ้างเป็นฝีมือ “กลุ่มพลทหารไอเอส” ลงมือเพื่อตอบสนองข้อเรียกร้องของกลุ่มที่ให้โจมตีประเทศในแถบตะวันตก ส่งผลให้อังกฤษและแคนาดาระแวดระวังภัยก่อการร้ายมากขึ้น ส่วนร่างไร้วิญญาณของทูตรัสเซียประจำตุรกี ที่ถูกมือปืนตำรวจปราบจลาจลของตุรกีวัย 22 ปี กระหน่ำยิง 8 นัดซ้อนทางด้านหลัง ถูกนำขึ้นเครื่องบินรบของรัสเซียกลับบ้านเกิดแล้ว และตำรวจเข้าควบคุมตัวครอบครัวมือปืนไปสอบสวน ด้าน รมว.ต่างประเทศตุรกี เชื่อผู้อยู่เบื้องหลังการก่อเหตุคือ นักการศาสนาชาวตุรกี ที่ลี้ภัยไปอยู่สหรัฐฯ
เหตุสยองขวัญป่วนโลกในช่วงใกล้วันสิ้นปีที่เกิดขึ้นในเยอรมนี กรณีคนร้ายขับรถบรรทุกพุ่งชนทุกอย่างที่ขวางหน้า ขณะประชาชนออกมากำลังจับจ่ายซื้อของในตลาดคริสต์มาส บนถนนคนเดินใจกลางกรุงเบอร์ลิน เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตคาที่ 12 ศพ ในจำนวนนี้ 6 ศพเป็นชาวเยอรมันและชาวโปแลนด์ที่พบถูกยิงเสียชีวิตคารถ ผู้บาดเจ็บมีรวม 48 ราย ในจำนวนนี้อาการสาหัส 14 ราย เหตุเกิดเมื่อคืนวันที่ 19 ธ.ค. และกลายเป็นข่าวกระหึ่มโลกนั้น
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานสถานการณ์ความคืบหน้า เมื่อ 21 ธ.ค.ว่า ตำรวจเยอรมนียังคงเร่งไล่ล่าคนร้าย และเชื่อว่ายังคงหลบหนีการจับกุม หลังผู้ลี้ภัยชาวปากีสถานวัย 23 ปีรายหนึ่ง ซึ่งตกเป็นผู้ต้องสงสัยและถูกเจ้าหน้าที่จับกุมตัวไว้ได้ไม่นาน ก็ต้องปล่อยตัวไปเพราะขาดหลักฐานมัดตัว พร้อมวอนประชาชนที่ถ่ายรูป หรือคลิปวีดิโอในช่วงเกิดเหตุ ซึ่งอาจจับภาพคนร้ายได้ ส่งภาพมาให้เจ้าหน้าที่
นอกจากนี้ นายเคลาส์ บูลล์ลอน ประธานคณะรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย จาก 16 สหพันธรัฐในเยอรมนี เผยถึงมาตรการการรักษาความปลอดภัย จำเป็นต้องคุมเข้มให้มากขึ้น ทั้งกำลังพลตำรวจ เพิ่มการตรวจตรา เพิ่มอาวุธปืนกลให้กับเจ้าหน้าที่ และตรวจการเข้าออกตลาดให้รัดกุมขึ้น โดยให้นำรถไปจอดข้างนอก พร้อมมั่นใจว่าจะพบคนร้ายตัวจริง ที่อาจมีมากกว่าหนึ่งคนในเร็ววันนี้ เพราะรวบรวมข้อมูลจากพยานบุคคลและหลักฐานดีเอ็นเอที่พบบนรถบรรทุก
ขณะที่นายโจอาชิม เฮอร์มันน์ รัฐมนตรีมหาดไทยรัฐบาวาเรีย เผยว่า มีความเสี่ยงสูงมาก ที่จะถูกกลุ่มหัวรุนแรงโจมตี เพราะการหลั่งไหลของผู้อพยพที่เข้าประเทศกว่า 1 ล้านคน ตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ตามนโยบายผู้ลี้ภัยและความมั่นคงของนายกรัฐมนตรีแองเกลา แมร์เคิล ของเยอรมนี อีกทั้งมีกลุ่มนักการเมืองออกมาตำหนินโยบายการเปิดประตูต้อนรับผู้อพยพที่ส่วนใหญ่มาจากตะวันออกกลาง และแอฟริกา ทำให้เกิดเหตุโจมตีบ่อยขึ้น ขณะที่นางแมร์เคิลเดินทางไปยังจุดเกิดเหตุและยืนนิ่งสงบไว้อาลัยและมีการลดธงครึ่งเสาทั่วประเทศ ส่วนประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งสหรัฐฯ ยื่นเสนอความช่วยเหลือเยอรมนี
ด้านกลุ่มกองกำลังรัฐอิสลาม (ไอเอส) ออกมาแสดงความรับผิดชอบ โดยสำนักข่าวอามัคของไอเอสชี้แจงถึงการก่อเหตุครั้งนี้ว่าเป็น “พลทหารของกลุ่มไอเอส” ซึ่งปฏิบัติการตอบสนองข้อเรียกร้องของไอเอสที่ให้โจมตีกลุ่มประเทศตะวันตก แม้ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดกับข้อกล่าวอ้างของกลุ่มไอเอส รวมถึงการระบุตัวผู้ก่อเหตุที่แน่ชัด แต่สิ่งที่ตำรวจเยอรมนีต้องสงสัย กรณีชาวโปแลนด์ที่เสียชีวิตบนเบาะที่นั่งผู้โดยสาร ตรวจสอบประวัติพบว่า ชื่อลูกัสซ์ อายุ 37 ปี เป็นพนักงานขับรถบรรทุกคันดังกล่าว ที่ติดป้ายทะเบียนโปแลนด์ของนายอาเรียล ซูรอว์สกี ลูกพี่ลูกน้อง ซึ่งเปิดบริษัทขนส่งสินค้า อีกทั้งระหว่างเกิดเหตุนายลูกัสซ์ ซึ่งสูง 183 ซม. หนักถึง 120 กก. ยังมีชีวิตอยู่และจากการชันสูตรศพเบื้องต้นพบว่า ลูกัสซ์พยายามตะเกียกตะกายต่อสู้กับคนร้าย
จากเหตุไม่คาดฝันนี้ ทำให้รัฐบาลแคนาดาและอังกฤษเพิ่มความระมัดระวังและมาตรการรักษาความปลอดภัยมากขึ้น ทั้งนี้ ตลาดคริสต์มาส ทั้งในกรุงมอนทรีออลและเมืองโตรอนโตของแคนาดามีการนำแผงซีเมนต์ขนาดใหญ่มาตั้งบริเวณทางเข้าออก มีเจ้าหน้าที่ตรวจค้นกระเป๋าผู้มาเดินตลาด ส่วนบริเวณหน้าพระราชวังบั๊กกิ้งแฮม ในกรุงลอนดอน ของอังกฤษ ซึ่งมีการจัดพิธีขบวนเปลี่ยนเวรยามและเต็มไปด้วยกลุ่มนักท่องเที่ยว ก็มีการปิดถนนทุกสาย และอาจทบทวนแผนจากระดับเตือนภัยปัจจุบันเป็นขั้น “รุนแรง” ซึ่งหมายถึงอาจถูกโจมตีสูง
วันเดียวกัน สำนักข่าวต่างประเทศรายงานอ้างจาก นสพ.รายวัน บิล์ดของเยอรมนี ว่า ตำรวจเยอรมนีเริ่มกระจายกำลังค้นหาหนุ่มชาวตูนิเซีย อายุราว 21-23 ปี ที่ใช้ชื่อไม่เหมือนกันอย่างน้อย 3 ชื่อ ที่ต้องสงสัยว่าอาจพัวพันการก่อเหตุขับรถบรรทุกพุ่งชนกลางตลาดคริสต์มาส หลังมีการพบหลักฐานเป็นเอกสารสำนักงานผู้ลี้ภัยใต้เบาะที่นั่งคนขับรถ โดยในเอกสารดังกล่าวระบุว่าอาศัยอยู่ในเยอรมนีเพื่อรอการเนรเทศ โดยหนุ่มชาวตูนิเซียผู้นี้ในเอกสารระบุว่า เกิดที่เมืองตาตาอูอิน รัฐนอร์ทไรน์-เวสต์ฟาเลีย ตอนใต้ของตูนิเซีย
ส่วนเหตุการณ์เขย่าสันติภาพโลก ที่เกิดขึ้นจากน้ำมือของนายเมฟลุต เมิร์ต อายดินตัส ตำรวจตุรกีวัย 22 ปี สังกัดหน่วยปราบจลาจล ที่เกิดบ้าระห่ำกลางงาน ใช้อาวุธปืนกระหน่ำยิงนายอังเดร คาร์ลอฟ เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำตุรกี ทางด้านหลังอย่างเหี้ยมโหด รวม 8 นัด ขณะเป็นประธานเปิดงานนิทรรศการภาพถ่าย ที่แกลเลอรี่แห่งหนึ่งกลางกรุงอังการา จนนายอังเดรล้มทั้งยืนเสียชีวิต ท่ามกลางความตกตะลึงของบรรดาผู้มาร่วมงานและเหล่าช่างภาพ ที่กำลังบันทึกภาพพิธีเปิดจนทำให้สามารถบันทึกเหตุการณ์สยองสุดระทึกขวัญครั้งนี้ไว้ได้ ขณะที่นายอายดินตัสก็ถูกวิสามัญฆาตกรรมตายตามนายอังเดรไปนั้น
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หลังเกิดเหตุร่างไร้วิญญาณของนายอังเดร คาร์ลอฟ เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำตุรกี ได้ถูกนำขึ้นเครื่องบินรบของรัสเซียออกจากตุรกี กลับถึงกรุงมอสโกเรียบร้อยแล้วท่ามกลางความเศร้าสลดของชาวรัสเซีย และเจ้าหน้าที่ตำรวจตุรกี ได้เข้าควบคุมตัวครอบครัวของนายอายดิน–ตัส ประกอบด้วยพ่อ แม่ น้องสาวและญาติอีก 2 คน
ด้านนายเมฟลุต คาวูโซกลู รัฐมนตรีต่างประเทศตุรกี เผยกับนายจอห์น เคอร์รี่ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯว่า ทั้งรัฐบาลตุรกีและรัสเซียต่างเชื่อว่า เฟตุลเลาะห์ กูเลน นักการศาสนาชาวตุรกี ซึ่งลี้ภัยไปอยู่สหรัฐฯ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการก่อเหตุครั้งนี้ รวมถึงความพยายามก่อเหตุรัฐประหารตุรกีเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา และผู้นำทั้งสองประเทศต่างให้คำมั่นว่าจะร่วมมือกันต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้าย
ขณะที่รัฐบาลรัสเซียเผยว่า ถือเป็นเรื่องด่วนเกินไปที่จะสรุปว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังก่อเหตุลอบสังหารนายอังเดร คาร์ลอฟ เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำตุรกีจนกว่าการสืบสวนสอบสวนจะมีข้อพิสูจน์หลักฐาน หลังรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศตุรกีอ้างว่าเป็นความผิดของนายกูเลน ขณะที่ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซียจะเข้าร่วมพิธีจัดการศพให้กับคาร์ลอฟ
วันเดียวกัน ตำรวจอินโดนีเซียสังหารกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงที่เชื่อว่าเป็นแนวร่วมกองกำลังรัฐอิสลาม (ไอเอส) 3 คน ขณะบุกจู่โจมตรวจค้นบ้านหลังหนึ่งในเขตตังเกรัง ชานกรุงจาการ์ตา แต่คนร้ายต่อสู้ด้วยปืนและระเบิด ตำรวจยังยึดระเบิดได้จำนวนมากและส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าไปเก็บกู้ และระบุว่า คนร้ายกลุ่มนี้มีแผนก่อเหตุโจมตีแบบพลีชีพในวันคริสต์มาส หรือวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ด้วยการใช้กลยุทธ์ไล่แทงตำรวจก่อน เพื่อให้ฝูงชนมามุงดูก่อนจุดระเบิดพลีชีพฆ่าคนจำนวนมาก นับเป็นการทลายแผนโจมตีของกลุ่มหัวรุนแรงครั้งที่ 2 ในรอบไม่ถึง 2 สัปดาห์ โดยการทลายแผนครั้งก่อนเกิดขึ้นเมื่อ 10 ธ.ค. คนร้ายมีแผนโจมตีด้วยระเบิดพลีชีพเช่นกัน ในระหว่างที่มีการเปลี่ยนกะทำงานของทีมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ประจำทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงจาการ์ตา