ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ธ.ค. 2559 05:30
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/820297

ชมคลิป
(ขอบคุณคลิปจาก TunisianVideos)
“Allahu akbar (God is greatest). Do not forget Aleppo! Do not forget Syria! Do not forget Aleppo! Do not forget Syria!”
“แด่พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ อย่าลืมเมืองอเลปโป อย่าลืมประเทศซีเรีย!”
คำประกาศอย่างก้าวร้าวรุนแรงสุดขั้ว ซ้ำไปซ้ำมา ประหนึ่งต้องการฟ้องชาวโลก และประกาศเจตนาที่ชัดเจนในการลงมือ ของ นายเมฟลุต เมิร์ต อัลดินตัส เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจลของตุรกี หลังรัวกระสุนไม่นับ สังหารโหด นายอันเดร คาร์ลอฟ เอกอัครราชทูตรัสเซีย ประจำประเทศตุรกี อย่างอุกอาจ ต่อหน้าต่อตาธารกำนัล ต่อหน้ากล้องของสื่อมวลชน ในสถานที่สาธารณะ อย่างงานเปิดนิทรรศการภาพถ่าย ในกรุงอังการา เมืองหลวงของประเทศตุรกี ….
ชัดเจนจนเหลือเชื่อ…ว่าใครคือผู้ลงมือ ทั้งในแง่บุคคลที่ลอบสังหาร ที่มีตำแหน่งเป็นตำรวจของตุรกี เหตุผลคือ ไม่พอใจการที่รัสเซียส่งกำลังทหารเข้าไปช่วยรัฐบาลซีเรีย และทั้งภาพและเสียงที่ชัดเจนผ่านการถ่ายทำโดยสื่อมวลชน ในขณะลอบสังหารว่าใครเป็นคนทำ ทั้งๆ ที่ปกติเกิดเหตุเช่นนี้ มนุษย์ปุถุชน ควรจะตกใจและรีบวิ่งหนึเพื่อเอาชีวิตรอดแท้ๆ

เมฟลุต เมิร์ต อัลดินตัส ….. เขาลงมือทำไปเพื่ออะไร?
เป็นเพียงการก่อการร้ายธรรมดาๆ….
หรือว่าอาจจะ….มีเจตนาอย่างอื่นเคลือบแฝงเอาไว้?……หรือไม่ ก็อาจ…มีเงาของอะไรบางอย่าง คอยกำกับอยู่เบื้องหลัง? เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ทางการเมือง ทางแห่งอำนาจที่สุดแสนจะโหดร้ายดั่งที่อยู่คู่กับประวัติศาสตร์โลกมาโดยตลอด
ในความเป็นจริง….บนโลกบิดๆ เบี้ยวๆใบนี้ ที่เต็มไปด้วยคนหลายเชื้อชาติเผ่าพันธ์ุ เต็มไปด้วยความขัดแย้ง และเต็มไปด้วยการมุ่งแสวงหาเพื่อตักตวงผลประโยชน์ของผู้อื่นเป็นอาจิณ

ปฏิเสธได้หรือไม่ว่า?… การสร้างปรากฏการณ์รุนแรงบางอย่าง โดยเฉพาะเหตุลอบสังหารบุคคลสำคัญทางการเมืองในโลกที่ผ่านมา นั้น มิเคยมี…เป้าหมายที่สำคัญกว่านั้น อยู่เบื้องหลัง!
หากอ่านจากบรรทัดข้างต้นแล้ว …. แฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ทุกท่าน ยังนึกไม่ทัน….
วันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จะมาไล่เรียง ปรากฏการณ์การลอบสังหารผู้นำทางการเมืองระดับโลก ที่ยังเป็นที่โจษจันในความเหี้ยมโหดรุนแรง และยังมีเงื่อนงำปริศนาห้อยท้ายมาจนถึงปัจจุบัน …….
เพื่อช่วยกันสังเคราะห์ว่า….มันเกิดอะไรขึ้นเพราะกันแน่? และมีใครอยู่เบื้องหลังมากกว่าตัวฆาตกร ที่ลงมือหรือไม่? และที่สำคัญทำไปเพื่อเป้าประสงค์อะไรกันแน่?
1.นางเบนาซีร์ บุตโต ปากีสถาน
หญิงแกร่งแห่งปากีสถาน สตรีผู้สร้างประวัติศาสตร์ได้ขึ้นผู้นำประเทศคนแรกของโลกมุสลิม ในช่วงระหว่างปี ค.ศ.1988-1990 และ สมัยที่ 2 ในช่วงระหว่างปี ค.ศ.1993-1996 และอดีตไอคอนแห่งยุคสมัยเพื่อเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย และสิทธิเสรีภาพของลูกผู้หญิง รวมถึงการยืนหยัดต่อสู้กับรัฐบาลทหาร ภายใต้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งต้องการกำลังการสนับสนุน ของ ประธานาธิบดีเปอร์เวฟ มูชาราฟ คู่แข่งคนสำคัญทางการเมือง ของ นางเบนาซีร์ บุตโต เพื่อเข้ากวาดล้างกลุ่มอัลกออิดะห์ในขณะนั้น เป็นอย่างยิ่ง….

แต่แล้วทุกอย่างก็จบลง
วันที่ 27 ธ.ค.2007 เมื่อเธอถูกลอบสังหาร ขณะออกรณรงค์หาเสียงให้กับพรรคประชาชนปากีสถาน (Pakistan Peoples Party) หรือ PPP ที่เมืองราวันปินดี โดยคนร้ายลอบยิงเธอจากเบื้องสูง ก่อนมีการกดระเบิดอานุภาพรุนแรงซ้ำในอีกไม่กี่วินาทีต่อมา เพื่อให้มั่นใจว่าเหยื่อจะไม่มีทางรอดชีวิต โดยมิได้แคร์ถึงชีวิตผู้บริสุทธิ์ ที่กำลังรุมล้อมรอบรถหาเสียงของเธอเพื่อให้กำลังใจ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มีผู้ถูกลูกหลงเสียชีวิตมากกว่า 20 ราย … และแม้นว่า หลังเกิดเหตุ จะมีความพยายามนำตัวสตรีเหล็กผู้นี้ ส่ง รพ. เพื่อกู้ชีวิต
แต่ทุกอย่างก็สายเกินไปเสียแล้ว ที่สุดจึงมีการแถลงอย่างเป็นทางการว่า นางเบนาซีร์ บุตโต เสียชีวิตในเวลา 18.16 น. ตามเวลาท้องถิ่น
ชมคลิป เหตุการณ์จริง
(ขอบคุณคลิปจาก Saad Khan)
และแม้ว่าในเวลาต่อมา กลุ่มอัลกออิดะห์ จะออกมาอ้างความรับผิดชอบในการลอบสังหารครั้งนี้ แต่คำถามที่ไล่หลัง ตามมาดังๆ ก็คือ เหตุใดการลอบสังหารนี้ จึงมีเทคนิกการฆ่าที่ซับซ้อนยิ่งนัก แถมมาตรการรักษาความปลอดภัยที่รัฐบาลปากีสถาน มอบให้นั้น เหตุใดจึงหย่อนยานไม่เข้มงวดเท่าที่ควร ทั้งๆ ที่ กลุ่มอัลกออิดะห์ ได้ประกาศขู่เอาไว้แล้วว่า จะสังหารเธอให้ได้ ทันทีที่เหยียบแผ่นดินปากีสถาน และใครกันแน่ คือผู้ได้รับประโยชน์ทางการเมืองสูงสุด หลังการเสียชีวิตของ “เธอ”
2.จอห์น เอฟ เคนเนดี้ สหรัฐอเมริกา
ชายหนุ่มลุ่มรวยเสน่ห์ ผู้ก้าวขึ้นเป็น ประธานาธิบดีคนที่ 35 แห่งสหรัฐอเมริกา เจ้าของวาทะกรรมอันเป็นอมตะทางการเมือง ที่มิมีวันเลือนหายไปจากใจคนทั้งโลก “โปรดอย่าถามว่าประเทศได้ให้อะไรแก่ท่าน แต่จงถามว่าท่านได้ให้อะไรแก่ประเทศชาติบ้าง?” ผู้นำสหรัฐฯที่คนอเมริกัน ชื่นชอบมากที่สุดคนหนึ่ง
แต่แล้วทุกก็จบลง ..อย่างที่ชาวโลกทราบและงวยงง มาจนถึงทุกวันนี้


22 พ.ย.1963 เมืองดัลลัส รัฐเทกซัส ตามรายงานอย่างเป็นทางการของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เคนเนดี้ ถูก สไนเปอร์เพียงคนเดียว นามว่า ลี ฮาร์วีย์ ออสวอล ผู้นิยมลัทธิคอมมิวนิสต์ ใช้ปืนโบราณยิงจากเบื้องสูงเข้าใส่ขบวนรถ ที่มีการรักษาความปลอดภัยหละหลวม อย่างชนิดสุดเหลือเชื่อ จนกระทั่งกระสุนมหัศจรรย์พันลึกลูกหนึ่งวิ่งเข้าใส่หัวของเคนเนดี้ (หากใครอยากทราบรายละเอียด เหตุพิสดารพันลึกนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้เคยเขียนไว้อย่างละเอียดแล้ว โปรดติดตามอ่านได้ที่ ย้อนรอยวันดับชีพ JFK 53 ปีผ่าน ยังคงเป็นปริศนา?) จนกระทั่งจบชีวิตลง
อย่างไรก็ดี การตาย ของ เคนเนดี้ ทำให้เกิดคำถามและความไม่เชื่ออย่างมากมาย ว่า เป็นไปได้อย่างไร ที่ผู้นำโลกเสรีผู้นี้ จะถูกลอบสังหารได้ง่ายดายนัก ด้วยบุคคลที่ใช้ปืนเพียงกระบอกเดียว แถมรัฐบาลสหรัฐฯในกาลต่อมา ก็มิได้ เอาจริงเอาจังในการสอบสวน หรือ เผยแพร่ข้อมูลการลอบสังหาร อย่างชัดเจนต่อสาธารณชนให้คลายสงสัยแต่อย่างใด แถม ผู้นำคนต่อมา กลับทำในสิ่งที่ขัดแย้ง กับ เคนเนดี้ ซึ่งกำลังมีแนวความคิดที่จะถอนทหารอเมริกัน ออกจากเวียดนาม ด้วยการเรียกระดมพล ส่งกำลังเข้าไปเพิ่มเติมเสียด้วย
ชมคลิปเหตุการณ์จริง
(ขอบคุณคลิปจาก ertGaming)
3.อินทิรา คานธี อินเดีย
อดีตนายกรัฐมนตรีของอินเดีย 4 สมัย ในช่วงระหว่างปี ค.ศ.1966-1984 ผู้หญิงคนแรกอีกเช่นกัน ที่ได้นั่งบริหารประเทศที่มีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับสองของโลก และเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของ ชวาหระลาล เนห์รู นายกรัฐมนตรีคนแรกของอินเดีย หลังได้รับเอกราชจากอังกฤษ และเป็นผู้นำพาอินเดีย สร้างสัมพันธ์ใกล้ชิดสนิทสนมกับอดีตสหภาพโซเวียตเดิม เพื่อหาแรงสนับสนุนในการต่อกรกับ ประเทศปากีสถาน เพื่อนบ้านผู้เป็นไม้เบื่อไม้เมา ตราบมาจนกาลปัจุบัน และบทบาทสำคัญ เธอ อีกประการก็คือ การเดินหน้าผลักดัน วงการวิทยาศาสตร์ในประเทศ จนกระทั่ง อินเดีย ก้าวไกลถึงขนาดส่งยานไปสำรวจอวกาศ และ…มีอาวุธนิวเคลียร์ ไว้ในครอบครองได้สำเร็จ แต่อย่างไรก็ดี เรื่องที่ไม่ค่อยน่าจดจำนักสำหรับ หญิงแกร่งผู้นี้ ก็คือ การใช้อำนาจประกาศภาวะฉุกเฉิน บริหารประเทศแบบเผด็จการ หรือ ที่เรียกกันว่า Rule by decree โดยห้ามมิให้มีการท้วงติงหรือคัดค้านใดๆ

แต่แล้ว ทุกอย่างก็จบลง
เมื่อเวลา 09.20 น. วันที่ 31 ต.ค.1984 ที่ทำเนียบนายกรัฐมนตรี ในกรุงนิวเดลี เมื่อบอดี้การ์ดชาวซิกข์ 2 คน ที่กำลังทำหน้าที่รักษาความปลอดภัย ร่วมกันใช้อาวุธปืนกระหน่ำยิงเธอจนเสียชีวิต เพื่อต้องการแก้แค้น ที่ อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงผู้นี้ เป็นผู้ออกคำสั่งปฏิบัติการ Operation Blue Star ให้กองทัพอินเดีย บุกเข้าไปกวาดล้างกลุ่มติดอาวุธชาวซิกข์ ในวิหารทองคำ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำคัญของชาวซิกข์ทั้งมวล
ชมคลิปเหตุการณ์จำลอง
(ขอบคุณคลิปจาก Lordmandeep a)
4.มาร์ติน ลูเธอร์คิงส์ จูเนียร์
นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิและเสรีภาพอย่างเท่าเทียมของคนผิวสี ใน สหรัฐอเมริกา ไอคอนลิเบอรัลในประวัติศาสตร์การเรียกร้องเสรีภาพยุคใหม่ของประเทศเจ้าพ่อแห่งเสรีนิยม และผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ จากการทำงานเพื่อยุติเหตุรุนแรงจากการแบ่งแยกทางเชื้อชาติและสีผิวโดยไม่ใช้ความรุนแรง และเจ้าของสุนทรพจน์ ที่โด่งดังที่สุด บทหนึ่งในประวัติศาสตร์ของโลก “ข้าพเจ้ามีความฝัน” (I Have a Dream)
แต่แล้ว ทุกอย่างก็จบลง

วันที่ 4 เมษายน ปี ค.ศ.1968 เมืองเมมฟิส รัฐเทนเนสซี นักเรียกร้องความเท่าเทียมทางเชื้อชาติ ที่ในขณะนี้กำลังมีบทบาทอย่างสำคัญในความพยายามรณรงค์เพื่อยุติความยากจนและหยุดยั้งสงคราวเวียดนาม ถูกลอบยิง ขณะยืนอยู่ที่ริมระเบียงด้านนอก ชั้น 2 ของ โรงแรมที่พัก และอีกเช่นกันหลังความพยายามในการยื้อชีวิตจบลง มาร์ติน ลูเธอร์คิงส์ จูเนียร์ ก็เสียชีวิตลงที่ รพ.เซนต์โจเซฟ ในอีกไม่กี่ชั่วโมงถัดมา
โดยผู้ลงมือ (หน้าฉาก) ซึ่งถูกจับในเวลาต่อมา หลังหลบหนีไปอยู่ไกลถึงประเทศอังกฤษ มีชื่อว่า เจมส์ เออร์ เร หนุ่มอเมริกันผิวขาว รัฐอิลลินอยด์ ซึ่งต่อมาถูกพิพากษาจำคุก 99 ปี และได้เสียชีวิตอยู่ในเรือนจำเมื่อปี 1998
และแน่นอน มรณกรรมอันน่ามีเงื่อนงำ และถูกตั้งคำถามไม่ต่างจาก ความตาย ของ ประธานาธิบดีเคนเนดี้ ซึ่งกำลังมีแนวคิดถอนทหารอเมริกันออกจากสงครามเวียดนาม เช่นเดียวกัน ว่า ผู้ที่ลงมือมีเพียงคนเดียวจริงๆ น่ะหรือ…? เพราะการลอบสังหารที่ต้องใช้ฝีมือระดับเหนือเทพเช่นนั้น ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้จากคนเพียงคนเดียว และคำตอบจากปากของผู้ที่ถูกตัดสินว่า ลงมือฆ่า มาร์ติน ลูเธอร์คิงส์ จูเนียร์ ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในคุก ก็คือ..เค้ามิได้ลงมือเพียงคนเดียว ผู้ร่วมการลอบสังหารนี้ใช้นามว่า ราอูล และได้ไปพบกันที่ประเทศแคนาดาก่อนลงมือ รวมทั้งยังได้กล่าวหาว่า รัฐบาลสหรัฐฯ อยู่เบื้องหลังการก่ออาชญากรรมนี้ด้วย …..
คลิปเหตุการณ์ วันลอบสังหาร มาร์ติน ลูเธอร์คิงส์ จูเนียร์
(ขอบคุณคลิปจาก Ese)
5.มหาตมะ คานธี อินเดีย
บุรุษร่างเล็ก ผู้พิชิต จักรวรรดิเอ็มไพร์ แห่งจักรวาล Far Far away เอ๊ยไม่ใช่… จักรวรรดิอังกฤษ ผู้ยิ่งใหญ่ ประเทศแห่งดินแดนพระอาทิตย์ไม่ตกดิน ด้วยหลักอหิงสาและเครื่องปั่นด้ายอันแสนจะโบราณ เพื่อเป้าหมายเดียว คือ คืนความเป็นไท ให้กับชาวภารตะทั้งผอง โดยมิใช้ความรุนแรงเข้าตอบโต้ แม้แต่เพียงปลายกระผีกเดียว แม้ว่าจะถูกผู้เข้ายึดครองใช้กำลังเข้ากระทำย่ำยี หมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในทุกรูปแบบ จนกระทั่งฝ่ายตรงกันข้าม ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ให้กับผลแห่งความรุนแรงที่ตัวเองเป็นผู้ก่อไว้ทั้งหมด ทั้งการใช้อาวุธฆาตกรรมหมู่ชาวอินเดีย ที่มีเพียงสองมือเปล่า ซึ่งมารวมตัวเพื่อเรียกร้องความเป็นไท ไม่เว้นกระทั่งลูกเล็กเด็กแดง และสตรี หลายร้อยคน ที่เมืองเมืองอำมริสา
จนในที่สุด …..อินเดีย จึงได้รับอิสรภาพ มาจนวันนี้
หากแต่ ผู้รุกราน เฉกเช่น จักรวรรดิอังกฤษ มีหรือจะยอมปล่อยมือประเทศที่เคยอยู่ในเงื้อมมือ โดย มิได้แอบซ่อน ยาพิษ ไว้ให้ศัตรู
ทุกอย่าง จึงจบลง….

วันที่ 30 มกราคม ค.ศ.1948 มหาตมะ คานธี อินเดีย ถูกลอบสังหาร โดยหนุ่มชาวฮินดู ที่มาทำทีรอดักพบ ในการประชุมสวดประจำวัน ที่สวนเวอริฮาทร์ กรุงนิวเดลี ก่อนชักปืนยิงเข้าใส่ ร่างของมหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของชาวภารตะจนสิ้นใจตาย ต่อหน้าต่อตาผู้ติดตามจำนวนมาก โดยฆาตกรผู้นี้ อ้างว่า คานธี ต้องรับผิดชอบต่อการทำให้อินเดีย อ่อนแอลงในการยืนหยัดต่อสู้กับประเทศปากีสถาน … ประเทศที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน เพียงแต่ถูก จักรวรรดิอังกฤษผู้ปกครอง ซ่อนยาพิษร้าย เอาไว้ โดยอ้างศาสนาจับแยกประเทศ เพื่อหวังให้เกิดความขัดแย้ง ก่อนคืนเสรีภาพให้ ทำให้ตราบมาจนกระทั่งวันนี้ อินเดีย และปากีสถาน ก็ยังมีความขัดแย้งกันอยู่
คลิปจำลองเหตุการณ์ จาก ภาพยนตร์ คานธี
(ขอบคุณคลิปจาก CK Entertainment)
การเมือง + อำนาจ = ผลประโยชน์ ทุกอย่างคือความจริง ที่มนุษย์พึงต้องยอมรับว่า มันอยู่กับเราใกล้กว่าที่คิด และใกล้เพียงแค่คืบแค่ศอก เท่านั้นเอง…
นายฮกหลง ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน
