ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ธ.ค. 2559 05:30
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/819358

การยึดคืนพื้นที่ทางตะวันออกของเมืองอเลปโปที่ถูกฝ่ายกบฏต่อต้านรัฐบาลควบคุมมานานกว่า 4 ปีเมื่อสัปดาห์ก่อน ถือเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ของรัฐบาลประธานาธิบดี บาชาร์ อัล-อัสซาด แห่งซีเรีย ซึ่งตอนนี้ควบคุมดินแดนของเมืองซึ่งเคยมีประชากรมากที่สุดในประเทศแห่งนี้โดยสมบูรณ์แล้ว
ตอนนี้โลกกำลังจับตาดูว่า หลังเสร็จศึกที่อเลปโปแล้ว รัฐบาลอัสซาดจะมีก้าวต่อไปในสงครามกลางเมืองครั้งนี้อย่างไร ซึ่งขณะนี้มีสถานที่แห่งหนึ่งที่ถูกพูดถีงมากที่สุด และมีการวิเคราะห์กันอย่างกว้างขวางว่า จะเป็นสมรภูมิแห่งใหม่ต่อจากอเลปโป ก็คือ ‘จังหวัดอิดลิบ’

อัสซาดเล็งบุกอิดลิบ
จริงอยู่ว่า การยึดคืนเมืองอเลปโปอาจถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของประธานาธิบดีอัสซาด ในสงครามกลางเมืองซึ่งเริ่มขึ้นในปี 2011 แต่ยังห่างไกลจากการยุติความรุนแรงในประเทศมากมายนัก เนื่องจากยังมีการปะทะกันระหว่างกองกำลังฝ่ายรัฐบาล, กบฏสายกลาง, กลุ่มกบฏอิสลามิสต์หลายกลุ่ม และกลุ่มรัฐอิสลาม หรือ ไอซิส ด้วย
ประธานาธิบดีอัสซาดได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อรัสเซีย หลังจากกองทัพรัฐบาลสามารถยึดคืนพื้นที่เกือบทั้งหมดของฝ่ายกบฏในเมืองอเลปโปได้เมื่อสัปดาห์ก่อน โดยเขากล่าวว่าหลังจากเสริมกำลังในพื้นที่โดยรอบเมืองอเลปโปแล้ว เป้าหมายถัดไปก็อาจเป็นจังหวัดอิดลิบ “การระบุว่าเมืองใดจะเป็นเป้าหมายต่อไปนั้น ขึ้นอยู่กับว่าเมืองใดมาจำนวนผู้ก่อการร้ายมากที่สุด และเมืองใดที่เปิดโอกาสให้ชาติอื่นๆ เข้ามาสนับสนุนฝ่ายกบฏ”
“ในตอนนี้ มีความเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างอเลปโปและอิดลิบ เพราะมีกลุ่มติดอาวุธ ‘อัล-นุสรา’ อยู่ทั้งภายในและชานเมืองอเลปโปและอิดลิบ” อัสซาดยังเสริมด้วยว่า การตัดสินใจเกี่ยวกับสิ่งที่จะตามมาจะเกิดขึ้นผ่านการหารือกับรัสเซียและอิหร่านซึ่งสิ่งทหารเข้ามาช่วยเหลือกองทัพรัฐบาลต่อสู้กับกลุ่มกบฏ

อิดลิบศูนย์กลางฝ่ายกบฏ
จากคำพูดของอัสซาดทำให้เป็นไปได้ว่าเป้าหมายถัดไปที่รัฐบาลอัสซาดจะบุกโจมตีอาจเป็นจังหวัด อิดลิบ ทางตะวันตกของอเลปโป ซึ่งเป็นใจกลางของกลุ่มกบฏต่อต้านรัฐบาล และขณะนี้ก็เต็มไปด้วยนักรบฝ่ายกบฏหลายหมื่นคนที่หนีมาจากพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ทั้งจากอเลปโป จังหวัดฮอมส์ และชานเมืองหลวงกรุงดามัสกัส
ตามการเปิดเผยของ สถาบันศึกษาสงคราม (ISW) ของสหรัฐฯ จังหวัดอิดลิบเป็นสถานที่ที่มีนักรบฝ่ายกบฏอยู่มากที่สุด โดยมีนักรบติดอาวุธราว 50,000 คนเคลื่อนไหวภายใต้ชื่อ ‘จาอิช อัล-ฟาตาห์’ หรือ ‘กองทัพแห่งชัยชนะ’ (Army of Conquest) นำโดยกลุ่ม อัล-นุสรา หรือที่ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น ‘จาบัต ฟาตีห์ อัล-ชาม’ พวกเขาเคยใช้อิดลิบเป็นฐานตีฝ่าวงล้อมของกองทัพรัฐบาลที่ปิดกั้นภาคตะวันออกของเมืองอเลปโปได้สำเร็จมาแล้วเมื่อเดือน.ค.
จังหวัดอิดลิบยังเป็นหนึ่งในดินแดนไม่กี่แห่งในซีเรียที่ไม่มีกลุ่มไอซิสอยู่เลย ส่วนกองทัพรัฐบาลซีเรียก็มีพื่นที่ในการควบคุมน้อยมากเพียงหมู่บ้านเล็กๆ 2 แห่งเท่านั้น
อิดลิบยังมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์คือมีอาณาเขตติดต่อกับชายแดนประเทศตุรกี ผู้สนับสนุนหลักของฝ่ายกบฏ ซึ่งหมายความว่า ทุกอย่างรวมไปถึงอาวุธและเสบียงอื่นๆ สามารถถูกส่งเข้ามาภายในจังหวัดแห่งนี้ได้อย่างง่ายดาย ตรงกับคุณสมบัติของเมืองที่อัดซาดบอกกว่าจะบุกโจมตีเป็นที่ต่อไป

ซีเรียมีข้ออ้างเปิดศึกในอิดลิบ
ตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา อัสซาดใช้นโยบายบุกปิดล้อมเมืองและทำข้อตกลงหยุดยิงในพื้นที่นั้นๆ เพื่อบีบให้นักรบกบฏยอมจำนน และมีฝ่ายต่อต้านรัฐบาลหลายพันคนถูกเนรเทศไปอยู่ที่จังหวัดอิดลิบ ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นแผนการที่คำณวนไว้แล้วเพื่อรวมนักรบกบฏไว้ในสถานที่แห่งเดียวแล้วค่อยจัดการในภายหลัง
นายอิบราฮิม ฮามิดี ผู้สื่อข่าวที่คอยรายงานความเคลื่อนไหวในซีเรียให้แก่หนังสือพิมพ์ ‘อัล-ฮายัต’ ในซาอุดีอาระเบีย กล่าวว่า รัฐบาลอัสซาดกำลังเตรียมการทางจิตวิทยาเพื่อให้ประชาชนเชื่อว่าจังหวัดอิดลิบคือ กันดาฮาร์แห่งซีเรีย โดยกันดาฮาร์เป็นจังหวัดหนึ่งในอัฟกานิสถาน และเป็นฐานที่มั่นของรัฐบาล ‘ตาลีบัน’ ระหว่างปี 1996-2001 ซึ่งการมีนักรบติดอาวุธอิสลามอยู่มากๆ อาจทำให้รัฐบาลอัสซาดและพันธมิตรอ้างความชอบธรรมในการบุกโจมตีอย่างรุนแรงในภายหลังได้ง่ายขึ้น
ด้านนาย เยซิด เซย์อิก เจ้าหน้าที่อาวุโสที่ ศูนย์วิจัยตะวันออกกลางคาร์เนกี (CMEC) ในกรุงเบรุต ของเลบานอน วิเคราะห์ว่า ตัวแปรหลักของศึกที่อิดลิบคือท่าทีของตุรกี เนื่องจากความอยู่รอดของฝ่ายกบฏขึ้นอยู่กับความช่วยเหลือจากตุรกี ซึ่งหากตุรกีตัดสินใจลดความช่วยเหลือไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม นักรบกบฏในอิดลิบก็จะไม่อาจทำศึกในระยะยามกับกองทัพรัฐบาลได้

UN เตือน อิดลิบ จะเป็นอเลปโปแห่งที่ 2
ในตอนนี้ รัฐบาลซีเรียจะยังไม่ตัดสินใจว่าพวกเขาจะบุกจังหวัดอิดลิบต่อจากเมืองอเลปโปหรือไม่ แต่หากเกิดการต่อสู้ขึ้นจริงๆ ความเสี่ยงที่พลเรือนในอิดลิบจะโดนลูกหลงย่อมมีไม่น้อยกว่าที่เมืองอเลปโปแน่นอน เพราะนอกจากจะเป็นฐานที่มั่นของฝ่ายกบฏและกลุ่มติดอาวุธอิสลามแล้ว จังหวัดนี้ยังมีเป็นที่อยู่ของผู้พลัดถิ่นเนื่องจากสงครามกลางเมืองซีเรียจำนวนมาก
คณะกรรมการช่วยเหลือและกู้ภัยนานาชาติ (IRC) ระบุว่า ในจังหวัดอิดลิบตอนนี้มีผู้พลัดถิ่นอาศัยอยู่มากกว่า 230,000 คน ในค่ายอพยพที่ตั้งขึ้นมาอย่างไม่เป็นทางการประมาณ 250 แห่ง หลายครอบครัวต้องไปอาศัยอยู่อย่างแออัดตามอาคารที่กำลังอยู่ระหว่างก่อสร้าง ซึ่งไม่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวก, ห้องส้วมและน้ำปะปา ขณะที่แพทย์อาสาสมัครในอิดลิบระบุในวิดีโอที่โพสต์บนเว็บไซต์เฟซบุ๊กว่า พวกเขากำลังขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์อย่างหนัก
ปัญหาที่เกิดขึ้นในจังหวัดอิดลิบไม่ต่างจากที่อเลปโปแม้แต่น้อย ทำให้นาย สตาฟฟาน เด มิสตูรา ทูตพิเศษสหประชาชาติประจำซีเรีย ต้องออกมาเตือนว่า “หากไม่มีการทำข้อตกลงทางการเมืองและการหยุดยิง อิดลิบจะกลายเป็นอเลปโปแห่งที่ 2 อย่างแน่นอน”