ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/245931

ข้าวเปลือกยังคงมีปัญหาราคาตกต่ำอย่างต่อเนื่อง แม้ราคาจะกระเตื้องขึ้นบ้างเล็กน้อยแล้วก็ตาม
อย่างไรก็ตามสิ่งที่เป็นสัญญาณดีขึ้นมากก็คือ อารมณ์ความรู้สึกของชาวนา ที่ดูจะลดความทุกข์ร้อนกังวลลงไปไม่ใช่น้อย ด้วยไม่เพียงแต่การที่รัฐบาลได้ออกมาตรการช่วยเหลือในการ “รับจำนำยุ้งฉาง” เท่านั้น(ขออภัยที่ยังใช้คำนี้อยู่ เพราะเป็นคำที่คนรับรู้เข้าใจกันทั่วไปแล้ว แม้ว่า นายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา บอกไม่ให้เรียกว่า “จำนำยุ้งฉาง” ก็ตาม)แต่ยังเป็นเพราะกระแสที่ทุกภาคส่วนของสังคมได้แสดงออกอย่างเต็มที่ ในการที่จะช่วยเหลือขายข้าวให้ได้ราคาดีขึ้น ขณะที่ภาครัฐทั้งทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ต่างระดมมาช่วยลงแขกเกี่ยวข้าวลดต้นทุนให้หลายพื้นที่ ทำให้ขวัญกำลังใจชาวนาย่อมดีขึ้น
จากตัวเลขรายงานราคาสินค้าเกษตรรายวันที่เผยแพร่โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรพบว่า ราคาข้าวนาปี:ชนิดข้าวเปลือกเจ้าหอมมะลิ ณ วันจันทร์ที่ 21 พ.ย.ที่ผ่านมา ในตลาดสำคัญๆ ล้วนขยับขึ้น เช่น ตลาดกลางพืชไร่ที่ศรีสะเกษ จากตันละ 8,000 บาทเมื่อสัปดาห์ก่อน เพิ่มเป็น 8,200 บาท, โรงสีไฟไทยเจริญวัฒนาจากตันละ 8,750 บาทเพิ่มเป็น 9,580 บาท, โรงสีกิจทวี ยโสธรจากตันละ 8,400 บาทเป็น 9,200 บาท,โรงสีสหพัฒนา จ.บุรีรัมย์ จากตันละ 8,500 บาทเป็น 9,000 บาท เป็นต้น
จะเห็นว่า หลายๆโรงสีสำคัญๆมีการขยับราคากันขึ้นมา ขณะที่โรงสีของสหกรณ์การเกษตรอย่างเช่น โรงสีสหกรณ์การเกษตร เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด ขยับราคาสูงขึ้นมาเป็นสัปดาห์แล้ว จากตันละ 10,000 บาท เป็น 11,000 บาท เป็นต้น
ซึ่งต้องนับว่า สหกรณ์การเกษตรกำลังมีบทบาทอย่างยิ่งในการช่วยกันดึงราคาข้าวให้กระเตื้องขึ้น ด้วยการรับซื้อข้าวเปลือกในราคานำตลาดมาสีเอง บรรจุถุงและจัดจำหน่าย ขณะที่หลายหน่วยงานก็ได้สนับสนุนเครื่องสีข้าวให้กลุ่มเกษตรกรและสหกรณ์การเกษตร ตลอดจนหน่วยราชการต่างๆ และภาคเอกชน มีการจัดโครงการข้าวสารสหกรณ์ช่วยชาวนา โดยเปิดพื้นที่ในหน่วยงานต่างๆ และตามห้างสรรพสินค้าให้เป็นจุดจำหน่ายข้าวสารหอมมะลิจากสหกรณ์การเกษตร เป็นการเพิ่มช่องทางตลาดให้ หรือช่วยด้วยการตลาด “ออนไลน์” ของเหล่าคนดัง-เซเลบฯต่างๆ เพิ่มความตื่นตัวให้คนไทยช่วยกันซื้อข้าวโดยตรงจากชาวนาผ่านสหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกรต่างๆ ทำให้ขายข้าวได้ในราคาที่ดีขึ้น
ขณะที่พล.อ.ฉัตรชัย สาลิกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ก็สั่งการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เร่งขยายตลาดข้าวสารของสหกรณ์ให้เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเล็งเห็นว่าขบวนการสหกรณ์จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยดึงซัพพลายหรือความต้องการข้าวเปลือก เพื่อนำมาแปรรูปเป็นข้าวสาร แล้วกระจายข้าวสารออกสู่ตลาดเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรสมาชิกที่ทำนา โดยชาวนาส่วนใหญ่เป็นสมาชิกของสหกรณ์การเกษตรถึงประมาณ 1.8 ล้านคนหรือ ราว 50% ของชาวนาทั้งประเทศ 3.6 ล้านคน
แม้มีบางคนที่มองโลกในแง่ร้าย อาจมองว่า สิ่งที่ภาคส่วนต่างๆกำลังช่วยกันทำนี้ ก็แค่กระแสฉาบฉวย ช่วยได้เฉพาะหน้าเล็กน้อย แต่ไม่อาจจะแก้ไขปัญหาทั้งระบบอย่างยั่งยืนได้ก็ตาม แต่ถ้ามองโลกในแง่ดีแล้ว บรรยากาศของความร่วมมือร่วมใจกันช่วยเหลือชาวนาเต็มกำลังเช่นนี้ นับเป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง
ที่ผ่านมาโดยตลอด เมื่อมีปัญหาข้าวเปลือกของชาวนาราคาตกต่ำ แต่เมื่อชาวบ้านทั้งหลายไปหาซื้อข้าวสาร โดยเฉพาะข้าวบรรจุถุงตามห้างสรรพสินค้าที่กลายเป็นวิถีชีวิตของผู้คนทั่วไป กลับยังคงมีราคาแพง จนทำให้เกิดเสียงบ่นกันอยู่เสมอว่า “ข้าวเปลือกถูก แต่ข้าวสารแพง” นั่นก็เป็นที่ทราบกันว่า เป็นเพราะกลไกตลาดที่พ่อค้าคนกลางสร้างขึ้น ที่ทำให้ผลประโยชน์ตกอยู่แต่พ่อค้าคนกลางเป็นสำคัญ
การส่งเสริมให้ชาวนารวมกลุ่มเป็นสหกรณ์การเกษตร เพื่อดำเนินการให้ครบวงจร ปลูกข้าวได้ผลผลิตข้าวเปลือก แล้วก็สีเป็นข้าวสารเอง บรรจุถุงนำไปจำหน่ายเอง ได้ราคาที่สมเหตุผล จึงนับเป็นแนวทางที่ถูกต้อง ช่วยทั้งชาวนาแล้วยังช่วยผู้บริโภคด้วย แต่ที่ผ่านมา “การทำตลาดไม่เป็น”หรือขาดช่องทางจัดจำหน่าย นับเป็นปัญหาอุปสรรคสำคัญ
บรรยากาศการร่วมมือร่วมใจช่วยชาวนาในเวลานี้ จึงควรที่จะรักษาไว้ ทำกันไปเรื่อยๆ และต่อยอดให้นำไปสู่การใช้ขบวนการสหกรณ์การเกษตรในการดูแลแก้ไขปัญหาราคาข้าว รวมถึงราคาพืชผลการเกษตรอื่นๆ ให้ได้อย่างยั่งยืนต่อไป
สาโรช บุญแสง