ทุก 2 วันจะมีเด็กถูกทำร้าย ร่างกายและจิตใจไม่ตํ่ากว่า 1 ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/247782

วันพุธ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

อบรมพ่อแม่และเด็ก ให้มีความเข้าใจถึงความสำคัญของสถาบันครอบครัว

สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรภาครัฐที่รณรงค์เนื่องใน “วันรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี 25 พฤศจิกายน” โดยจัดอบรมพ่อแม่และเด็ก ให้มีความเข้าใจถึงความสำคัญของสถาบันครอบครัว ที่มีส่วนสำคัญในการสร้างพื้นฐานอันแข็งแกร่งของสุขภาพ ทั้งร่างกายและจิตใจ หลังพบตัวเลขทุก 2 วัน จะมีเด็กถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจไม่ตํ่ากว่า 1 ราย

นายแพทย์สมเกียรติ ลลิตวงศา ผู้อำนวยการ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ กล่าวว่า เนื่องด้วยสถิติความรุนแรงในสังคมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากสถิติในปี พ.ศ.2558 ของกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว พบว่า การใช้ความรุนแรงต่อเด็กและสตรีเพิ่มขึ้นถึง 3 หมื่นราย จากเดิมในปี พ.ศ.2557 ที่ 28,000 ราย โดยแบ่งเป็นเด็กกว่า 19,000 ราย เป็นเด็กผู้หญิงอายุเฉลี่ย 10-15ถึงร้อยละ 90 เป็นเรื่องการกระทำรุนแรงต่อร่างกาย อาทิ กักขัง บังคับ ทุบตี เป็นอันดับหนึ่ง และคดีทางเพศ ทั้งข่มขืน กระทำชำเรา ล่วงละเมิดทางเพศ เป็นอันดับสอง

ทั้งนี้ วันที่ 25 พฤศจิกายนของทุกปี ทั่วโลกจึงจัดให้เป็น“วันรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กสากล” ประเทศไทยได้เห็นความสำคัญเช่นกันจึงมีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อ 19 มิถุนายน 2542 ให้เดือนพฤศจิกายนของทุกปี เป็นเดือนรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี ทางสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ได้ให้ความสำคัญต่อเด็กทั้งทางร่างกายและจิตใจ จึงมีการจัดบริการ “ศูนย์พึ่งได้” เพื่อช่วยเหลือเด็กที่ถูกกระทำทารุณทางร่างกายทางเพศ หรือจิตใจมาตั้งแต่ พ.ศ.2547 จนถึงปัจจุบัน ในแต่ละปีมีผู้รับบริการ 100-200 ราย นั่นหมายถึง ทุก 2 วัน จะมีเด็กที่ประสบเหตุดังกล่าว ไม่ต่ำกว่า 1 ราย สถิติดังกล่าวเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่งของความจริงในสังคมไทยเท่านั้น จากสถิติดังกล่าว คลินิกจิตเวชเด็กและวัยรุ่น สถาบันฯ อาสาเป็นองค์กรหนึ่งที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการสร้างความรู้และเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมและจิตใจของเด็กให้กับพ่อแม่ได้เข้าใจเพื่อที่จะดูแล เลี้ยงดูให้เติบใหญ่เป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติ เพื่อลดปัญหาการใช้ความรุนแรงต่อเด็กมิติต่างๆ ซึ่งเป็นภัยใกล้ตัวที่คุมคามเด็กๆ ในปัจจุบัน จึงได้จัดกิจกรรมรณรงค์ให้ความรู้แก่พ่อแม่ผู้ปกครองและเด็ก เพื่อให้เข้าใจถึงพื้นฐานความต้องการของเด็กภายใต้หัวข้อ “เลี้ยงลูกอย่างไร ไม่ให้(นอต)หลุด”

ผศ.แพทย์หญิงปราณี เมืองน้อย กุมารแพทย์-จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (รพ.เด็ก) กรมการแพทย์ กล่าวว่า ปกตินอตสกรูเป็นตัวที่ช่วยยึดวัสดุให้มีความมั่นคง ทนทานต่อการใช้งาน เปรียบได้เหมือนการเลี้ยงลูกที่จะต้องให้ครอบครัวและลูกมีรากฐานการพัฒนาทางจิตใจที่มั่นคง โดยต้องอาศัยหลากหลายเทคนิคที่เหมือนนอตสกรูมาช่วยอาการ “นอตหลุด” เปรียบได้เหมือนการที่คนเราใจร้อนทำอะไรออกไปโดยไม่ยั้งคิด ทำให้เกิดผลเสียต่อตัวเองและผู้อื่น ดังที่เราเห็นข่าวในสื่อต่างๆ มากมาย ที่คนเราทะเลาะหรือทำร้ายร่างกายกัน อาการนอตหลุด ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับอารมณ์โกรธ หงุดหงิด ซึ่งอารมณ์ดังกล่าวมักเกิดจากการที่ตนเองไม่ได้อย่างที่หวัง เช่น เด็กๆ หวังให้พ่อแม่เข้าใจ แต่เมื่อโดนห้ามไม่ให้ทำสิ่งต่างๆ ก่อให้เด็กเกิดอารมณ์หงุดหงิดไม่ได้ดังใจ จึงอาละวาด นั่นก็ถือเป็นอาการนอตหลุดตั้งแต่วัยเด็ก อาการเหล่านี้จะดีขึ้นได้ หากพ่อแม่เลี้ยงลูกและฝึกการควบคุมอารมณ์เด็กอย่างถูกวิธี หลักง่ายๆ คือการฝึกอีคิวเด็กนั่นเอง

“อีคิวหรือเชาวน์อารมณ์คือการที่คนเราสามารถรู้อารมณ์ตัวเอง มีความเข้าอกเข้าใจคนอื่นเพราะรับรู้อารมณ์คนอื่นได้ นำไปสู่ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ต่างๆ อย่างเหมาะสม จนทำให้เกิดแรงจูงใจในการพัฒนาตนเองไปสู่ความสำเร็จโดยมีทักษะทางอารมณ์และสังคมกับผู้อื่นอย่างเหมาะสมควบคู่กันไป หากผู้ใดมีอีคิวดี จะช่วยเสริมให้ใช้สติปัญญาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นั่นคือเป็นคนที่ทั้งฉลาดและน่าคบหา เป็นที่รัก ใครๆ ก็อยากอยู่ใกล้ ทำให้ประสบความสำเร็จและมีความสุขในชีวิต ต่างกับกลุ่มคนที่เก่งแต่เพื่อนๆ เบื่อนิสัย ในที่สุดก็จะไม่สามารถทำงานให้สำเร็จได้และขาดความสุขในชีวิต”

Leave a comment