ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/248192
วันเสาร์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
กลายเป็นกระแสการท่องเที่ยวที่กำลังมาแรงและสร้างมิติใหม่ให้กับจังหวัดกาญจนบุรี สำหรับ มัลลิกา ร.ศ.124 เมืองวัฒนธรรมและวิถีชนที่ฉีกกรอบการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์แบบเดิมๆ ด้วยการพาทุกคนข้ามมิติย้อนเวลานับร้อยปีไปสัมผัสรากเหง้าความเป็นไทยอย่างแท้จริง ผ่านงานสถาปัตยกรรมและวิถีชีวิตของชาวสยามในอดีตอันแสนงดงามในช่วงปลายรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 หลังประกาศเลิกทาส
เบื้องหลังไอเดียสร้างสรรค์สุดบรรเจิดนี้มาจาก พลศักดิ์ ประกอบ นักธุรกิจท้องถิ่นเมืองกาญจน์ผู้ก่อตั้งเมืองมัลลิกา ร.ศ.124 ด้วยความทุ่มเทแรงกายแรงใจ จากจุดเริ่มต้นที่ตั้งใจอยากสร้างแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ด้วยการชุบวิถีชีวิตของผู้คนในยุคนั้นขึ้นมาทุกกระเบียดนิ้ว เพื่อถ่ายทอดภูมิปัญญาของชาวไทยสมัยโบราณ ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวที่ต้องการเสพแก่นแท้ของวัฒนธรรมไทย รวมทั้งส่งต่อความทรงจำอันงดงามในอดีตที่เกือบจะเลือนหายสู่คนรุ่นหลัง
“ผมชอบท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ แต่สิ่งที่เราเห็นคือ ซากวัฒนธรรม มองไม่เห็นช่วงเวลาที่เคยรุ่งเรืองในอดีตว่าเป็นอย่างไร ต้องจินตนาการเอง ผมจึงมักตั้งคำถามกับตัวเองว่าเบื้องหลังสถาปัตยกรรมเหล่านี้ มีวิถีชีวิตและภูมิปัญญาอะไรซ่อนอยู่ ประกอบกับผมชอบอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ชาติไทยอยู่แล้ว จึงเกิดไอเดียว่าคงจะดีหากเรานำเรื่องราวเหล่านี้มาส่งต่อให้กับเด็กรุ่นหลังมาศึกษาเรียนรู้ให้เข้าใจว่ารากเหง้าบรรพบุรุษไทยมีที่มาที่ไป อยากให้ทุกคนได้รู้ว่าภูมิปัญญาคนไทยดั้งเดิมมีความละเมียดละไมแค่ไหน ผ่านสถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งจำลองบรรยากาศบ้านเมืองในอดีต ควบคู่ไปกับสะท้อนชีวิตความเป็นอยู่”

จุดเล็กๆ ของแรงบันดาลใจนี้เอง กลายเป็นที่มาให้พลศักดิ์ตัดสินใจเนรมิตเมืองมัลลิกา ร.ศ.124 ขึ้นมา ในรูปแบบ “Living Heritage” หรือมรดกทางวัฒนธรรมที่ยังมีลมหายใจ โดยเลือกยุคสมัยร.ศ.124 ช่วงที่รัชกาล 5 ทรงประกาศเลิกทาสได้สำเร็จ มาเป็นรูปแบบการสร้างเมือง เพราะเป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงในแผ่นดินสยามที่ ล้วนแล้วส่งผลต่อรูปแบบการดำรงชีวิตของคนในยุคนั้นและส่งอิทธิพลมาถึงปัจจุบัน ตั้งแต่การประกาศเลิกทาสการแผ่ขยายอำนาจของโลกตะวันตก นำไปสู่การผสมผสานทางวัฒนธรรมระหว่างวิถีชีวิตคนไทยดั้งเดิมกับวัฒนธรรมตะวันตก จนได้รับการนิยามว่าเป็น “ยุคทองแห่งความศิวิไลซ์”
พลศักดิ์ บอกว่า “มัลลิกา” เป็นนามที่ตั้งโดย อ.สุลักษณ์ ศิวลักษณ์ ซึ่งเป็นชื่อต้นน้ำของแม่น้ำอิระวดีในพม่า ที่ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งรวมอารยธรรมโบราณในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกทั้ง “มัลลิกา” ในภาษาไทยยังหมายถึง “มะลิ” ซึ่งพ้องกับชื่อตัวละครสมมุติที่ อ.ชาตรี ปกิตนนทกานต์ หัวหน้าภาควิชาสถาปัตยกรรมไทย มหาวิทยาลัยศิลปากรผู้ควบคุมการออกแบบเรือนไทยตามหลักการสร้างเรือนประเภทต่างๆ ให้ถูกต้องตามประวัติศาสตร์หยิบยกใช้เป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบเมืองมัลลิกา ร.ศ.124 อีกด้วย
“กระแสตอบรับมากมาย ทำให้เรามีกำลังใจแต่เราคงไม่หยุดแค่นี้ ยังมีรายละเอียดอีกมากที่คนไทยยังไม่เคยรู้ เราจะพยายามลงลึกมากขึ้นไปอีกให้เห็นรากเหง้าของวัฒนธรรมไทยมากที่สุด เพราะระยะเวลาสั้นๆ ที่ผู้คนเข้ามาในเมืองมัลลิกา เรายังไม่สามารถทำให้ผู้มาเยือนซึมซับได้มากพอ เราต้องให้เวลาชุมชนมัลลิกาซึมซับวัฒนธรรมเหล่านี้เข้าไปในกระแสเลือดจนสามารถบอกต่อลงไปให้ถึงแก่นได้จริงๆ”
บนพื้นที่ 60 ไร่ภายในเมืองมัลลิกา ร.ศ.124ประกอบด้วยเรือนไทย 4 ประเภท แต่ละเรือนสะท้อนภาพสถานะของผู้อยู่อย่างชัดเจน เริ่มจากเรือนเดี่ยว เป็นเรือนชาวบ้าน เป็นที่อยู่ของชนชั้นกรรมาชีพ ชาวนา มีหน้าที่ผลิตปัจจัยพื้นฐานในการยังชีพ ด้วยการทำไร่ ทำนา ทำสวน ปลูกผัก 2.เรือนคหบดี ที่อยู่ของชนชั้นปกครอง กิจกรรมบนเรือนแห่งนี้ เน้นไปที่งานฝีมือ อย่างงานใบตองงานดอกไม้ งานเครื่องแขวน งานแกะสลักผลไม้ ซึ่งเป็นผลงานศิลปะแสนประณีตที่หาชมได้ยาก สะท้อนวิถีชีวิตการทำอาหารที่แทบจะสูญหายไปแล้ว 3.เรือนหมู่ เป็นเรือนสำหรับรับแขกบ้านแขกเมืองของคหบดี ที่มีคณะนาฏศิลป์ของตัวเองสำหรับต้อนรับแขกปิดท้ายด้วย 4.เรือนแพ จำลองบรรยากาศย่านการค้าในอดีต สะท้อนการสัญจรทางน้ำอันเป็นเส้นทางหลักในอดีต โดยนักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสกับรสชาติของอาหารแบบไทยแท้แบบดั้งเดิม

“เราไม่ได้เลือกนำเสนอเรื่องราวผ่านการแสดงโชว์เป็นรอบๆ แต่เรานำวิถีชีวิตของคนจริงๆ มาใส่ไว้ในเมือง จำลองเมืองที่มีประชากรราว 400 คน ตั้งแต่ผู้สูงอายุ ผู้ใหญ่ และวัยรุ่น ทุกคนแต่งกายแบบโบราณ และดำรงชีวิตแต่ละวันเสมือนจริงในยุคสมัยนั้น สิ่งที่เราทำนอกจากช่วยการท่องเที่ยวแล้ว ยังส่งเสริมอาชีพคนในท้องถิ่นให้มีรายได้ ฝึกทักษะอาชีพ เพราะเราสอนให้ทุกอย่าง เช่น การทำขนมไทยซึ่งหากศึกษากันจริงๆ ไม่ยากเลย ส่วนผสมมีแค่แป้ง ไข่ น้ำตาล แต่สามารถสร้างสรรค์ออกมาเป็นขนมไทยได้สารพัดชนิด”
ทุกถ้อยคำของพลศักดิ์ ล้วนถ่ายทอดให้เห็นถึงความตั้งใจ ทุ่มเท ในเจตนารมณ์ที่จะสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมไทย เพื่อต้องการประกาศให้โลกรู้ว่า บรรพบุรุษไทยก็มีดี ชนิดที่ลูกหลานไทยหรือใคร ไม่ควรมองข้าม
