ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/248076
วันศุกร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
2475…
13…12
19+1…
“ตัวเลข” ข้างต้น สำหรับแวดวงการเมืองไทยแล้วถือเป็นที่คุ้นชินอย่างดี ไล่ตั้งแต่ “2475” ที่“คณะราษฎร” เข้าเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2475 จากนั้นปีเดียวกัน วันที่ 10 ธ.ค. 2475 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว “รัชกาลที่ 7” ทรงพระราชทาน “รัฐธรรมนูญ” ฉบับเป็นทางการ แทนฉบับชั่วคราวที่คณะราษฎรใช้มาหลายเดือน และนั่นถือเป็นจุดเริ่มต้นการเข้าสู่…
“โลกใหม่” ทางการเมืองของสังคมไทย!!!
ทว่า…กว่า 8 ทศวรรษของการนำการเมืองไทยเข้าสู่ความเป็น “รัฐสมัยใหม่” ตามหลักสากลโลก “ไม่เคยราบรื่น” ดังจะเห็นว่ามีการ “ยึดอำนาจ” หรือภาษาทางวิชาการคือ “รัฐประหาร” (coup d’état)รวมแล้ว “13 ครั้ง” ในจำนวนนี้ แบ่งเป็น การยึดอำนาจรัฐบาลก่อนหน้า 11 ครั้ง รัฐประหารตนเอง 2 ครั้งครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อ 22 พ.ค.2557 โดย…

“คณะรักษาความสงบแห่งชาติ” (คสช.)!!!
นอกจากนี้ ในห้วงสมัยแห่งการปกครองด้วยรัฐธรรมนูญ หลายครั้งยังมีผู้พยายามก่อเหตุยึดอำนาจ แต่ไม่สำเร็จ กลายเป็น “กบฏ” ถึง “12 ครั้ง” แล้วก็เป็นธรรมเนียมที่เมื่อมีการรัฐประหารยึดอำนาจ ย่อมต้องมีการ “ยกเลิก” รัฐธรรมนูญเดิม แล้วใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวไปพลางก่อน จนกว่ารัฐธรรมนูญฉบับทางการที่คณะผู้ยึดอำนาจในขณะนั้นแต่งตั้งจะร่างแล้วเสร็จที่ผ่านมาเราจึงมีรัฐธรรมนูญทั้งฉบับชั่วคราวและฉบับเป็นทางการถึง “19 ฉบับ” และกำลังจะมี “ฉบับที่ 20”ในอีกไม่นานนี้ จนมีผู้กล่าวว่าไทยใช้รัฐธรรมนูญ “เปลือง” ที่สุดในโลก

เมื่อไปดู “วงจร” ของการเมืองไทย…
จากเลือกตั้งไปสู่รัฐประหาร…จากรัฐประหารกลับสู่การเลือกตั้ง…
จะเห็นความ “ซ้ำรอย” ประการหนึ่ง นั่นคือเมื่อมีฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านจากการเลือกตั้ง ฟากรัฐบาลมักตกเป็นข่าวกรณี “ทุจริต-ใช้อำนาจโดยมิชอบ”เอื้อประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้องอย่างมโหฬารบางยุคถูกตั้งฉายาว่า…
“บุฟเฟต์คาบิเน็ต”…
บางยุคถูกขนานนามว่า “โกงจนชิน…กินจนเป็นกิจวัตร”…
ขณะที่พรรคฝ่ายค้านถูกวิพากษ์วิจารณ์เช่นกันว่า “ค้านทุกเรื่อง…ประท้วงทุกอย่าง” ทำทุกวิถีทางให้ฝ่ายรัฐบาลเสียคะแนนเสียงมากกว่าจะค้านแบบสมเหตุสมผล

แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ “กองทัพ” เข้าควบคุมอำนาจ รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารมักถูกตั้งข้อสังเกตเสมอว่า “ไม่เข้าใจชีวิตจริงของประชาชน” นโยบายหลายอย่างแม้จะมีเจตนาดี แต่เมื่อทำจริงกลับส่งผลกระทบถึง“รากหญ้า” อาทิ การจัดระเบียบที่ใช้วิธี “กวาดล้าง” ไม่แยกให้ชัดว่าเป็นชาวบ้านธรรมดาหรือผู้มีอิทธิพล เช่นเดียวกับโครงการขนาดใหญ่ ที่ไม่ค่อยเปิดโอกาสให้ “ภาคประชาสังคม” ได้แสดงความคิดเห็น เพราะกลัวมีการเมือง “แอบแฝง” การคัดค้านถูก “ห้าม” แม้จะเป็นความเดือดร้อนของประชาชนจริงๆก็ตาม
ไม่เพียงเท่านั้น สังคมไทยยังเต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำ “รวยกระจุก-จนกระจาย” ซึ่งอาจเป็น “รากเหง้า”ของปัญหาการทุจริตในสังคมไทย ดังที่นักวิชาการจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) อย่าง “ดร.สมชัย จิตสุชน” เคยตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ความเหลื่อมล้ำได้ทำให้คนไทย 2 กลุ่มมี “วิธีคิด” ต่างกัน คือ…
ด้านหนึ่ง “ชนชั้นกลางหันหลังให้รัฐ” ดิ้นรนด้วยตนเองผ่านสินค้าและบริการของภาคเอกชน เพราะมองว่ากลไกภาครัฐไม่สามารถคุ้มครองดูแลชีวิตของตนได้
อีกด้านหนึ่ง “ชนชั้นล่างยอมจำนนต่อการทุจริต” เพราะมีต้นทุนชีวิตต่ำ มีทางเลือกน้อย ยังต้องพึ่งพาบริการของรัฐ จึงรับได้กับแนวคิดแบบ “โกงบ้างช่างมัน ขอให้มีผลงาน” ซึ่งเป็นปมหนึ่งของวิกฤติความขัดแย้งหนล่าสุด และลำพังแค่มีการเลือกตั้งอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่ต้อง “ลดช่องว่าง” ฐานะทางเศรษฐกิจด้วย

วิกฤติต่างๆ เหล่านี้กลายเป็นสาระสำคัญของ “(ว่าที่) รัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ที่คณะกรรมการร่าง (กรธ.) ได้บัญญัติไว้ว่าต้องดำเนินการ “ปฏิรูปประเทศไทย” และถือเป็นหน้าที่ของรัฐบาลชุดต่อๆ ไป
ดังที่ “ศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ” อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) กล่าวในเวทีเสวนา “ชีวิตคนไทยภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เมื่อเร็วๆ นี้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้เป็น“ฉบับแรก” ที่ระบุกลไกปฏิรูปประเทศชัดเจน ซึ่งมาจาก “เสียงเรียกร้อง” ของประชาชนคนไทย…
ถามว่าปฏิรูปยากหรือไม่.???
“ยากมาก เคยมีการเรียกร้องหลายครั้ง แต่ไม่เคยเกิด แต่ถ้าไม่ปฏิรูปประเทศไทยจะลำบาก นี่จึงเป็นประเด็นใหญ่ เป็นกระบวนการบังคับให้ต้องปฏิรูปประเทศ มาจากเจตนารมณ์ของประชาชนที่เรียกร้อง แต่มันก็เชื่อมกลับไปที่ประชาชนต้องเข้ามามีส่วนในกระบวนการปฏิรูป” ศ.ดร.บรรเจิด ระบุ
โดยเฉพาะ “เงื่อนไขพิเศษ” ที่รัฐธรรมนูญนี้เขียนไว้ กรณี “5 ปีแรก” ของการประกาศใช้ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ส่วนใหญ่จะมาจากการสรรหาของ คสช. อีกทั้ง สว. แม้จะไม่มีสิทธิ์เสนอชื่อนายกรัฐมนตรี แต่ยังเป็นผู้ร่วมเลือกนายกฯ และยังกำหนดให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องรายงานความคืบหน้าการปฏิรูปทุกๆ 3 เดือนด้วย
“คำนูณ สิทธิสมาน” สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวถึงเรื่องนี้ว่าร่างรัฐธรรมนูญใหม่ “หมวด 16” กำหนดให้รัฐบาลมีหน้าที่ปฏิรูปประเทศ 7 ด้าน คือ 1.การเมือง 2.การบริหารราชการแผ่นดิน 3.กฎหมาย 4.กระบวนการยุติธรรม 5.การศึกษา 6.เศรษฐกิจ และ 7.ด้านอื่นๆที่เกี่ยวข้องอีกทั้งต้องมี “กฎหมายลูก” ออกตามอำนาจของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ภายใน 120 วัน หลังประกาศใช้เพื่อรองรับกระบวนการปฏิรูปด้วย จึงเชื่อว่าอนาคต…

สังคมไทยต้อง “ดีขึ้น” แน่นอน!!!
แต่อีกมุมหนึ่ง…การกำหนดให้ทุกรัฐบาลต้องปฏิรูปตามแนวทางดังกล่าว ผ่านกลไกต่างๆ ทั้ง สว.โดย คสช. ที่ตามรัฐธรรมนูญแล้ว สว. จะทำหน้าที่สรรหาผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระมา “ควบคุม” ฝ่ายบริหาร รัฐบาลต่อๆไปจะมี “อิสระ” ในการตัดสินใจทำนโยบายต่างๆมากน้อยเพียงใด.???
“พงศ์เทพ เทพกาญจนา” อดีตรองนายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรคเพื่อไทย ตั้งข้อสังเกตถึง “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” ที่เชื่อว่าจะกลายเป็นแนวทางการปฏิรูปตามรัฐธรรมนูญ จะทำได้จริงหรือไม่.??? โดยเปรียบเทียบกับ “แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
แห่งชาติ” ที่กว่าจะออกมาได้ต้องค้นคว้า ระดมความคิดเห็นขนานใหญ่ แต่ใช้เพียง “5 ปี” เพราะอนาคตเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก ยิ่งไกลออกไปเท่าไร โอกาส “ทำนายคลาดเคลื่อน” ยิ่งสูง
“แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ผมยังคิดไม่ออกว่าหน้าตาจะเป็นอย่างไร แล้วแผนนี้จะทำให้รัฐบาลที่ประชาชนให้อำนาจมา แทนที่จะทุ่มเททำในเรื่องอื่นได้ ทรัพยากรที่มีจำกัดอาจถูกบีบเข้ามาทำตามแผนยุทธศาสตร์ บางอย่างเป็นผลดีก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเป็นสิ่งที่ไม่ควรเอามาใช้ ก็น่าเสียดายที่จะต้องมาเสียทรัพยากรไปในเรื่องตรงนี้” แกนนำพรรคการเมืองดังฝากทิ้งท้าย

ทว่า…แม้รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ในหลายแง่มุม แต่ถึงกระนั้นก็ผ่าน “ประชามติ” เป็นที่เรียบร้อย คาดว่าจะมีการประกาศใช้ในเร็วๆ นี้ ซึ่ง “โรดแมป คสช.” หลังมีรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องจะนำไปสู่การ “เลือกตั้ง” ตามกลไกประชาธิปไตย
ท้ายที่สุดแล้ว “รัฐธรรมนูญ” ฉบับนี้จะเป็น “ฉบับถาวร” ใช้กันไปอย่างยาวนาน เพราะประเทศไทย “ดีขึ้นอย่างมาก” ช่องว่างคนรวย-คนจนลดลง การเมืองสุจริตโปร่งใส ความแตกแยกยุติ “สังคมปกติ มีความสุขดี” จนไม่เข้าสู่วงจรเดิมๆ อีกหรือไม่.???
หรือจะกลายเป็น “ชนวน” ความขัดแย้งครั้งใหม่ในอนาคต.???
“เวลา” จะเป็นเครื่องพิสูจน์!!!
