ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/248880
วันศุกร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
“ดีเจเกียร์ R”, “ไม่ใส่เสื้อดำ”, “หมิ่นคนอีสาน”, “#กราบรถกู”…ฯลฯ
วลีเหล่านี้เพียงเป็น “เศษเสี้ยว” ของเรื่องราวที่เกิดขึ้นใน “สังคมออนไลน์” ของไทย ตามมาซึ่งกระแส “ดราม่า” มีการวิพากษ์วิจารณ์ภาพ-คลิปต่างๆ อย่าง “ดุเดือด” โดยเฉพาะกับผู้ที่ทำอะไรไม่ควร ทั้งในแง่ “กฎหมาย” หรือ “บรรทัดฐานทางสังคม”
ทว่า…หลายเรื่องราวไม่ได้จบแค่เพียงการวิพากษ์วิจารณ์เท่านั้น แต่ยัง “ลาม” ไปเป็นการ “ขุดคุ้ย” ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ที่ทำผิด รวมถึงบุคคลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเจ้าตัวมาเปิดเผย นำไปสู่การ “คุกคาม-ก่อกวน” โดยบอกว่านี่คือสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เพราะเป็นการ “กำจัดคนชั่ว-พิทักษ์ความดี”กลายเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า…

“ล่าแม่มด”!!!
“ผศ.พิจิตรา สึคาโมโต้” อาจารย์ภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่กล่าวในเวทีเสวนา “ศาลเตี้ยออนไลน์ : คนโพสต์จ่อคุก..เหยื่อทุกข์ระทม” จัดโดยสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ว่า เนื้อหาต่างๆที่ปรากฏบนสื่อออนไลน์มักจะเป็นประเภท“ความเห็น-อารมณ์” มากกว่าจะเป็นเรื่อง “เหตุผล-ข้อเท็จจริง”
นอกจากนี้ ด้วยลักษณะเฉพาะตัวของสื่อออนไลน์ ที่ผู้ใช้งาน “ไม่ต้องเปิดเผยตัวตน” แม้บางเว็บไซต์ต้องสมัครสมาชิก หรือยื่นเอกสารทางราชการเพื่อยืนยันตัวตน แต่เมื่อแสดงความคิดเห็นก็ไม่ต้อง “แสดงชื่อ-นามสกุล” ให้ใครรู้ ทำให้ผู้ใช้งานไม่เกรงใจ “ระบายอารมณ์” ได้แบบ“จัดหนัก-จัดเต็ม-ใส่ไม่ยั้ง”
“สังคมออนไลน์กลายเป็นที่ระบายของผู้คน เก็บกดมาจากไหนก็มาที่นี่ ฉันมีคุณธรรมและศีลธรรมเหนือกว่าผู้เป็นเหยื่อก็มาระบายใส่ แล้วสื่ออินเตอร์เนตไม่จำเป็นต้องโชว์ตัวตนเขาก็ใส่เต็มที่ บวกกับความเป็นโลกออนไลน์เขารู้สึกว่ามีพวกที่จะรุมคนคนหนึ่งโดยไม่ต้องเปิดเผยหน้าตา อันนี้ก็เป็นศาลเตี้ย ฆ่าคนที่เป็นเหยื่อโดยไม่ต้องรู้จักหน้าตา” ผศ.พิจิตรา อธิบาย

ที่ผ่านมาเมื่อเกิดกรณีนำข้อมูลส่วนบุคคลมา “ประจาน” บนโลกออนไลน์ มักมีข้อถกเถียงเสมอว่า “ทำได้หรือไม่?” ระหว่างฝ่ายที่เชื่อว่า “ทำได้” เพราะเผยแพร่ “ข้อมูลจริง” ไม่น่าเข้าข่ายหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา และตามกฎหมายความผิดทางคอมพิวเตอร์ กับอีกฝ่ายที่ชี้ว่าทำไม่ได้ เพราะกรณีหมิ่นประมาท “แม้เป็นข้อมูลจริงแต่ไม่สมควรเผยแพร่ก็มีความผิด”หากการเผยแพร่นั้นทำให้ผู้ถูกพาดพิงได้รับความเสียหาย
ในแง่กฎหมาย…“ว่าที่ พ.ต.สมบัติวงศ์กำแหง” อุปนายกฝ่ายบริหารและผู้อำนวยการสำนักฝึกอบรมวิชาว่าความ สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ระบุว่า ที่ผ่านมาผู้กระทำพฤติกรรมดังกล่าวมักอ้างว่าการโพสต์ข้อความนี้ เป็นข้อมูลจริง และไม่มีส่วนใดของข้อความที่“ยุยงส่งเสริม” ให้ผู้ใดไปก่อความเดือดร้อนรำคาญให้บุคคลที่ถูกนำข้อมูลมาเปิดเผย แต่ในความเป็นจริง ตามกฎหมายจะดู “เจตนา” เป็นสำคัญโดยประกอบกับข้อเท็จจริง ที่เกี่ยวข้อง อาทิ เหตุจูงใจก่อนหน้าที่ทำให้โพสต์ข้อมูล และเหตุอันคาดว่าจะเกิดขึ้นได้หลังจากโพสต์ข้อมูลนั้นไปแล้ว
อุปนายกฝ่ายบริหาร สภาทนายความฯ กล่าวย้ำว่า เรื่องของเจตนาสามารถพิสูจน์ได้ เช่น หากทนายความไปว่าความให้ฝ่ายหนึ่งจนชนะ แล้วฝ่ายที่แพ้คดีนำข้อมูลส่วนบุคคลบางอย่างของทนายความหรือ“คู่ความ” ฝ่ายที่ชนะมาเผยแพร่บนโลกออนไลน์ จนนำไปสู่การข่มขู่คุกคาม ก่อความเดือดร้อนรำคาญ ตาม “ไล่ล่า” ไปถึงบ้าน หรือที่ทำงาน การโพสต์ข้อมูลดังกล่าวอาจชี้ได้ว่าผู้โพสต์“มีเจตนาไม่ประสงค์ดี”

“คนที่ไปล้อมหน้าบ้าน โทรศัพท์เข้าไปในบ้านตลอดเวลา ไม่ต้องหลับต้องนอน โทร.มาหัวเราะแล้ววางหูอีก 10 นาที โทร.มาใหม่ สิ่งที่เขาทำถือว่าละเมิดสิทธิส่วนบุคคล มาล้อมกรอบ ผิดต่อเสรีภาพ เป็นการข่มขืนใจให้กระทำหรือไม่กระทำการใด ดังนั้นการไปยุยงส่งเสริมเขาทำ ท่านเป็นตัวผู้ก่อให้เขากระทำผิด เอาอาญาเข้าไปจับได้ ท่านอาจต้องรับโทษเหมือนคนที่ไปล้อมกรอบ” ว่าที่ พ.ต.สมบัติ กล่าว
ขณะที่ “ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล”อาจารย์สาขาการสอนสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในเวทีเสวนา “Witch-Hunting ประวัติศาสตร์ที่ไม่มีวันเลือนหาย” ว่า กรณีใน Social Media ของไทย เป็นความกลัวว่าระเบียบอันดีงามจะหายไป เรากลัวว่าเส้นแบ่งความถูกผิดจะหายไป อย่างเรื่องสาววัยรุ่นซิ่งรถจนมีผู้เสียชีวิต ก็มีการขุดคุ้ยข้อมูลและตัดสินกันอย่างรวดเร็ว โลกของ Social Media ทำให้คนมีปฏิกิริยา “ตอบโต้-ตัดสินเร็ว” เมื่อก่อนเราอาจรับข้อมูลจากการเล่าต่อๆ แต่ตอนนี้เราอยู่กับข้อมูลตลอดเวลา แต่กระแสก็ “ไปเร็ว มาไว”
“รากเหง้าของกระแสการลงโทษทางสังคมในสื่อออนไลน์ของไทย นั่นคือลึกๆ แล้วคนเรานั้นกลัวความไร้ระเบียบ ดังนั้น อะไรที่แตกต่างไปจากบรรทัดฐานของสังคม โดยเฉพาะประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับความดีความชั่ว ทำให้รู้สึกยอมรับไม่ได้ ต้องทำอะไรสักอย่าง นำไปสู่ความคิดที่ว่าสามารถใช้ความรุนแรงได้โดยไม่ผิด ไม่รู้สึกบาป” ผศ.อรรถพล กล่าว

ท้ายที่สุด…ชาวเนตไทยอาจต้องหันกลับมา “ตั้งสติ” กันใหม่ ซึ่ง “พรรณิการ์ วาณิช” พิธีกรผู้ดำเนินรายการประจำสถานีโทรทัศน์ Voice TV ฝากข้อคิดว่า วันนี้สังคมไทย “แยกไม่ออก” ระหว่าง “มาตรการทางสังคม” ที่หมายถึงการกระตุ้นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา กับการ “ล่าแม่มด” ที่ไปขุดประวัติผู้กระทำผิดมาประจาน ทำให้บ่อยครั้ง สังคมไทย “ล้ำเส้น” กลายเป็น…
“ศาลเตี้ย”!!!
เช่นเดียวกับ “กษิต ภิรมย์” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเคยผ่านยุคที่สังคมไทยหวาดกลัว“ผีคอมมิวนิสต์” เล่าว่า ยุคนั้นมีการกล่าวหาคนนั้นคนนี้เป็น “แนวร่วม” ฝักใฝ่ลัทธิสังคมนิยมอย่างแพร่หลาย แม้แต่บุคคลสำคัญระดับประเทศบางคน เมื่อครั้งอดีตยังเคยถูกโจมตีด้วยข้อหาดังกล่าวมาแล้ว ซึ่งไม่ต่างจากสารพัดดราม่าในปัจจุบัน ที่เต็มไปด้วยการ “จับผิด” กันและกัน
“สังคมไทยทุกวันนี้มันเป็นผู้พิพากษากันทุกคน มีเรื่องหน่อยก็โป้งไปเลย บอกนายนั่นนางนี่ผิด บ้านเมืองมีขื่อมีแป มีกระบวนการในการว่าใครผิดใครถูก แต่ที่สำคัญคือต้องมีเมตตา ไม่มีใครหรอกที่จะสมบูรณ์แบบไปทั้งหมด ก็มีจุดบกพร่องกันทั้งนั้น” อดีต รมว.ต่างประเทศ กล่าว
อดีต รมว.ต่างประเทศ ฝากทิ้งท้ายว่าสิ่งที่จะช่วย “คลี่คลาย” จึงอยู่ที่ 2 เรื่อง คือ 1.ใช้สติให้มากๆ สื่อออนไลน์มีลักษณะ “เร็ว-สั้น” และบ่อยครั้งไม่รู้ที่มาที่ไป ฉะนั้นต้องระมัดระวัง อย่ารีบตัดสินไปแล้วว่าต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ และ 2.เห็นใจกันให้มาก เพราะแต่ละคนย่อมมีเหตุผลในการกระทำ จึงควร “รับฟัง” กันและกัน หาไม่แล้วสังคมก็จะเต็มไปด้วย…
กระแสคลื่น “ความเกลียดชัง”!!!
