Star Retro : 2 ความฝันของสาวเสียงสวย ‘กรพินธุ์ พ่วงโพธิ์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/252452

วันอาทิตย์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ทุกคนต่างมีความฝัน แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถทำตามความฝันของตัวเองได้สำเร็จ เช่นเดียวกับ “กรพินธุ์ พ่วงโพธิ์” อดีตนักร้องสาวเสียงดีจากย่านลาดพร้าว เธอสามารถสานฝันของตัวเองให้เป็นจริงได้ ซึ่งมันไม่ใช่เพียงแค่หนึ่งความฝันเท่านั้น “สตาร์เรโทร” สัปดาห์นี้ขอนำอีกหนึ่งเรื่องราวที่พอจะเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายคน ได้มุ่งมั่นทำความฝันให้เป็นจริงของผู้หญิงมากความสามารถ “กรพินธุ์ พ่วงโพธิ์”

ตอนนี้ก็จับงานเยอะแยะเลยค่ะ เพิ่งกลับมารับละครอีกครั้งปิดกล้องไปแล้วเรื่องสุดร้ายสุดรัก ทางช่อง 3 แล้วก็เป็น Sales assistance manager ทำบริษัทเสื้อยูนิฟอร์ม เสื้อโปโล เสื้อเพนท์ลาย ใครที่สนใจจะมาสั่งทำก็ออเดอร์ได้ และก็มีทำฟรีแลนซ์เป็นไกด์พาคนไปเที่ยวญี่ปุ่น จับหลายอย่างค่ะ(หัวเราะ)

เข้าสู่วงการนักปั่น

ส่วนกิจกรรมที่ทำอยู่ประจำก็คือปั่นจักรยานค่ะเริ่มปั่นมาสองปีกว่า คือตอนแรกอยากปั่นเพื่อสุขภาพ เพราะว่าไปเช็คร่างกายแล้วคอเลสเตอรอลสูงเพื่อนของพี่เอก (เอก กฤษณาวารินทร์) เขาก็อาการเดียวกัน เขาหันมาปั่นจักรยานแล้วได้ผล เลยเป็นแรงบันดาลใจให้เราอยากจะมาปั่นจักรยาน ซึ่งพี่เอกเขาก็ปั่นมาก่อนหน้านั้นแล้วพินไม่ได้มีเวลาว่างมาสนใจตรงนี้นักเพราะว่าตอนนั้นก็เป็นแอร์อยู่ด้วยอยู่เมืองไทยก็ไม่กี่วัน แล้วพอหมดสัญญาก็ไม่ได้ต่อ เลยซื้อจักรยานเลย แต่ตอนแรกคิดว่าจะปั่นง่ายๆ ชิลๆไปเรื่อยๆ จินตนาการไว้ว่าเหมือนเราปั่นจักรยานแม่บ้านตอนเด็กๆ แบบว่าปั่นไปหาอะไรกินหรือว่าท่องเที่ยวธรรมดา แต่พอเอาเข้าจริงแล้วในก๊วนเพื่อนๆ ในทีมคือพาไปขึ้นเขาลงเขาทางยาวปั่นกันเป็นร้อยโลซึ่งมันไม่ใช่แล้วล่ะเราจะไม่ซ้อมก็ไม่ได้ด้วยนะ แรกๆ พอเจอเนินนิดเดียวก็จะลงเข็นจนไม่อยากไป แต่ว่าสุดท้ายแล้วมันก็มีงานที่เป็นแรงดึดดูดให้ซ้อมให้ขึ้นเขาให้ได้ คือเป็นงานของสายการบินโลว์ครอสแห่งนึงแต่ตอนนี้เขาได้ปิดตัวไปแล้ว คือเขามาติดต่อเพราะว่าเห็นพินบินญี่ปุ่นบ่อยๆ ก็อยากให้เราจัดเส้นทางปั่นจักรยานเพื่อขึ้นเขาฟูจิ ตอนนั้นก็อยากทำมากแต่เรายังขึ้นเนินไม่ได้ ณ ตอนนั้นก็เลยมุ่งมั่นฝึกซ้อมตั้งใจจะขึ้นเขาให้ได้ พอใจได้ร่างกายแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ ทริปเกิดล่มคือเขาปิดโครงการไปเลยเพราะเหมือนว่าต้นทุนไม่พอ เราก็เสียดายมากแต่ผลพลอยได้ก็คือทำให้เราเก่งขึ้นมีเป้าหมายชนะใจตัวเองไปอีกขั้นนึง แล้วสุขภาพเราก็ดีขึ้นคอเลสเตอรอลก็ลดลง ก็เลยติดใจเพื่อนในกลุ่มก็จะหาทริปต่างๆทุกเสาร์อาทิตย์ แก๊งของพินชื่อ ถุงเท้าชมพู Pink Soxส่วนมากเราจะจัดทริปกันทุกเสาร์อาทิตย์ไม่เคยอยู่บ้านกันเลย พี่เอกก็ไปด้วยกันค่ะ

สานความฝันให้เป็นจริง

เป็นแอร์อยู่ประมาณ 10 ปี บินไปบินมาญี่ปุ่นตลอด ที่สายการบินเจแปนแอร์ไลน์ ตอนเด็กพินมีความฝัน 2 อย่างคือเป็นนักร้องแล้วก็เป็นแอร์โฮสเตส แต่ว่าตอนแรกเจ็บปวดมากกับการที่จะเลิกร้องเพลง เพราะว่าตอนนั้นร้องเพลงอยู่เกือบจะ 5 ปี พอสอบแอร์ได้ทางสายการบินเขาก็บอกว่าให้เลือกระหว่างร้องเพลงหรือว่าเป็นแอร์ ก็คิดในใจว่าไหนๆเราก็ได้ทำฝันแรกของเราสำเร็จแล้ว ถ้าเราเลือกร้องเพลงต่อเราก็จะไม่ได้สานฝันที่สองต่อก็เลยจำเป็นต้องตัดใจตรงร้องเพลงออกไป

ความประทับใจเมื่อครั้งเป็นแอร์โฮสเตส

ผู้โดยสารส่วนมากจะเป็นคนญี่ปุ่นเขาก็ไม่รู้จักเรา แต่ว่าจะมีผู้โดยสารที่เป็นคนไทยเข้าประเทศญี่ปุ่นที่แบบเอาใบเข้าประเทศมาให้เซ็นเป็นลายเซ็น (หัวเราะ) คือเขาก็จำเราได้ว่าเป็นนักร้อง ส่วนแอร์รุ่นพี่ๆ ก็มีแบบแซวและขอให้ร้องเพลงให้ฟังบ้าง สำหรับอาชีพนี้ให้ประสบการณ์เยอะมากคือตอนแรกเราก็นึกว่าแค่เสิร์ฟสวยๆ เดินออกมา แต่จริงๆ แล้วเหมือนว่าเราต้องเป็นทุกอาชีพอยู่ในตัว เป็นคนทำความสะอาดห้องน้ำ เป็นคนทำกับข้าว เป็นแม่ครัว เป็นพยาบาลเป็นหมอ เป็นตำรวจอยู่บนไฟล์ท คือจะมีหลายอาชีพอยู่ในแอร์หนึ่งคน ความอดทนเป็นเลิศมาก บางอย่างเราไม่ได้เป็นคนผิดก็ต้องก้มหัวขอโทษ การที่เราทำอะไรแล้วผู้โดยสารชมหรือชอบเราก็รู้สึกว่ามีความสุขทุกไฟล์ทแล้วค่ะ แต่ถ้าบางไฟล์ทเกิดเหตุอะไรนิดๆ หน่อยๆ หรือแม้กระทั่งผู้โดยสารเสียชีวิตหรือเกือบจะ แต่ว่าเราไปช่วยเขาได้ การเป็นแอร์ครั้งนี้คือได้ประสบการณ์เยอะมากจริงๆค่ะ มันก็เป็นช่วงชีวิตที่ต่างกับการเป็นนักร้อง ที่เราให้ความสุขกับผู้ชมผู้ฟังแล้วทุกคนก็คอยดูแลเทคแคร์เรา แต่พอไปเป็นแอร์เราก็ต้องไปดูแลคนอื่น หลังจากนั้นก็ไม่ได้ต่อสัญญาการเป็นแอร์อีก ก็เหมือนเราถึงจุดอิ่มตัวแล้วล่ะ เพราะบินทีนึงก็ประมาณ 10-12 วัน เวลาให้ครอบครัวอาจจะน้อยแล้วคุณแม่ก็อายุเยอะ เวลาไปบินก็ห่วงท่านด้วยเลยตัดสินใจว่าพอแล้วดีกว่าก็เลยมาหาอะไรทำ โดยพี่คนนึงได้ชวนให้มาเป็นมัคคุเทศก์เราก็เลยยังได้เดินทางอยู่ได้บินเรื่อยๆ

ย้อนวันวานก่อนจะมาเป็นนักร้อง

ตั้งแต่จำความได้ก็ชอบร้องเพลงมาก (เน้นเสียง)ฝันจะเป็นนักร้องมาตั้งแต่เด็กๆ ชอบร้องเพลงเหมือนคุณพ่อ และชอบเล่นดนตรี เวลาที่มีงานหรือว่ารวมญาติกันก็จะจับไมค์ร้องเพลงตลอด คือจำความได้ก็ร้องเพลงแล้วและก็ฟังกรอกหูมาเรื่อยๆ ส่วนมากพ่อก็จะเปิดแต่เพลงเก่าๆ ให้ฟังดังนั้นเพลงที่พินร้องก็เลยจะเป็นเพลงของสุนทราภรณ์ คือตอนนี้ถ้าเปิดคาราโอเกะมาเพลงเก่าน่ะสู้ตาย (หัวเราะ) ไม่ได้ร้องแต่สตริง แต่ร้องลูกกรุง ลูกทุ่งก็ได้ คือมาหัดร้องลูกทุ่งตอนประกวดไทยแลนด์โค้กมิวสิคอวอร์ด ตอนที่อยู่มหาวิทยาลัยซึ่งเป็นเพลงบังคับ ก็มีพี่ที่เขาเรียกเอกวอยซ์ขับร้องไทยมาช่วยสอนให้ ทำให้รู้สึกว่าเพลงลูกทุ่งเป็นเพลงที่มีเสน่ห์มากนะคะแล้วก็ท้าทายในการเอื้อน สนุกที่ได้เรียนรู้ พินเรียนร้องเพลงเรียนดนตรีตั้งแต่เด็กแล้วค่ะ เช้ามาก็ซ้อมอยู่ในวงดุริยางค์ ชีวิตไม่เคยห่างจากดนตรีเลย ม.ปลายก็เป็นนักร้องของโรงเรียน แล้วมาปี 1 มศว ประสานมิตร ก็เรียนเกี่ยวกับดนตรีโดยเฉพาะเลย

มากับดวง

เริ่มประกวดตั้งแต่ปี 3 แต่ว่ายังไม่ได้แชมป์ ปี 4 ก็ประกวดอีกก็ได้ หลังจากนั้นก็ส่งเทปไปตามค่ายต่างๆ แต่ว่าเขาก็ไม่ได้เรียกนะรอนานเหมือนกัน (ค่ายเพลงในฝัน ?) สมัยก่อนก็จะมีแค่ 2 ค่ายใหญ่ๆ ที่ทุกคนอยากจะเข้าไปนะคะ คือแกรมมี่กับอาร์เอส ก็ไปทุกที่แม้แต่ค่ายเล็กๆ คือค่ายไหนก็ได้แต่ว่าพอถึงเวลาจริงๆ ทางอาร์เอสเรียกไปก่อนจำได้ว่าตอนนั้นร้องเพลงของโมเม (หัวเราะ) จริงๆ ส่งไปหลายรอบมาก แล้วจะเรียกว่าเป็นดวงของเราก็ว่าได้ คือเห็นพี่ที่อยู่ข้างในบอกว่าเทปที่พินส่งไปเขาทิ้งไปในลังอันนึง แล้วมีพี่โปรดิวเซอร์คนนึงเขามานั่งที่โต๊ะนั้นก็ไม่รู้จะทำอะไรเลยหยิบเทปมาฟังเล่น ซึ่งเป็นม้วนที่พินร้องพอดี มันเหมือนเป็นจังหวะที่เขาอยากจะทำเพลงแนวนี้คือเป็นเพลงฟังสมัยก่อนอาร์เอสจะไม่ค่อยมี จากนั้นเขาก็เลยติดต่อกลับมาว่าให้ไปเทสโดยตรงที่ห้องอัด ก็เลยเรียกว่าเป็นดวงมากๆ ที่พี่โปรดิวเซอร์หยิบเทปเราขึ้นมาจนในที่สุดก็ได้ทำอัลบั้ม เพลงแจ้งเกิดคือหลับทั้งน้ำตา จริงๆ น่ะชอบเต้นนะ (หัวเราะ) อยากออกเพลงแดนซ์เพลงเร็วแต่ว่ามันไม่ผ่าน มีคนเคยบอกว่าพินร้องเพลงสนุกแล้วมันไม่ค่อยสนุก เพราะว่าเสียงเราเหมาะสำหรับเพลงฟังมากกว่า เราก็เลยต้องยอมรับกับตรงนั้น แต่ถ้าไปสนุกกับเพื่อนก็แดนซ์เฮฮาไป

เสียงตอบรับจากแฟนเพลง

แอบโทร.ไปขอเพลงตัวเองทุกวันเลย (หัวเราะ) เรียกเรตติ้ง คือความฝันของเด็กคนนึงที่มันเป็นจริงขึ้นมาเราก็ตื่นเต้นมาก เพลงเราได้ออกวิทยุด้วยก็เลยโทร.กระหน่ำเลยค่ะขอทุกชั่วโมงดีเจ ส่วนกระแสจากแฟนเพลงก็ดีค่ะ มีแฟนคลับและเสียงตอบรับดีด้วย ไม่คิดว่าครั้งนึงในชีวิตจะมีช่วงระยะเวลาแบบนี้ ได้ทำอัลบั้มเดี่ยว 2 อัลบั้มและจะมีอัลบั้มพิเศษที่ร้องกับน้องเอิร์นแนนซี่ซึ่งอันนั้นฟินมากเพราะว่าได้เต้น คือเหมือนเราร้องเพลงคนเดียวมาตลอดแต่พอได้ออกเป็นกลุ่มแล้วไปคอนเสิร์ตไปงานด้วยกันก็สนุกมาก และได้ร้องเพลงประกอบละครซึ่งก็ชอบมากจนถึงทุกวันนี้ก็ยังชอบอยู่ (ได้ทำฝันแรกให้สำเร็จ?) อาจจะเหมือนว่าตัวเองชาติที่แล้วทำบุญมาดี เหมือนเราตั้งใจแล้วก็ได้ทำ แต่ว่าพอมานั่งนึกย้อนไปแต่ละฝันที่พินทำได้มันก็ไม่ได้มาง่ายๆ ก็ต้องผ่านคู่แข่งผ่านอะไรเยอะ มันเหมือนจังหวะชีวิต แต่ถ้าเป็นสมัยนี้พินอาจจะเป็นไม่ได้ก็ได้นะนักร้อง เพราะว่าทุกคนเสียงดีมาก นักร้องร้องเพลงเก่งมาก

ว่าด้วยเรื่องความรัก

เจอพี่เอกครั้งแรกตอนที่พินประกวดร้องเพลงค่ะ นัทมีเรียซิงกิ้งคอนเทส ที่แกรมมี่จัด พินก็ไปประกวดได้แชมป์มา แล้วพี่เอกก็เป็นพิธีกรรายการสนุกจันทร์บิ๊กฟันมันเดย์ สมัยก่อนออนแอร์อยู่ที่ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต แล้วทางรายการเขาก็ติดต่อให้แชมป์ไปโชว์ที่รายการที่พี่เอกเป็นพิธีกร เลยได้รู้จักกัน (รู้จักก่อนที่จะเป็นศิลปิน?) ใช่ค่ะตอนนั้นเราก็เป็นเด็กกะโปโล ชอบประกวดร้องเพลงซึ่งยังไม่ได้อะไรแค่สวัสดีทักทายกันทำงานเสร็จต่างคนต่างกลับบ้าน จนมาอีกครั้งรายการเดิมก็ติดต่อให้ไปออกรายการอีก ก็เลยได้เจอพี่เอกอีกครั้ง เขาก็ทักทายและชมว่าร้องเพลงเพราะ แล้วทีมงานก็มาบอกว่าพี่เอกขอเบอร์โทรศัพท์คือแบบแอบชอบ เราก็จริงเหรอด้วยความที่เราก็ไม่ได้ฟังวิทยุก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นดีเจที่มีชื่อเสียง แต่เพื่อนที่ไปด้วยก็สะกิดบอกเราก็แอบเชยนะ หลังจากนั้นก็เลยคุยกันมาเรื่อยๆ จนกระทั่งเรามาเป็นศิลปิน (ค่ายไม่เป็นอุปสรรค?) สมัยก่อนเขาก็ไม่เปิดตัวกันนะทางค่ายก็ไม่อยากให้มีข่าวคราวเรื่องความรัก เหมือนกับว่าสมัยก่อนศิลปินหญิงในค่ายก็จะไม่เยอะด้วย ก็เลยต้องระมัดระวังตัววางตัวกันนิดนึง ถ้าเจอพี่เอกก็คือจะมาทานข้าวกันที่บ้านมาเจอคุณแม่ด้วย ข้างนอกนี่คือไม่ได้เจอกันเลย ส่วนมากก็จะชวนมาที่บ้านมานั่งเล่นมากินข้าวกัน อึดอัดบ้างเหมือนกันแต่ว่ามันก็อยู่ในระดับที่รับได้เพราะว่าต่างคนก็ต่างมีงานของตัวเอง แล้วโชคดีที่ว่าพี่เอกก็มีมุมส่วนตัวของเขา เราก็มีมุมส่วนตัวของเรา ไม่ได้ติดกันตลอดเวลาหรือว่าต้องโทร.จิกโทร.หากัน ต่างคนต่างทำงาน ให้เวลาซึ่งกันและกันไป

เส้นทางความรักที่ยาวนาน

คบกันประมาณ 13-14 ปี ถึงแต่งงานกัน นานมากจนมาเป็นแอร์แล้ว ก็คิดว่าถึงเวลาแล้วแหละ คือเขาขอแล้วแต่ว่าพินไม่พร้อมตลอด คือตัวเองเป็นคนที่บ้ากิจกรรมมาก คงจะแอบกลัวว่าถ้าแต่งงานไปแล้วจะไม่ได้ทำกิจกรรมมั้ง แต่ว่าสุดท้ายพอแต่งงานแล้วกิจกรรมเยอะขึ้นกว่าเดิม ชวนกันไปนู่นนี่ตลอด พี่เอกเป็นคนเสมอต้นเสมอปรายมากค่ะ ดูแลดีคอยเป็นห่วงเป็นใยตลอดไม่เคยที่จะเปลี่ยน เขาจริงใจเสมอมา แค่นี้ก็ซื้อใจเราไปแล้วแต่งงานเข้าปีที่ 5 แล้วค่ะก็แพลนว่าจะอยู่กันสองคนนี่แหละ ตั้งใจไม่มีคือพินก็คุยกับเพื่อนหลายๆ คนเขาก็คิดเหมือนกันว่าอยู่สองคนก็ดี ถ้าเรามีลูกมันก็ยิ่งมีห่วงเราไม่มั่นใจด้วยว่าเราจะเลี้ยงเขาได้ดีหรือเปล่า สังคมปัจจุบันก็อยู่ยากขึ้นทุกวัน อยู่สองคนเราก็แฮปปี้มีความสุขแล้วเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์ด้วยกันสองคนแล้ว ชอบไปปั่นจักรยานและแข่งไตรกีฬากัน

หวนคืนจอแก้วอีกครั้ง

ได้กลับมาเล่นละครอีกครั้งเรื่องสุดร้ายสุดรัก เป็นละครครอบครัวที่ใช้เสียงเพลงเป็นสื่อกลางในการเชื่อมความสัมพันธ์ เมื่อก่อนก็ได้เล่นละครหลายเรื่องเหมือนกันนะ สู่ฝันตะบันแข้ง อลวนคนไร่ส้ม และเรื่องศึกรบศึกรัก สนุกมากช่วงชีวิตช่วงนั้นสนุกสุดๆ พอพักจากการออกอัลบั้มก็มาเล่นละคร ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งงานที่ชอบมากค่ะ มันเหมือนเราได้แสดงบทบาทอื่นที่ชีวิตจริงไม่เคยทำหรือว่าได้ทำอะไรที่ไม่ใช่เป็นตัวตนเรา แล้วก็ทิ้งงานละครไปนานเลย คราวนี้ก็กลับมาซึ่งเป็นละครของพี่บอย โกสิยพงษ์ กลับมาในบทแม่ (หัวเราะ) เป็นแม่น้องบัว วันศิริ นางเอก ซึ่งไม่อินเลยเพราะว่าด้วยประสบการณ์ในการเป็นแม่ของเราก็ยังไม่มี แต่ว่าบทอะไรก็ได้อยากเล่นเราก็พยายามให้อินที่สุดแล้วนะ เวลาเล่นผู้กำกับจะคอยบอกว่าพี่พินๆ มันดูเหมือนเพื่อนเกินไป ต้องกดเสียงให้ใหญ่ขึ้นแล้วก็ช่วยในเรื่องการแต่งหน้าทำผม ถ้าเกิดว่ามีช่องหรือว่าผู้จัดติดต่อเข้ามาก็อยากเล่นละครอีกค่ะบทอะไรก็ได้ เพราะว่าชอบอยากเล่นจริงๆ ก็จะพยายามให้เต็มที่ที่สุด ส่วนงานเพลงก็จะร้องเล่นๆ ตามงานแต่งงานเพื่อนหรือว่าไปร้องคาราโอเกะกัน ถ้าเป็นแบบจริงจังออกอัลบั้มเลยนั้นยังไม่มีค่ะ แต่ว่าก็ยังมีใจรักในการร้องเพลงอยู่นะคะขับรถไปก็ยังร้องเล่นไป

ผู้จัดท่านใดสนใจสามารถเรียกใช้บริการเธอกันได้ ส่วนแฟนเพลงที่รอฟังเพลงเพราะๆ จากสาวเสียงดีคนนี้ เห็นทีว่าจะต้องฟังงานเพลงเก่าๆ ของเธอรอกันไปพลางๆ ก่อนแล้วละค่ะ และนี่ก็คือ“กรพินธุ์ พ่วงโพธิ์”

กุหลาบสีเงิน

Leave a comment