ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ม.ค. 2560 05:30
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/834597


บารัค โอบามา ตอนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี ปีแรก ในปี 2552
8 ปีผ่านไป รอยยิ้มกว้าง ดวงตาเป็นประกายมุ่งมั่น ซึ่งเราเคยเห็นตอน โอบามากล่าวสุนทรพจน์หลังรับตำแหน่ง กลับปลี่ยนเป็นได้เห็น ‘น้ำตาลูกผู้ชาย’ ในวัย 55 ปี ขณะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ครั้งสุดท้าย อำลาตำแหน่งประธานาธิบดี ที่นครชิคาโก เมื่อ 10 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งอาจช่วยทำให้ชาวอเมริกันที่ไม่ค่อยปลื้มโอบามา เท่าใดนัก พอจะเห็นใจและเข้าใจได้ว่า ภาระอันหนักอึ้งที่เขาแบกไว้บนสองบ่า ในฐานะผู้นำชาติมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกนั้น มันหนักหนาสาหัสเพียงใด
อย่างไรก็ตาม สำหรับบนสังเวียนทางการเมือง ที่แข่งขันต่อสู้กันดุเดือด ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะระหว่างสองพรรคใหญ่ เดโมแครต ที่คราวนี้ ต้องสูญเสียตำแหน่งประธานาธิบดีให้กับ โดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนของพรรครีพับลิกันไปนั้น อาจเป็นเครื่องสะท้อน อีกด้านหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า ชาวอเมริกันมองรัฐบาลโอบามาเป็นเช่นใด!
*‘โอบามาแคร์’…ความสำเร็จ รบ.โอบามา
ก่อนจะพูดถึงความล้มเหลว ในยุครัฐบาลโอบามา ที่ชาวอเมริกันเกินครึ่งไม่ให้ผ่าน..คงต้องขอกล่าวถึงความสำเร็จในรัฐบาลโอบามา ที่น่าจะได้ใจชาวอเมริกันกันเสียก่อน และความสำเร็จที่สมควรได้รับการยกย่องมากที่สุดของ รบ.โอบามา ก็คือ การผลักดันกฎหมายปฏิรูประบบสาธารณสุขครั้งใหญ่สุดของสหรัฐฯ นั่นคือ โครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้แก่ชาวอเมริกันกว่า 40 ล้านคนที่ยังไม่มีประกันสุขภาพ ท่ามกลางค่ารักษาพยาบาลยามป่วยเจ็บไข้ที่สูงลิ่ว
‘โอบามาแคร์’ เป็นชื่อเรียกที่เข้าใจกันดีว่ากฎหมาย The Patient Protection and Affordable Care Act หรือ ACA นับเป็นความสำเร็จของ รบ.โอบามา ที่สามารถผลักดันจนผ่านวุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ได้สำเร็จตั้งแต่ปี 2553 แต่ถูกกลุ่มคนหัวอนุรักษนิยมในพรรครีพับลิกัน และนายมิตต์ รอมนีย์ คู่แข่งชิงประธานาธิบดีกับโอบามา หาทางยกเลิกกฎหมายให้ถึงท่ีสุด เพราะมองว่าเข้ามาลิดรอนสิทธิเสรีภาพของชาวอเมริกันในการตัดสินใจซื้อประกันสุขภาพ

ก่อนที่ต่อมา รบ.โอบามาจะเฮลั่น เมื่อศาลฎีกาสหรัฐฯได้วินิจฉัยมีคำตัดสินกฏหมายประกันสุขภาพ ACA ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญอเมริกัน (คณะผู้พิพากษาโหวต 5 ใน 9 เสียง) ถึงแม้จะบังคับให้ประชาชนต้องซื้อประกันสุขภาพจากบริษัทเอกชนหรือรัฐบาลจริง แต่เป็นการบังคับที่ไม่ใช่การค้าขายแสวงหาผลกำไร จึงทำให้รัฐบาลโอบามาเดินหน้าทำตามกฎหมายให้มีผลบังคับใช้เมื่อปี 2557 หรือหลังจากโอบามาเป็นประธานาธิบดีมาแล้วถึง 6 ปี
‘โอบามาแคร์’ ช่วยให้ชาวอเมริกันหลายสิบล้านคนที่ไม่มีเงินซื้อกรมธรรม์ประกันสุขภาพจากบริษัทประกัน ได้รับการคุ้มครองด้านสุขภาพโดยถ้วนหน้า นอกเหนือจากประกันสุขภาพ ‘Medicare’(เมดิแคร์) ที่ดูแลเฉพาะผู้สูงอายุและคนพิการ รวมทั้ง ‘Medicaid’ (เมดิเคด) ที่ดูแลชาวอเมริกันที่ตกงาน โดยทั้งสองโครงการซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยยุคอดีตประธานาธิบดีลินดอน บี จอห์นสัน เมื่อ 50 ปีที่แล้วนั้น ไม่ครอบคลุมประชาชนหลายสิบล้านคนที่ไม่มีคุณสมบัติเข้าข่ายจะได้รับสวัสดิการนี้
กระนั้นก็ดี ความยากลำบากของรัฐบาลโอบามา ในโครงการ‘โอบามาแคร์’ ก็คือ การต้องต่อสู้กับโลกของความเป็นจริง นั่นคือ โครงการ‘โอบามาแคร์’นี้ ต้องใช้เงินงบประมาณจากภาครัฐมหาศาล จากการเก็บภาษีประกันสุขภาพเพิ่ม ทั้งเก็บจากภาษีเงินได้จากเงินเดือนค่าตอบแทน และภาษีเงินได้จากเงินลงทุน โดยเฉพาะคนรวย ที่ต้องจ่ายภาษีเพิ่มเพื่อนำมาช่วยคนจน โดยคาดว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า โครงการโอบามาแคร์จะสร้างภาระค่าใช้จ่ายให้แก่รัฐบาลถึง 350,000 ล้านดอลลาร์

ด้วยเหตุนี้ นอกเหนือจากนักการเมืองหัวอนุรักษ์จากพรรครีพับลิกันที่คัดค้านแบบสุดลิ่มทิ่มประตูแล้ว จึงมีฝ่ายชาวอเมริกันที่ต้องเสียภาษีเยอะขึ้นซึ่งมองว่าต้องมาอุ้มคนจน และบริษัทประกันที่ไม่พอใจกับโครงการโอบามาแคร์ โดยเฉพาะบริษัทประกันเจ้าใหญ่ ซึ่งที่ผ่านมา มีอำนาจกำหนดราคา บริการและขอบเขตสิทธิประโยชน์ของผู้ซื้อประกันคัดค้านอย่างหนัก เพราะฉะนั้น เมื่อโอบามาต้องก้าวลงจากตำแหน่งไปตามวาระ
ชาวอเมริกันคงต้องจับตากันแบบไม่กะพริบว่า รัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของทรัมป์จะหยุดหรือยกเลิกกฏหมาย ACA นี้ ตามที่ประกาศไว้ตอนหาเสียงหรือไม่?
* ช็อกยิ่งกว่า.. อเมริกันกว่าครึ่งกลับไม่ปลื้ม ‘โอบามาแคร์’
ขณะที่รัฐบาลโอบามา และทีมงานทำเนียบขาวปลื้มอกปลื้มใจที่สามารถผลักดันกฎหมาย ACA จนมีผลบังคับใช้เป็นรูปธรรม แต่ไม่น่าเชื่อว่า ผลลัพธ์ที่ออกมาเป็นรูปธรรมเช่นกัน เนื่องจากได้จากการสำรวจความเห็นของชาวอเมริกันโดยสำนักจัดทำโพลแห่งชาติ ‘InsideGov’ ออกมาว่า มีชาวอเมริกันถึง 55.5% ไม่พอใจโครงการ‘โอบามาแคร์’ ขณะที่ มีชาวอเมริกันพอใจ อยู่ที่ 42.5% และไม่ขอออกความเห็น 1 %
ส่วนสาเหตุที่ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย คือวิธีการที่ รัฐบาลโอบามาจัดการกับระบบประกันสุขภาพ และตอนนี้ ไม่น่าเชื่อ ที่‘โอบามาแคร์’ ยังคงไม่ได้รับการสนุนจากชาวอเมริกันเหมือนกับที่ควรจะเป็น

*ผลงานของโอบามา เกินครึ่ง ไม่ได้ใจชาวอเมริกัน
นอกจากนี้ ก่อนที่ประธานาธิบดีโอบามาจะพ้นวาระดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ 2 สมัยนั้น สำนักจัดทำโพลแห่งชาติ ยังได้ดำเนินการสำรวจติดตามความเห็นของชาวอเมริกัน ที่มีต่อนโยบาย 14 เรื่องของรัฐบาลโอบามา ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2557-มกราคม 2559 รวมทั้งเรื่องโอบามาแคร์ ปรากฏว่า ผลโพล ออกมา นโยบายส่วนใหญ่นั้น ชาวอเมริกันไม่พอใจ มากกว่า
อย่างเช่น นโยบายจัดการแก้ปัญหา การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ (Climate Change) มีชาวอเมริกันไม่พอใจ 47% พอใจ 45% และไม่มีความเห็น 8% โดยคนที่ไม่เห็นด้วย ได้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลโอบามา เก่ียวกับวิธีการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ รวมทั้งข้อเสนอในการแก้ปัญหาในเรื่องนี้ก็แพงเกินและดู‘เยอะ’เกินไป

* การทำงานของโอบามา ไม่พอใจเกินครึ่ง
ส่วนจากการสอบถามภาพรวมการทำงานของโอบามา ปรากฏว่า ผลโพลออกมาว่า มีคนไม่พอใจผลงานของโอบามา 50.2% และพอใจ 46.7% ไม่มีความเห็น 3.2% อย่างไรก็ตาม ภาพรวมการทำงานของโอบามา ที่มีชาวอเมริกันพอใจ 46.7% ก็ถือว่าสูงกว่าอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู.บุช ที่ตอนหมดวาระได้คะแนนอยู่ที่ 27% แต่คะแนนภาพรวมการทำงานของโอบามา ก็ยังตามหลังอดีตประธานาธิบดีบิลล์ คลินตัน และโรนัลด์ เรแกน
* ไม่พอใจมากกว่า : โอบามา บรรลุข้อตกลงเรื่องนิวเคลียร์กับอิหร่าน
รัฐบาลโอบามาสร้างประวัติศาสตร์ทางการเมือง บรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่านเมื่อปี 2558 โดยแลกเปลี่ยนด้วยการให้อิหร่านยับยั้งโครงการนิวเคลียร์เพื่อแลกกับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตกและสหรัฐฯนั้น โพลออกมาว่า 55.3% ไม่พอใจที่รัฐบาลโอบามาหันมาจับมือกับอิหร่าน ประเทศที่ชาวอเมริกันส่วนมาก รู้สึกไม่ไว้วางใจ

*การปราบปรามจัดการก่อการร้าย ยังไม่เข้าตา
ส่วนประเด็นสำคัญ นโยบายการปราบปรามการก่อการร้าย ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ของรัฐบาลสหรัฐฯ มาตั้งแต่ยุคอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู.บุช เมื่อเกิดเหตุวินาศกรรมช็อกโลก 9/11 กลุ่มก่อการร้ายอัลเคดาขับเครื่องบินพุ่งชนตึกเวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ในนครนิวยอร์ก และกระทรวงกลาโหม ก็ปรากฏว่า ชาวอเมริกันยังคงไม่พอใจวิธีแก้ปัญหาปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายของโอบามา ซึ่งยุคนี้ กลุ่มก่อการร้ายเบอร์หนึ่ง คือกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลามหรือไอซิส
เรียกว่า ถึงแม้โอบามาเคยพูดไว้ว่า ถ้าสหรัฐฯอนุญาตให้เขามีสิทธิเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 3 เขาคงชนะนั้น เมื่อถึงเวลานั้น จริงอาจไม่ใช่ ด้วยเหตุนี้ ชาวอเมริกันจึงได้ยิน คำพูดของโอบามา ในวันที่ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์อำลาตำแหน่ง ที่ขอบคุณมิเชล โอบามา ผู้ที่เป็นทั้งภริยา เป็นทั้งแม่ของลูก และเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดในห้วงเวลาที่เขาต้องแบกภาระหนักหนาที่สุดในชีวิตในฐานะผู้นำสหรัฐอเมริกามานานนับ 8 ปี กระทั่งถึงเวลาที่ต้องวางภาระนี้ลง…

