‘Green Heart’ บ้านหลังใหม่เพื่อเพื่อนสี่ขา เดินตามรอยพระราชดำริช่วยเหลือสุนัขจรจัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/249793

วันศุกร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

อินทรีอาสา และ แฟนเพจ I am Green Heart by INSEE

บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน)หรือปูนอินทรี ร่วมเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในนํ้าพระราชหฤทัยอันเปี่ยมด้วยความรักความเมตตาที่พระองค์ทรงมีต่อสุนัขจรจัด จัดกิจกรรม “Green Heartบ้านหลังใหม่เพื่อเพื่อนสี่ขา นำอินทรีอาสา และจิตอาสาจากแฟนเพจ I am Green Heart by INSEE พร้อมด้วยเหล่าเซเลบฯผู้รักสุนัข อาทิ จรสพรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา ศรัณย์ภัค เพ็ญชาติ และ สรศาสตร์ วิเศษสินธุ์ เจ้าของเพจ Gluta Story ร่วมปรับปรุงสภาพโรงเรือน ลานพักสุนัข อาบน้ำสุนัข พร้อมเชิญเหล่าสัตวแพทย์จากคณะสัตวแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล มาร่วมตรวจสุขภาพสุนัข ณ บ้านแสงตะวัน จังหวัดนครปฐม

นายภัทรดนัย อินทรพงษ์นุวัฒน์ ผู้อำนวยการสื่อสารองค์กร บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน)กล่าวว่า กิจกรรม “Green Heart บ้านหลังใหม่เพื่อเพื่อนสี่ขา” เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมโอกาส ให้กำลังใจคนดี ได้ทำดีต่อไป และหวังช่วยลดปัญหาสุนัขจรจัดให้กับสังคมไทย ด้วยการนำบุคคลผู้มีชื่อเสียงในสังคม ร่วมรณรงค์ให้คนเลี้ยงสุนัขอย่างมีความรับผิดชอบ ไม่ทิ้งขว้างเมื่อหมดรัก และส่งเสริมคนดีให้ทำดีต่อไป ซึ่งเราเลือกที่จะทำกับ “บ้านแสงตะวัน” สถานที่รับเลี้ยงสัตว์จรจัดของ คุณป้านิดาและคุณลุงสัญญา ที่รับเลี้ยงสุนัข แมว และสัตว์จรจัดอื่น ๆ กว่า 700 ชีวิต ด้วยทุนของตนเอง และจากการบริจาคของผู้มีจิตศรัทธา โรงเรือนพักอาศัยที่นี่ค่อนข้างจะทรุดโทรม และเมื่อเกิดน้ำท่วม สัตว์เหล่านี้ก็จะไม่มีที่อยู่ จึงได้ปรับปรุงสร้างโรงเรือนใหม่ และเทพื้นปูน สร้างอัฒจันทร์ เป็นลานพักผ่อนให้สัตว์เหล่านี้ใช้นอน เล่น และใช้หนีน้ำในยามจำเป็น

“เรายังรณรงค์ให้ร่วมบริจาคให้กับบ้านแสงตะวัน ผ่านแฟนเพจ I am Green Heart by INSEE แฟนเพจGluta Story และสื่อสังคมออนไลน์ของบุคคลผู้มีชื่อเสียงต่างๆ เพื่อสร้างกระแสให้ คนรับรู้ และมีการบริจาคช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดหวังว่าสิ่งที่เราทำจะช่วยจุดประกายให้ทุกคน ในสังคมช่วยกันมอบโอกาสแก่คนทำดีที่ขาดแคลนได้ทำดีกันต่อๆ ไปและทำให้ สังคมตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อชีวิต” ผู้บริหาร บมจ.ปูนซีเมนต์นครหลวง กล่าว

นางนิดา รสรื่น หรือ “ป้านิดา” เจ้าของบ้านแสงตะวัน เล่าถึงที่มาของบ้านแสงตะวันว่า เดิมทีย้ายมาจากตลิ่งชัน กรุงเทพฯ เมื่อ ปี พ.ศ.2554 จากที่มีสุนัขเพียงแค่ 100 ตัว วันเวลาผ่านมา ขณะนี้บ้านหลังนี้มีสุนัขและ แมว รวมกันถึงกว่า 700 ตัว โดยส่วนใหญ่ล้วนเป็นสุนัขที่เจ้าของนำมาทิ้งไว้ที่หน้าบ้าน และอีกส่วนก็เก็บมาเลี้ยงเอง เพราะบางตัวกำลังจะถูกแร่เนื้อทำเป็นอาหาร ก็ต้องเอาเงินไปแลกกับชีวิตสุนัขมา

“ปัญหาส่วนใหญ่ของบ้านเราคือไม่มีพื้นที่ให้สุนัขได้ออกมานั่งเล่นเนื่องจากมีพื้นที่ค่อนข้างจำกัดจึงทำให้สุนัขเครียดได้ อีกทั้งในแต่ละวันต้องใช้เงินถึง 3,000 บาทในการซื้ออาหารให้สัตว์เหล่านี้ มีหลายครั้งที่ต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาจ่ายค่าอาหาร และที่เจ็บปวดที่สุดอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าบ้านหลังนี้ก็จะถูกธนาคารยึดเนื่องจากติดจำนอง เพราะเอาที่ดินไปฝากไว้กับธนาคารเพื่อหาค่าใช้จ่ายค่าอาหารในแต่ละวันของสุนัข และแมว จึงอยากจะฝากกับคนรุ่นหลังทุกคนให้ช่วยกันดูแลสัตว์เร่ร่อนเหล่านี้แทนด้วย คิดเสียว่าพวกมันคือลูกหลานของทุกคนอีกคนหนึ่ง” ป้านิดาเปิดใจ

ขณะที่ ดร.นายสัตวแพทย์ศิวะพงษ์ สังข์ประดิษฐ์ อาจารย์ประจำคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลศาลายา กล่าวถึงปัญหาสุขภาพของสุนัขเร่ร่อนว่า ปัญหาส่วนใหญ่ที่พบมักเป็นโรคลำไส้ติดเชื้อ และโรคหวัด โดยเฉพาะช่วงปลายฝนต้นหนาวแบบนี้ สุนัขจะติดเชื้อได้ง่ายเพราะอากาศมีความเปลี่ยนแปลง ซึ่งโดยทั่วไปสามารถป้องกันโรคเหล่านี้ได้ด้วยการฉีดวัคซีนรวม แต่สำหรับสุนัขเร่ร่อนที่อยู่ในโรงเลี้ยงเป็นจำนวนหลายร้อยตัว วิธีการดูแลและป้องกันการติดเชื้อสู่สุนัขตัวอื่นที่อยู่ร่วมกัน  คือ ผู้ดูแลต้องแบ่งโรงเลี้ยงสุนัข และเมื่อสังเกตพบว่าสุนัขมีอาการซึม จมูกแห้ง ไม่กินอาหาร ต้องรีบแยกสุนัขตัวนั้นออกจากกลุ่มแล้วนำไปพักไว้อีกที่ทันทีเพื่อสังเกตอาการ อันเป็นการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคไปสู่สุนัขตัวอื่น

ในงานยังมี เซเลบริตี้สาวผู้รักสุนัข จุ๋ยจรสพรรณสวัสดิวัตน์ และ อ้อมแอ้มศรัณย์ภัค เพ็ญชาติ มาร่วมกิจกรรมเพื่อสุนัขจรจัดในครั้งนี้ โดย จุ๋ย-จรสพรรณ เล่าว่าปกติเป็นคนที่ชอบเลี้ยงสุนัขอยู่แล้วเพราะตอนนี้เธอเองก็เลี้ยงสุนัขไว้ที่บ้านถึง 3 ตัว ที่มีชื่อน่ารักอย่าง กิสโม่ลอนดอน และ คาเวียร์ เรียกว่าแทบจะกินและนอนด้วยกันเลยก็ว่าได้

“รู้สึกมีความสุขที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการส่งมอบความรักความอบอุ่นให้กับสุนัขเร่ร่อน เพราะทั้งทาสีโรงเลี้ยง และคลุกข้าวให้สุนัข เพราะที่ผ่านมาเจ้าตัวก็ชอบที่จะไปคลุกข้าวให้สุนัขจรจัดแถวๆ สะพานลอยอยู่แล้วเป็นประจำ พอมาเห็นสุนัขและแมวหลายร้อยชีวิตถูกทอดทิ้งก็รู้สึกสงสาร อยากให้ทุกคนที่นำหมาแมวไปเลี้ยงนั้น ต้องคิดให้ดีก่อนที่จะนำเขาไปเลี้ยง ว่าเรามีเวลาดูแลเอาใจใส่เขาดีพอหรือยัง ในยามที่เขาเจ็บป่วย หรือแก่เฒ่า เราพร้อมจะดูแลเขาหรือไม่  ถ้าเลี้ยงเขาแล้วเราต้องดูแลให้ดีที่สุดเหมือนคนในครอบครัวของเรา”

ขณะที่ อ้อมแอ้มศรัณย์ภัค เล่าว่า ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เลี้ยงสุนัขเพราะติดเงื่อนไขกับคุณพ่อว่าต้องเรียนให้จบจากประเทศอังกฤษก่อนแล้วจึงกลับมาเลี้ยงสุนัขได้ แต่เธอก็หลงใหลในความน่ารักของสุนัขพันธุ์ปั๊กซึ่งอีก 3 เดือนข้างหน้าเมื่อเธอเรียนจบตามที่รับปากกับคุณพ่อไว้แล้วก็จะได้เลี้ยงสุนัขสมใจ

“คุณพ่อบอกว่าถ้าเราคิดจะเลี้ยงสุนัขต้องมีเวลาดูแลเขา ถ้าตอนนี้เรายังไม่มีเวลาแม้แต่ดูแลตัวเองก็ยังไม่ควรเอาเขามาเลี้ยง ซึ่งอ้อมแอ้มก็เห็นด้วยกับคุณพ่อ เราต้องไม่นำสุนัขมาเลี้ยงแค่เป็นเพื่อนคลายเหงาเท่านั้น แต่เราจะต้องดูเขาให้ดีที่สุดจนถึงวาระสุดท้ายในชีวิตของมัน”

Leave a comment