ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/250397
วันพุธ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
“3 แสนเสียง หรือจะสู้ 168 เสียง”
นี่คือเสียงวิพากษ์วิจารณ์เชิง “ประชดประชัน” ที่ดังเซ็งแซ่ไปทั่ว หลังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติผ่าน “ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. …”ซึ่งมีการแก้ไขเพิ่มเติมในหลายประการ จากกฎหมายเดิมที่บังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2550 ด้วยจำนวน สนช. ผู้สนับสนุน 168 ต่อ 0 ไร้เสียง “ไม่เห็นด้วย”
ท่ามกลางความกังวลของประชาชนผู้ใช้อินเตอร์เนต โดยเฉพาะใน “มาตรา 20” ที่ให้อำนาจรัฐ “ลบ-บล็อก” เนื้อหาที่กระทบต่อ
ศีลธรรมอันดี “แม้เนื้อหานั้นไม่ผิดกฎหมายอื่นใดก็ตาม” จึงเกิดการระดม “ล่ารายชื่อ” ผ่านเว็บไซต์ change.org ได้กว่า 3 แสนรายชื่อเพื่อขอให้ชะลอการพิจารณา และให้ภาคประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วม แต่เมื่อ“ไม่เป็นผล” นำมาซึ่งความไม่พอใจ มีการแสดงออกคัดค้านทั้ง “โลกจริง” ที่มีการถือป้ายประท้วงบริเวณหน้าหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ และ “โลกออนไลน์” ที่การต่อต้านค่อนข้างแรง ถึงขั้น…

ไล่ “แฮก” เจาะระบบเว็บไซต์รัฐ!!!
ที่งานเสวนา “ก้าวต่อไปของผู้ให้บริการออนไลน์ หลัง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ2559” ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย…“ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์” ผู้อำนวยการสถาบันอิศรา (สำนักข่าวอิศรา) ให้ความเห็นว่า ตามตัวบทกฎหมายไม่ได้น่ากลัว แต่น่ากลัวที่ตัว “ผู้ใช้กฎหมาย” มากกว่า ซึ่งบรรยากาศแบบนี้ทำให้ผู้ใช้บริการไม่สบายใจ
“โดยเฉพาะมาตรา 15เข้าใจว่าไม่ต้องรับโทษ หากไม่เจตนาวิจารณ์ และวิจารณ์โดยสุจริตต้องไม่มีความผิด หากมีการกลั่นแกล้งกันจะทำอย่างไร? ส่วนมาตรา 20 พูดเรื่องศีลธรรมอันดีแต่คำว่าศีลธรรมมีมากมายนับไม่ถ้วน ไม่รู้ว่าจะสื่อถึงอะไร ถ้ามีวัตถุประสงค์จริง ทำไมไม่เขียนให้แคบลง เพื่อความชัดเจน” ผอ.สำนักข่าวอิศรา ให้ความเห็น
ผอ.สำนักข่าวอิศรา กล่าวต่อว่า กฎหมายฉบับนี้อาจทำให้มีความกังวลสำหรับผู้ใช้บริการที่เป็นประชาชนทั่วไปไม่มากก็น้อย เพราะขนาดบุคคลที่มีความรู้ทางด้านกฎหมาย ยัง “ตีความ” ไปคนละทิศละทาง อย่างไรก็ตาม หากกฎหมายฉบับนี้กำหนดใช้ขึ้น ประชาชนธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่รู้เรื่องกฎหมายจะดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างไร?

“เมื่อมีคนสร้างกฎหมายขึ้นมา ย่อมต้องมีผู้ที่ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือผู้ที่ปฏิบัติแล้ว แต่ข้อกำหนดในตัวกฎหมายได้ตีความต่างกันออกไป” ผอ.สำนักข่าวอิศรา ตั้งข้อสังเกต
ฟาก “นักวิชาการ” อย่าง “ผศ.ดร.ปาวีณาศรีวนิชย์” อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ในการดำเนินการจะต้องตระหนักถึง “สิทธิความเป็นส่วนตัว” ของผู้ที่ได้รับความคุ้มครองจากภาครัฐ “เสรีภาพ” ที่ไม่กระทบต่อความเสียหายและความมั่นคงต่อรัฐ หากกฎหมายออกมาใช้จริงต้องหา “สมดุล” ที่เหมาะสมให้ได้
อาทิ ที่เคยเกิดปัญหามาแล้วใน “พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2550” มาตรา 14 (1) ระบุว่า “ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน” ถือว่ามีความผิดที่ผ่านมามาตราดังกล่าว มีการตีความหมายแตกต่างกันไป เพราะฉะนั้นกฎหมายที่ออกมาต้องมีความชัดเจน
ด้านเสียงสะท้อนจาก “ภาคประชาชน” โดย “อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล” เลขาธิการมูลนิธิเพื่ออินเตอร์เนตและวัฒนธรรมพลเมือง (เครือข่ายพลเมืองเนต) แสดงความ “กังวล” กับร่างฯ ฉบับใหม่ มาตรา 14 (1) ว่าด้วย “การเผยแพร่ข้อมูลเท็จ” แม้มาตราดังกล่าวจะแก้ไขให้ชัดเจนจากกฎหมายปี 2550 ว่าไม่ใช่เรื่องความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา
ทว่า…การใส่คำว่า “บิดเบือน” เข้ามาด้วย จะทำให้การใช้กฎหมายดังกล่าวเป็นไปใน“ลักษณะเดิม” ที่นำมาใช้ “ฟ้องปิดปาก” บรรดาผู้ที่ต่อสู้เรียกร้องในประเด็นสิทธิด้านต่างๆ หรือไม่?ดังที่เกิดขึ้นมาตลอดนับตั้งแต่มี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2550 แล้วนำมาตรา 14 (1) มาฟ้องในเชิงหมิ่นประมาท ทั้งที่ “เจตนารมณ์กฎหมาย” มิได้เป็นเช่นนั้น

ด้าน “ไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ” ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ชี้แจงว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้แม้จะมีปัญหาเรื่องการตีความหมายที่ไม่ตรงกัน แต่ยืนยันว่าการใช้อินเตอร์เนตในชีวิตประจำวันของประชาชนยังใช้ได้เหมือนเดิม
ส่วนประเด็นที่ประชาชนกังวลกันมาก เช่น มาตรา 20 ว่ากรรมการต่างๆ จะมีการดูแลอย่างไร และ “นิยาม” คำว่า “ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี” เป็นอย่างไรนั้น จะนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับ “กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม” (DE) พร้อมกับจะทำ “ประชาพิจารณ์” ประชาชนทั่วไปสามารถเสนอแนะข้อกังวลเข้ามา เพื่อให้พิจารณาได้ เชื่อว่ากฎหมายดังกล่าวไม่ได้เปิดทางให้รัฐบาล“ล้วงข้อมูล” ประชาชนแน่นอน
“เราคงไม่ร่างกฎหมายที่ไปขัดกับตัวกฎหมายอื่นๆ และไม่มีการล้วงข้อมูลต่างๆ เพราะตัวกฎหมายเขียนไว้ หากรัฐบาลไปทำอย่างนั้นจะผิดกฎหมายเสียเอง ผมเห็นว่าเราจะไปออกประกาศมาเพื่อไปยกเว้นความผิดตาม พ.ร.บ. เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ถ้าเราเข้าใจหลักกฎหมายเรื่องนี้ก็คงไม่มีปัญหา ถ้ากังวลไปดูพ.ร.บ.ปลอดภัยไซเบอร์ดีกว่าเพราะจะเข้ามาตรวจสอบความมั่นคงของรัฐ ผมว่าตัวนั้นของจริงเพราะ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เป็นเพียงการตรวจสอบว่าทำผิดกฎหมายหรือไม่ และใช้อย่างไรไม่ให้ผิดกฎหมาย” ไพบูลย์ ฝากทิ้งท้าย

มิใช่แค่ประเทศไทยเท่านั้นที่ภาครัฐ “ห่วงใย” การใช้อินเตอร์เนตของประชาชน ดังเช่นเมื่อวันที่19 ธันวาคม ที่ผ่านมา หรือ 3 วัน หลังจากสนช.ไทย ผ่านร่างแก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เว็บไซต์ นสพ.เดอะการ์เดียน (TheGuardian) ของอังกฤษ เสนอข่าวว่า ทางการฝรั่งเศสมีแนวคิดให้หน่วยงานที่เรียกว่า “Ombudsman” ทำหน้าที่ช่วยผู้ให้บริการเว็บไซต์ หรือเครือข่ายสังคมออนไลน์ต่างๆ “วินิจฉัย” ว่าเนื้อหาใดที่สมควรบล็อก หรือลบออก โดยผู้ให้บริการที่ทำตามคำวินิจฉัยแล้วจะไม่ต้องรับผิดหากถูกฟ้องร้อง
“ข้อสังเกต” คือ แนวคิดดังกล่าวย้ำว่าบังคับใช้เฉพาะกับ “เนื้อหาที่ผิดกฎหมาย” มิได้มีเรื่องความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีปรากฏอยู่ด้วย ดังที่เขียนไว้ในมาตรา 20 ของร่างแก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ของไทย
สุดท้ายแล้วไม่ว่ากฎหมายจะออกมาอย่างไร ประชาชนก็ต้องปฏิบัติตาม แม้บางคนอาจจะ “อึดอัด” สำหรับการท่องโลกออนไลน์ในชีวิตประจำวัน เพราะรู้สึกว่าสิทธิเสรีภาพถูก “ลดทอน” ลงไป
ก้าวที่ต้องจับตามอง คือ “กฎหมายลูก” ที่คาดว่าจะออกมาภายในเดือนมกราคม 2560 จะ “คลี่คลาย” บรรยากาศในขณะนี้ที่…
“อึมครึม” และ “ดุเดือด” ได้หรือไม่?

