พันธุ์ชัย วัฒนชัย กับโครงการปิดทองหลังพระ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/251378

วันเสาร์ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำว่า “ปิดทองหลังพระ” สำหรับคนทั่วๆ ไปอาจไม่คุ้นเคยนัก แต่สำหรับ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระองค์ท่านทรงสอนให้คนไทยทำดี ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ซึ่งเปรียบเสมือนการปิดทองหลังพระ จนเกิดโครงการ “ปิดทองหลังพระ” ขึ้น รายการ “ผู้หญิงแนวหน้ากับคุณแหน” ทุกวันอาทิตย์ เวลา 16.00-16.25 น. ทางสถานี TNN2 ช่อง 784 โดยพิธีกร“ดร.เฉลิมชัย ยอดมาลัย” พาไปพูดคุยกับ “พันธุ์ชัย วัฒนชัย” ที่ปรึกษาสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ ถึงที่มาที่ไปของโครงการ

พันธุ์ชัย วัฒนชัย เล่าว่า “มูลนิธิปิดทองหลังพระก็จะมีสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ เป็นตัวทำงานให้กับมูลนิธิ ซึ่งมูลนิธินี้จะเป็นมูลนิธิที่รัฐบาลตั้งขึ้นมา มีมติครม.เมื่อปี 2552 ให้จัดตั้งมูลนิธิปิดทองหลังพระและสถาบัน

จัดตั้งมาทำไม จัดตั้งมาเพื่อมาจัดการความรู้จากแนวพระราชดำริต่างๆ จาก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จย่า และพระบรมวงศานุวงศ์องค์ความรู้ที่ทรงไปแนะนำส่งเสริมในการพัฒนาทั้งหลาย นำมาจัดการความรู้มาให้เป็นระบบ แล้วก็ให้ไปทำเป็นตัวอย่างในการพัฒนาชนบทกับพี่น้องประชาชน เพื่อเป็นกระแสหลักของการพัฒนาประเทศต่อไป อันนี้เป็นมติครม.ปี 2552

ถามว่าแล้วปิดทองหลังพระ เกิดมาอย่างไร คือเดิมรัฐบาลจัดตั้ง สสปน. ก็คือสถาบันจัดการประชุมและนิทรรศการขึ้นมา ซึ่งก็อยู่ตึกที่เดียวกันนี้ แล้วสถาบันอันนั้นก็จะมีส่วนหนึ่งให้จัดตั้งโครงการปิดทองหลังพระ ใช้คำว่า ปิดทอง เพื่อที่จะชักชวนเกี่ยวกับ
ต่างประเทศหรือในประเทศ ให้มาศึกษางานพระราชดำริกับโครงการที่อยู่ในศูนย์ต่างๆ ทั้งหลาย ที่พระองค์ท่านทรงไปดำเนินการ แล้วก็ให้มาศึกษาแบบอย่างแล้วก็ไปจัดการเรียนรู้ไปด้วย ทีนี้พออยู่ในโครงการปิดทอง ก็ตั้งเมื่อปี 2550 สสปน.เป็นองค์การมหาชนอยู่กับรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีช่วยดูแลกำกับตั้งปี 2546 แล้วก็ให้มีโครงการเปิดทองเมื่อปี 2550

แต่พอทำไปแล้วมันอาจจะการขยายตัวหรือความคล่องตัวมันน้อย รัฐบาลก็เลยมีมติว่าน่าจะทำเป็นมูลนิธิ จะได้อิสระในการทำงานแล้วก็จะคล่องตัว จะได้จัดการความรู้หลากหลาย ก็เลยให้เป็นมูลนิธิขึ้นมา แล้วก็จดทะเบียน สำนักปลัดก็ดูแล สรุปแล้วก็ตั้งมาปี 2552 แล้วจดทะเบียนปี 2553 เริ่มทำงานจริงๆ รัฐบาลมีงบประมาณให้ก็ปี 2554

ทีนี้กรรมการมูลนิธิ ก็เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่สนองงานเกี่ยวกับโครงการพระราชดำริต่างๆ ยุคแรกๆ ก็จะมีท่านองคมนตรี นายแพทย์เกษม วัฒนชัย ท่านเป็นประธาน, ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ, ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ทีขะระ, หม่อมราชวงศ์ดิศนัดดา ดิศกุล ท่านก็เป็นเลขาฯ, ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล แล้วก็ ดร.วิรไท สันติประภพ เป็นเหรัญญิก และก็มีอดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ตอนนี้ท่านเสียชีวิตไปแล้ว คุณจตุรงค์ ปัญญาดิลกนั่นก็เป็นกรรมการด้วย

ก็หมายถึงว่า มีท่านผู้หลักผู้ใหญ่ที่ทำงานเกี่ยวกับโครงการมาเป็นกรรมการมูลนิธิ ไม่ว่าจะเป็นกปร.คณะกรรมการ เกี่ยวกับมูลนิธิ เกี่ยวกับชัยพัฒนา เกี่ยวกับฟาร์มตัวอย่างสมเด็จพระนางเจ้าฯ ทั้งหลาย ผู้หลักผู้ใหญ่ที่ถวายงาน สืบสานงานพระราชดำริ เพื่อที่จะมาคิดร่วมกัน แล้วก็มีหม่อมราชวงศ์ดิศนัดดา ดิศกุล เรียกท่านง่ายๆ คุณชายดิศ ก็เป็นฝ่ายเลขาฯ

เพราะคุณชายดิศท่านจะมีประสบการณ์ทำงานกับ สมเด็จย่า ที่ดอยตุงมาแล้ว สมเด็จย่าก็ทรงงานเกี่ยวกับเรื่องงานปลูกป่า งานเกษตร ใครไปเที่ยวที่ดอยตุงที่เชียงราย ก็จะเห็นว่างานที่นั่นเขาพัฒนามาตั้งแต่สมเด็จย่าเสด็จไปช่วยพี่น้องชนเผ่า 6 เผ่าที่ดอยตุงจนขณะนี้เรียกว่าเขาเลิกปลูกฝิ่นไปแล้ว แล้วก็กองกำลังที่มาค้าขายยาเสพติดก็เลิกไปหมดแล้ว พัฒนาไปแล้วอันนี้ก็เป็นแบบอย่าง พูดง่ายๆ ว่าสมเด็จย่า ได้ตั้งมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงขึ้นมา ก็เป็นแบบอย่างให้กับปิดทองหลังพระ

ก็สรุปว่ามีหลักการการทรงงานของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่มูลนิธิปิดทองหลังพระสืบสานมาจากมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง มาเรียนรู้ และก็จากมูลนิธิอื่นๆ การทำงานของเราจะยึดหลักการสืบสานแนวพระราชดำริที่พระองค์ท่านทำมา มาประยุกต์กับศาสตร์สากล แล้วก็มาปรับให้เข้ากับภูมิสังคมตามปราชญ์ชาวบ้านในชนบทต่างๆ

อันนี้ก็คือที่มาที่ไปของมูลนิธิปิดทองหลังพระ และก็สถาบันปิดทองหลังพระ ถามว่าเป็นราชการไหม ไม่เป็นราชการโดยตรง แต่ถือว่ามูลนิธิกับสถาบันเป็นกลไกของรัฐบาล ที่จะนำงานพวกนี้มาทดลองทำดู และรัฐบาลก็จะนำมาเป็นตัวอย่างเพื่อที่จะเป็นกระแสหลักต่อไป อันนี้ก็ที่มาที่ไป

ส่วนที่ว่าโครงการนี้ทำอะไรไปแล้วบ้างอยู่ที่ไหนบ้าง เราจะไปดูของจริงได้ที่ไหนบ้างนั้นหลังจากปี 2554 เมื่อมีงบประมาณแล้ว มูลนิธิก็ให้สถาบัน ซึ่งมีคุณชายดิศ (ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล) ท่านเป็นประธานสถาบัน แล้วก็มี ผอ.การันต์ จันทรานันต์ เป็นผู้อำนวยการ ผมก็เป็นที่ปรึกษา แล้วก็มีน้องๆ40-50 คน ส่วนใหญ่แล้วก็อยู่ในพื้นที่

เริ่มแรกก็ไปทำงานพื้นที่ตัวอย่างที่จ.น่านก็ไปดูตัวอย่างที่ดอยตุง มาพัฒนา ก็ไปเริ่มที่อำเภอ3 อำเภอ เฉลิมพระเกียรติ หนองแค ท่าวังผา ไปทำอะไรก็คือ เอาหลักการที่ว่า เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ก่อนจะไปทำอะไรต้องไปเข้าใจ เข้าถึง

แล้วก็ไปทำอะไร ไปทำเรื่อง 6 มิติที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุยเดช ทรงทดลองงานมาเยอะแยะ และเราก็เอาความรู้นั้นมาทำ พระองค์ท่านจะให้ทำเรื่องน้ำก่อน เพราะว่าชีวิตในชนบทจะต้องมีน้ำ พอน้ำแล้วก็มาเกษตร ก็จะต่อเป็นปศุสัตว์ไปดูเรื่องสิ่งแวดล้อม ไปดูเรื่องป่า ไปดูเรื่องอาชีพอะไรก็ว่ากันไป

อันนี้จะเริ่มด้วยสิ่งที่ใกล้ตัว ก็คือเรื่องน้ำ เรื่องเกษตรก่อน เป้าหมายก็คือ อยู่รอด พอเพียง ยั่งยืน อันนี้ก็ไปเริ่มที่จ.น่าน ต่อมาก็ขยับมาที่จังหวัดอื่นๆอีกหลายจังหวัด ตอนนี้ก็มีอยู่ 5-6 จังหวัด ก็มีจังหวัดน่านภาคกลางก็จะมีเพชรบุรี แล้วก็ภาคอีสานก็จะไปเริ่มที่อุดรธานี หนองวัวซอ แล้วก็ขยับมาที่กาฬสินธุ์ ตอนนี้ก็ขยับไปที่ขอนแก่น

ภาคกลางก็จะมีที่อุทัยธานีอีกที่หนึ่ง เพราะว่าอุทัยธานี ที่อำเภอบ้านไร่ ติดกับห้วยขาแข้งชายแดนตะวันตก มีปัญหาที่พี่น้องเขาไปรุกป่า ทำข้าวโพดไร่เลื่อนลอย ทางนายกอบจ.ที่นั่นและจังหวัดก็อยากจะให้มูลนิธิกับแม่ฟ้าหลวงไปช่วยแก้ปัญหา อันนี้ก็ไปทำที่บ้านไร่

แล้วตอนนี้ มติครม. ก็เห็นชอบและกรรมการมูลนิธิเห็นชอบ ให้ขยายไปทำงานร่วมกับมหาดไทยให้ขยายไป 3 จังหวัดภาคใต้ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส ไปทำ 2 เรื่องใหญ่ๆ เรื่องแรกคือเรื่องพื้นฐานคือสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ก็คือทำเรื่องน้ำอะไรไปก่อน เกษตรอะไรก็ว่าไป แต่ว่าเรื่องเร่งด่วนเฉพาะหน้าของปีนี้ที่ผ่านมา ก็ไปทำเรื่องผลผลิตลองกอง

เพราะลองกองที่ 3 จังหวัดภาคใต้นั้นมีปัญหา ผลผลิตก็ไม่ค่อยมาก แล้วผลผลิตที่เป็นลองกองเกรดต่ำๆ จะขายได้ราคาถูก ชาวบ้านก็เลยไม่ได้สนใจ ก็เลยปล่อยทิ้งไว้ เราก็ไปร่วมมือกับ สปต. ร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย ร่วมมือกับ 3 จังหวัด เกษตรแล้วก็ชาวบ้าน แล้วก็สปต.ไปคุยกับทางฝ่ายทหารว่าลองกองนี้จะเอาเป็นตัวนำร่อง

แล้วต่อไปก็จะไปดูเรื่องทุเรียน เรื่องมังคุดอะไรต่อไป แต่เอาลองกองไปก่อน ก็ไปทำตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง ปลายทาง ไปดูตั้งแต่ผลผลิตว่าคุณจะต้องให้ปุ๋ยให้น้ำอย่างไร คุณต้องเด็ดช่ออย่างไร แล้วก็ต้องดูแลเขา ป้องกันนกหนูอะไรต่างๆ พอผลโตแล้วจะต้องทำอย่างไร เมื่อจะเก็บแล้วเราต้องดูเรื่องศูนย์คัดแยกของหน่วยงานที่เกษตร ธ.ก.ส. ต่างๆ ไปส่งเสริมสนับสนุนจะทำอย่างไร ศูนย์คัดแยกรับซื้อจากชาวบ้านเหมือนกับเป็นตัวกลาง

อย่างศูนย์คัดแยกเราก็จะหาโมเดิร์นเทรดตลาดซึ่งร่วมมือกับประชารัฐ ก็คือของบริษัทต่างๆ โมเดิร์นเทรดก็ไปร่วมกันทั้ง ไทยเบฟ ซีพี เซเว่นอะไรต่างๆ ก็จะไปร่วมมือ ก็ไปดึงภาคธุรกิจที่ทำงานแบบรัฐบาลชุดนี้ทำแบบประชารัฐ ไปดูเรื่องตลาดให้เขา หาตลาดที่กรุงเทพฯ หาตลาดที่ภาคเหนือ ที่อีสานให้เขา ให้สินค้ากระจาย แล้วก็ให้มันยั่งยืนมั่นคง ไม่ใช่ไปรับซื้อแค่ว่าสงสาร ราคาตก แต่เราต้องการที่จะทำตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง ปลายทาง ให้เป็นระบบ แต่ว่าทำครั้งแรกมันก็ขลุกๆ ขลักๆ ต้องแก้ปัญหากันไป

หลังๆ เราจะเห็นได้ว่าลองกองจาก 3 จังหวัดภาคใต้คุณภาพดี แล้วขึ้นมาขายที่กรุงเทพฯ อย่างล่าสุดปีนี้ก็เยอะ แม้กระทั่งคนที่ไปที่สนามหลวงไปกราบพระบรมศพ ก็จะมีลองกองมาแจกฟรี ส่วนหนึ่งมูลนิธิก็ร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับ 3 จังหวัดก็เอามาซื้อมาเพื่อที่จะเอามาแจกพี่น้องประชาชนด้วย

ทีนี้ก็กลับไปที่งานหลักของเรา ก็คือ ทำอย่างไรให้ชุมชนเขาเข้มแข็ง เราก็จะต้องไปทำงาน พอดีรัฐบาลชุดนี้หลังรัฐประหารมา ก็ยกเรื่องยุทธศาสตร์บูรณาการ การนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ ก็คือเอาศาสตร์พระราชานี่เองมาใช้ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา

แล้วก็ไปให้สำนักงานปลัด จะมีงบประมาณอยู่ก้อนหนึ่ง เรียกว่ายุทธศาสตร์ชุมชนพอเพียง แล้วร่วมมือให้ กปร.เป็นเจ้าภาพ ก็จะมี 7 ยุทธศาสตร์ รัฐบาลชุดนี้นะ ยุทธศาสตร์แรกก็เรื่องเกษตรชนบทซึ่งที่เราทำอยู่แล้ว ก็ไปร่วมทำกับกปร.กับทุกกระทรวงมาทำงานร่วมกัน

ยุทธศาสตร์ที่ 2 ก็เป็นเรื่องของการศึกษา ก็ต้องเอาปรัชญาของเศรษฐกิจมาเป็นวงการศึกษาให้เข้าใจว่าเป็นอะไรกันแน่ แล้วต่อไปก็จะเป็นเรื่องของอุตสาหกรรม SME อะไรต่างๆ นี้ แล้วยุทธศาสตร์ต่อไปก็เป็นเรื่องของการต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศก็รับไป ยุทธศาสตร์ต่อไปก็เป็นเรื่องของประชาสัมพันธ์ กรมประชาสัมพันธ์ก็รับไป ยุทธศาสตร์บริหารจัดการภาพรวม ก็สำนักปลัดสำนักนายก ก็ดูแลไป

ยุทธศาสตร์แรกคือ ยุทธศาสตร์เกษตรชนบทนี่แหละ ที่นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เอาหลักการที่แม่ฟ้าหลวง ปิดทอง แล้วก็กรรมการมูลนิธิ จากศาสตร์พระราชา จากศูนย์การศึกษาต่างๆ 6 แห่ง อันนี้แหละเอามาทำกัน ก็จะมีงบประมาณให้ แล้วก็จะมีการกลั่นกรอง แล้วก็รัฐบาลกระทรวงมหาดไทยก็ทำการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ไป

ใครจะทำอย่างนี้จะต้องค่อยๆ ทำ โดยให้ชาวบ้านเป็นตัวตั้ง แล้วก็มีหลักการทรงงานอยู่ 23 ข้ออันแรกก็คือ จะต้องทำจากข้อมูลนะ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงแผนที่ จะทำอะไรไม่ใช่ไปนั่งเทียนเอา เราจะทำอะไรต้องไปสำรวจข้อมูล ข้อมูลกายภาพ ข้อมูลเศรษฐกิจ สังคม หนี้สินอะไร คุณมีรายรับรายจ่ายยังไง ปิดทองจะทำข้อมูลละเอียดเลย เหมือนกับภาครัฐก็จะมีข้อมูล กชช.2ค ข้อมูลจำเป็นพื้นฐาน

แล้วก็ไม่ใช่เอากระทรวงหรือจังหวัดหรืออำเภอเป็นตัวตั้ง เอาชาวบ้านเป็นตัวตั้ง อันนี้เรามีวิธีการทำงานแบบนี้เพื่อจะทำให้เป็นตัวอย่าง แล้วต่อไปเราจะสรุปบทเรียนว่า ที่รัฐบาลมียุทธศาสตร์ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปทำเรื่องเกษตรชนบท แล้วเราก็ทำมาพอสมควรแล้ว 4-5-6 ปีแล้ว มันทำแล้วมันมีปัญหาอุปสรรคอะไร

งบประมาณเราก็จะขอใช้งบประมาณพิเศษไม่ต้องทำให้เสร็จภายในเดือนกันยายน ระเบียบจัดซื้อจัดจ้างเราก็ขอพิเศษว่าไม่ต้องไปทำตามระเบียบพัสดุของรัฐบาลมาก เอาเป้าหมายของงานเป็นที่ตั้งอันนี้เพื่อที่ต่อไป กระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ก็จะต้องไปปรับเปลี่ยน ถ้าสรุปแล้วรัฐบาลเห็นชอบ ตอนนี้ก็คือ เอาชาวบ้านเป็นตัวตั้ง ท่านไปดูที่อุดรธานี ไปดูที่กาฬสินธุ์ ศึกษานี่จะต้องเก็บข้อมูลก่อน เก็บไปหลายเดือนเลยนะ แล้วก็สำรวจข้อมูล แล้วก็ให้ชาวบ้านมาร่วมสำรวจ แล้วเราจะมีอาสาสมัครของชาวบ้าน เขาเรียกว่า อสค. มีค่าตอบแทนให้ ให้คนในหมู่บ้านมาทำงานกับเรา เหมือนกับเป็นตัวเชื่อมระหว่างเรา ราชการ กับชาวบ้าน”

Leave a comment