ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/251603
วันจันทร์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.
ล้อยหลังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติผ่านร่างแก้ไข “พ.ร.บ.คณะสงฆ์” เมื่อปลายปี 2559 ที่ผ่านมา โดย “ให้การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์” ซึ่ง พล.ต.อ.พิชิต ควรเดชะคุปต์ พร้อมสมาชิก สนช.อีก 81 คน เป็นผู้เสนอ โดยตัดขั้นตอนการพิจารณาเสนอชื่อสมเด็จพระราชาคณะที่มีอาวุโสสูงสุดโดย “มหาเถรสมาคม” (มส.) ออกไป ภายใต้เหตุผลว่า…
“โดยโบราณราชประเพณีที่สืบทอดช้านาน พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช จึงสมควรบัญญัติกฎหมายให้สอดคล้องเพื่อสืบทอดและดำรงไว้ซึ่งโบราณราชประเพณี”
นี่ถือเป็นการแก้ไขกฎหมายที่มีผลต่อการสถาปนา “สมเด็จพระสังฆราช” ที่พุทธศาสนิกชนกำลังเฝ้าจับตามองว่า “สมเด็จพระราชาคณะ” รูปใด จะได้รับการสถาปนาเป็น “ประมุขแห่งสงฆ์” พระองค์ที่ 20 โดยสมเด็จพระราชาคณะที่จะได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช ณ ปัจจุบัน มี 8 รูป เรียงอาวุโสตาม“สมณศักดิ์” ดังนี้…

1.สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ (พระอารามหลวง) ดำรงตำแหน่ง “ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช”
นามเดิม “ช่วง สุดประเสริฐ” เกิดเมื่อวันพุธที่ 26 ส.ค.2468 ที่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เริ่มชีวิตทางธรรมขณะอายุ 14 ปี โดยบรรพชาเป็นสามเณร เมื่อวันที่ 1 พ.ค.2482 ณ วัดสังฆราชา เขตลาดกระบัง จากนั้นขอย้ายมาศึกษาธรรมต่อ ณ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ 11 พ.ค.2488 สอบได้นักธรรมชั้นเอก เมื่อปี 2490 และเปรียญธรรม 9 ประโยค ในปี 2497 ได้รับพระราชทานสถาปนาสมณศักดิ์ขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะ เมื่อปี 2538

2.สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวโร) เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร นามเดิม “มานิต ก่อบุญ” เกิดเมื่อวันที่ 29 ธ.ค.2460 ที่ อ.อำนาจเจริญ จ.อุบลราชธานี (ปัจจุบัน อ.หัวตะพาน จ.อำนาจเจริญ)
เข้าสู่ “เส้นทางสายปฏิบัติ” ตั้งแต่บรรพชาเป็นสามเณร ในปี 2472 ที่วัดบ้านบ่อชะเนง ต.หนองแก้ว ต่อมาบรรพชาเป็นสามเณรใน “ธรรมยุติกนิกาย” ณ วัดป่าวิเวกธรรม จ.ขอนแก่น กระทั่งอายุ 20 ปี ในปี 2480 จึงอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ สอบได้นักธรรมชั้นเอก ปี 2481 และเปรียญธรรม 9 ประโยค ปี 2499 ได้รับพระราชทานสถาปนาสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระราชาคณะเมื่อ ปี 2544

3.สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร) เจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร นามเดิม “อัมพร ประสัตถพงศ์” เกิดเมื่อวันที่ 26 มิ.ย.2470 ที่ ต.บางป่า อ.เมือง จ.ราชบุรี บรรพชาเป็นสามเณรเมื่อปี 2480 ณ วัดสัตตนารถปริวัตรวรวิหาร ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ราชบุรี จากนั้นไปจำพรรษาที่วัดตรีญาติ ต.พงสวาย และอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพฯ เมื่อ 9 พ.ค.2491
ถือเป็นพระสงฆ์อีกรูปหนึ่งที่สำเร็จการศึกษาทั้ง “ทางธรรม” สอบได้เปรียญธรรม 6 ประโยค ในปี 2493 และ “ทางโลก” สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทมหาบัณฑิต (ประวัติศาสตร์และโบราณคดี) จากมหาวิทยาลัยพาราณสี ประเทศอินเดีย เมื่อปี 2512 ได้รับพระราชทานสถาปนาสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระราชาคณะ เมื่อปี 2552

4.สมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต) เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร,รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดมกุฏกษัตริยารามราชวรวิหาร, ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดตรีทศเทพวรวิหาร, เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต กรรมการมหาเถรสมาคม และเป็นคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช
นามเดิม “จุนท์ พราหมณ์พิทักษ์” เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 17 ก.ย.2479 เป็นชาว ต.ชำราก อ.เมือง จ.ตราด บรรพชาเป็นสามเณร ปี 2491 เมื่ออายุได้ 12 ปี ณ วัดคิรีวิหาร ต.ชำราก จากนั้นปี 2499 อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร สอบได้นักธรรมเอก ปี 2495 และเปรียญธรรม 9 ประโยค ปี 2515 ได้รับพระราชทานสถาปนาสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระราชาคณะ เมื่อปี 2552

5.สมเด็จพระธีรญาณมุนี (สมชาย วรชาโย) เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร นามเดิม “สมชาย พุกพุ่มพวง” เกิดเมื่อวันพุธที่ 22 ต.ค.2490 ที่ จ.นครปฐม
บรรพชาเป็นสามเณร ปี 2501 ณ วัดท่าตำหนัก ต.ท่าตำหนัก อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ต่อมาปี 2510 อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร กรุงเทพฯ สอบได้เปรียญธรรม 8 ประโยค ปี 2516 ได้รับพระราชทานสถาปนาสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระราชาคณะ เมื่อปี 2553

6.สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม) เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการามวรวิหาร, เจ้าคณะใหญ่หนกลาง และรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส จ.นครปฐม นามเดิม “สมศักดิ์ ชูมาลัยวงศ์” เกิดเมื่อวันที่ 2 ก.พ.2484 ที่ อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา
อุปสมบทเป็นพระภิกษุเมื่อ 5 เม.ย.2504 ณ วัดละมุด จ.พระนครศรีอยุธยา สำเร็จการศึกษาขั้นสูงทั้ง “ทางธรรม” สอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยค ในปี 2515 และ“ทางโลก” สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกดุษฎีบัณฑิต (ประวัติศาสตร์เอเชียโบราณ) จากมหาวิทยาลัยมคธ ประเทศอินเดีย ในปี 2519 ได้รับพระราชทานสถาปนาสมณศักดิ์ขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะ เมื่อปี 2554

7.สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร นามเดิม “สนิท วงษา” เกิดเมื่อวันที่ 17 พ.ย.2485 ณ ต.ดงน้อย อ.ราชสาส์น จ.ฉะเชิงเทรา
อุปสมบทเป็นพระภิกษุเมื่อวันที่ 15 เม.ย.2506 ณ วัดเกาะแก้วเวฬุวัน อ.ราชสาส์น สอบได้ นักธรรมชั้นเอก ในปี 2501 หรือ 5 ปีก่อนอุปสมบท และสอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยค ในปี 2519 ได้รับพระราชทานสถาปนาสมณศักดิ์เป็นสมเด็จ
พระราชาคณะ เมื่อปี 2557

8.สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) เป็นสมเด็จพระราชาคณะองค์สุดท้ายที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งในสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9
นามเดิม “ประยุทธ์ อารยางกูร” เกิดเมื่อวันที่ 12 ม.ค.2481 ณ อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี เริ่มชีวิตทางธรรม ตั้งแต่อายุ 13 ปี โดยบรรพชาเป็นสามเณร ปี 2494 จากนั้นปี 2496 เดินทางเข้ากรุงเทพฯ มาจำพรรษาที่วัดพระพิเรนทร์
สอบได้นักธรรมชั้นเอกและเปรียญธรรม 9 ประโยค ขณะยังเป็นสามเณร จึงได้รับพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์จากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงรับเป็น “นาคหลวง” อุปสมบทเป็นพระภิกษุในวันที่ 24 ก.ค.2504 ณ พัทธสีมาวัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยมีสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ปลด กิตฺติโสภโณ) เป็นพระอุปัชฌาย์
ถือเป็นพระภิกษุ “นักคิด-นักเขียน” นับตั้งแต่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี พุทธศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ 1) จากมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ก็มีผลงานวิชาการเผยแพร่มากมาย คนทั่วไปจะคุ้นเคยกับนามปากกา “ป.อ.ปยุตฺโต” ของท่านเป็นอย่างดี จนกระทั่งได้รับรางวัลการศึกษาเพื่อสันติภาพ จากองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ในปี 2537 ถือเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับรางวัลนี้ ได้รับพระราชทานสถาปนาสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระราชาคณะ เมื่อปี 2559
สมเด็จพระราชาคณะ ทั้ง 8 รูป แบ่งเป็น “มหานิกาย” และ “ธรรมยุติกนิกาย” ฝ่ายละ 4 รูป ดังนี้…
# ฝ่ายมหานิกาย : 1.สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) 2.สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม) 3.สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) และ 4.สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)
# ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย : 1.สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวโร) 2.สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร) 3.สมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต) และ 4.สมเด็จพระธีรญาณมุนี (สมชาย วรชาโย)
