ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/251906
วันพุธ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.
ควันหลงจากอุบัติเหตุ “สะเทือนขวัญ” รับปีระกา กรณีรถตู้โดยสารเส้นทางกรุงเทพฯ-จันทบุรีพุ่งข้ามเลนไปชนประสานงากับรถกระบะ ในพื้นที่ จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 2 ม.ค.2560 จนเกิดเพลิงไหม้รถทั้ง 2 คัน ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวม 25 ศพ
“จุดประเด็น” ให้ผู้เกี่ยวข้องออกท่าที “ขึงขัง” อีกครั้ง โดยเฉพาะ “บิ๊กป้อม”พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ที่สั่งให้เข้มงวดกับ “รถโดยสารสาธารณะ” ทุกประเภท รวมถึงให้กระทรวงคมนาคม ศึกษาว่าจะนำ “รถมินิบัส” มาวิ่งแทนรถตู้ได้หรือไม่ รวมถึงการพิจารณา…
ห้าม…นั่งท้ายกระบะ!!!
“…รถทั้ง 2 คัน บรรทุกผู้โดยสารมาเยอะก็ต้องเข้มงวดต่อไป รถมีกี่ที่นั่งต้องนั่งตามนั้น รถปิกอัพก็เช่นกัน กระบะท้ายนั่งไม่ได้เพราะใช้บรรทุกสิ่งของ ไม่ใช่นำคนไปนั่ง หากเกิดอุบัติเหตุ โอกาสรอดน้อย ต่อไปคงต้องเข้มงวดมากขึ้น…” พล.อ.ประวิตร ให้สัมภาษณ์ถึงมาตรการป้องกันในอนาคต

ทว่า…กลับกลายเป็นการ “เรียกแขก”มีประชาชนจำนวนไม่น้อยแสดงความคิดเห็นบนโลกออนไลน์ในเชิง “คัดค้าน” แนวคิดดังกล่าว ส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่าแก้ปัญหา “ไม่ตรงจุด” เพราะอุบัติเหตุเกิดได้กับยานพาหนะทุกประเภท หากผู้ขับขี่ประมาท ทั้งจากการ “เมา-เสพยา-ซิ่ง” รวมถึงมองว่า “รถกระบะ”เป็นทางเลือกของครอบครัวที่มีรายได้น้อย เป็นยานพาหนะ “อเนกประสงค์” ขนทั้งคนและสิ่งของ
ในมุมหนึ่ง…ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก 2522 มาตรา 20 ระบุว่า “ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถบรรทุกคน สัตว์ หรือสิ่งของต้องจัดให้มีสิ่งป้องกันมิให้คน สัตว์ หรือสิ่งของที่บรรทุกตกหล่น รั่วไหล ส่งกลิ่น ส่องแสง สะท้อนหรือปลิวไปจากรถ อันอาจก่อเหตุเดือดร้อน รำคาญ ทำให้ทางสกปรก เปรอะเปื้อน ทำให้เสื่อมเสียสุขภาพอนามัยแก่ประชาชน หรือก่อให้เกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน” ซึ่งในมาตรา 148 กำหนดบทลงโทษผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษ “ปรับไม่เกิน 500 บาท”
เช่นเดียวกัน หากไปดูถนนประเภท “ทางด่วน” ทั้งทางยกระดับลอยฟ้าและมอเตอร์เวย์แนวราบ ซึ่งมีการขับขี่ด้วยความเร็วสูง “การทางพิเศษแห่งประเทศไทย” ในฐานะหน่วยงานผู้รับผิดชอบ ออกประกาศห้ามมาตลอด จนถึงฉบับล่าสุด คือ ระเบียบเกี่ยวกับการจราจรในทางพิเศษ 2555 ข้อ 4 (9) ระบุว่า ห้ามรถที่บรรทุกคนบนกระบะท้าย โดยไม่มีหลังคาปกปิดมั่นคงมิดชิดและที่นั่ง 2 แถวมั่นคงใช้ทางพิเศษ

กฎระเบียบทั้ง 2 นั้นสะท้อนว่าหากปล่อยให้นั่งท้ายกระบะ อาจเกิดอุบัติเหตุ “อันตราย”!!!
แต่อีกมุมหนึ่ง…“แนวหน้า” ออกตระเวนพูดคุยกับผู้ใช้รถกระบะ รวมถึงผู้ใช้รถใช้ถนนทั่วไปเสียงสะท้อนที่ได้รับส่วนใหญ่ คือ แนวคิดไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง
ผู้รับเหมาก่อสร้างรายหนึ่ง กล่าวว่า “จำเป็น” ต้องใช้รถกระบะขนคนงาน โดยเฉพาะผู้รับเหมารายย่อยที่รับงานในระยะทางไม่ไกลมากหากห้ามจริงคงได้รับผลกระทบไม่น้อย ซึ่งจะ “เสี่ยง” หรือไม่ อยู่ที่ “คนขับ” มากกว่า
ไม่ต่างกับ “ต้อม” หนุ่มวัย 34 ปี ชาว จ.ขอนแก่น ที่ใช้รถกระบะมา 6-7 ปี เชื่อว่า “เป็นไปไม่ได้” ถ้าจะห้ามคนนั่งท้ายกระบะอย่าง “เด็ดขาด” เพราะผู้ที่เลือกซื้อรถกระบะ จุดประสงค์หลัก คือใช้งานได้ “หลากหลาย” ทั้งบรรทุกคน สิ่งของ ซึ่งการนั่งท้ายกระบะจะอันตรายหรือไม่ขึ้นอยู่กับ “ลักษณะการนั่ง” เช่น ถ้านั่งบนขอบกระบะ ไม่ปิดท้ายกระบะให้เรียบร้อย นั่งอัดกันมามากๆ อาจจะอันตราย แต่การนั่งเพียงไม่กี่คน นั่งในตัวกระบะที่ปิดท้ายแน่นหนา และไม่ขับรถด้วยความเร็วสูง ความเสี่ยงจะน้อยลง
ด้าน “เป๊ก” ชาว จ.พระนครศรีอยุธยา โชเฟอร์แท็กซี่ เล่าว่า ด้วยความเป็น “คนต่างจังหวัด” จึงคุ้นเคยกับภาพผู้คนนั่งท้ายรถกระบะเป็นอย่างดีตั้งแต่เด็กๆ อาทิ คนในหมู่บ้านเวลาจะเดินทางไปงานวัด งานบุญ หรือกิจกรรมใดๆ ก็มัก “พึ่งพา” คนในชุมชนเดียวกันที่มีรถกระบะเสมอ ส่วนหนึ่งนั่งในรถ อีกส่วนนั่งกระบะหลัง…
ถ้าจับจริงๆ “ใบสั่ง” จะพอหรือ!?!?!
หนุ่มชาวกรุงเก่า ให้ความเห็นด้วยว่า แม้การนั่งท้ายกระบะอาจดู “ไม่ปลอดภัย” ดังที่มีประกาศห้ามใช้ทางพิเศษ แต่ตามความเป็นจริงมันกลายเป็น “วิถีชีวิต” ของคนไทยไปแล้ว ฉะนั้นหากอยู่บนถนนทั่วไปแล้วนั่งมาในกระบะปิดท้าย ไม่อัดกันแน่น ไม่ขับรถด้วยความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด หรือขับด้วยท่าทางน่าหวาดเสียว จนสุ่มเสี่ยงเกิดอันตราย ก็น่าจะ “อนุโลม” ให้ทำได้ นอกจากนี้การห้ามนั่งท้ายกระบะอย่างเด็ดขาด อาจ “กระตุ้น” ให้คนแห่ซื้อรถยนต์มากขึ้น “ซ้ำเติม” การจราจรที่ติดขัดให้ยิ่ง “วิกฤติ”
ขณะที่ “นักวิชาการ” ผู้ทำงานด้านความปลอดภัยบนท้องถนน อย่าง “นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์” ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องแยกเป็น 2 ด้าน หากมองใน “หลักวิชาการ” ค่อนข้าง “เห็นด้วย” เพราะการมีน้ำหนักบรรทุกถ่วงบริเวณท้ายรถมากเกินไป ย่อมส่งผลต่อ “ศูนย์ถ่วง” ของรถอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นหมายถึงการบังคับรถทั้งการ “ตีโค้ง” และ “เบรก” จะทำได้ยาก โอกาสเกิดอุบัติเหตุยิ่งสูง
“นพ.ธนะพงศ์” ระบุว่า การที่คน 10 คนขึ้นไปอยู่บนกระบะ จะเกิดความเสี่ยงต่อรถที่จะ “เสียหลัก” เพิ่มขึ้นจากปกติที่ไม่มีคนนั่ง ประมาณ 2 เท่า แต่พอมีคนยืน “จุดศูนย์ถ่วง” จะเปลี่ยนอีก ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงขึ้นอีก อันนี้พูดถึงรถวิ่ง เพราะต้องเข้าโค้ง
“นี่ยังไม่นับเมื่อเกิดอุบัติเหตุ คนที่นั่งท้ายกระบะมีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าที่นั่งในรถตอนหน้า แล้วคาดเข็มขัดนิรภัย เพราะเวลาเทกระจาด คนจะกระจายไปทุกทิศทุกทาง หรือแม้แต่ไม่ได้อยู่ท้ายกระบะ แต่อยู่ในแค็บหลังคนขับก็อันตราย เพราะไม่มีเข็มขัดนิรภัย” นพ.ธนะพงศ์ ระบุ
ถึงกระนั้น…หากมองใน “สภาพความเป็นจริง”นพ.ธนะพงษ์ กล่าวว่า แนวคิดนี้คงทำได้ “ไม่ง่าย” เพราะผู้คนทั่วไปโดยเฉพาะในต่างจังหวัด “ทางเลือกในการเดินทางมีน้อย” การห้ามแบบ “หักดิบ” ทั้งหมด จึงเป็นธรรมดาที่จะเกิดเสียง “ต่อต้าน-คัดค้าน” หรือซ้ำร้ายอาจนำไปสู่ทางเลือกอื่นที่ “อันตรายกว่า” เช่น หันไปใช้มอเตอร์ไซค์ในการเดินทางระยะไกลๆ แทนซึ่งจะยิ่งเสี่ยงต่อความสูญเสียมากขึ้น
“ทางออก” ที่เป็นไปได้…“ผู้จัดการ ศวปถ.” ชี้ว่า ควรเข้มงวดกับ “กลุ่มเสี่ยง” อย่างจริงจังก่อน อาทิ 1.การบรรทุกคนมากจนน่าหวาดเสียว เช่นรถรับส่งคนในสภาพอัดกันเป็น “ปลากระป๋อง” นั่งเบียดกันแน่นทั้งในกระบะ บนขอบกระบะ หรือแม้แต่ยืนบนท้ายกระบะ และ 2.รถที่ดัดแปลงสภาพ เช่น รถกระบะที่ดัดแปลงเป็น “รถรับ-ส่งนักเรียน” นำเก้าอี้มาเสริม แม้จะมีหลังคา แต่ถือว่าอันตราย
“ถ้าเน้นตรงนี้คิดว่าแรงต้านจะลดลง คือมันเป็นแนวนโยบายที่ดี แต่สุดท้ายพอหว่านกว้างเกินไปกลัวจะบังคับใช้ไม่ได้” นพ.ธนะพงศ์ ฝากทิ้งท้าย

อีกด้านหนึ่ง…ข้อมูลจาก “สำนักอำนวยความปลอดภัย” กรมทางหลวง ระบุสัดส่วนอุบัติเหตุตามประเภทยานพาหนะ ระหว่างปี 2557-2559พบว่า “รถยนต์นั่ง” (เก๋ง) เกิดอุบัติเหตุมากที่สุด เฉลี่ยร้อยละ 30-31 อันดับ 2 “รถปิกอัพบรรทุก 4 ล้อ” (กระบะ) เฉลี่ยร้อยละ 25-27 และอันดับ 3 “จักรยานยนต์” (มอเตอร์ไซค์) เฉลี่ยร้อยละ 17-18
ขณะที่รายงาน “การปฏิรูประบบความปลอดภัยทางถนน” ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) อ้างอิงตัวเลขของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ระบุว่า ระหว่างปี 2555-2558 จักรยานยนต์เกิดอุบัติเหตุมากที่สุด เฉลี่ย 19,000-26,000 ครั้งต่อปี รองลงมาเป็นรถยนต์เก๋ง เฉลี่ย 17,000-22,000 ครั้งต่อปี และอันดับ 3 รถปิกอัพกระบะ เฉลี่ย 9,000-12,000 ครั้งต่อปี
ทั้งหมดนี้น่าจะพอชี้ให้เห็นว่า แม้ข้อมูลเกี่ยวกับยานพาหนะจะต่างกัน แต่ “รถกระบะ” ติดกลุ่ม“1 ใน 3” ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง สะท้อน “ความนิยม” ใช้รถกระบะของคนไทยที่มีมาก การควบคุมจึงต้องมี “สมดุล” ระหว่างความเป็นระเบียบและ “ความปลอดภัย” กับ “ความจำเป็นในชีวิตจริง”ของประชาชน นอกจากนี้สถิติตลอดทั้งปี (รวมกันทั้งในและนอกเทศกาล) ของทั้ง 2หน่วยงาน ยังชี้ตรงกันว่า “ขับเร็วเกินกฎหมายกำหนด”คือ ต้นตอหลักของอุบัติเหตุ ไม่เกี่ยงว่าเป็นยานพาหนะชนิดใด
ฉะนั้นหากไม่แก้จุดนี้อย่างจริงจัง จะขับขี่รถอะไร…
บทสรุปสุดท้ายสิ่งที่เหมือนกัน คือ ล้วนเสี่ยง“เจ็บ-ตาย”!!!
