ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/251872
วันพุธ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.
หลายคนคงเคยเห็นการแชร์ตามสื่อโซเชียลต่างๆ ถึงพิษของแมลงชนิดหนึ่งหากโดนต่อยแล้วจะเป็นแผลพุพองยากต่อการรักษา บางรายอาจรุนแรงถึงขึ้นเสียชีวิต เจ้าแมลงที่ว่านั้นคือ “แมลงก้นกระดก” แต่ข้อมูลที่แชร์กันไปนั้นก็มีทั้งจริงและแต่งเติมจนดู
น่ากลัว สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย จึงออกมาให้ความรู้แก่ประชาชนถึงพิษภัย อันตราย ตลอดจนการป้องกันเบื้องต้น โดยเฉพาะช่วงนี้หลายพื้นที่ที่ประสบภัยน้ำท่วมเสี่ยงต่อการถูกแมลงก้นกระดกกัดต่อยได้
รศ.นพ.นภดล นพคุณ นายกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในช่วงฤดูฝน ต้นฤดูหนาวในแต่ละปี แมลงก้นกระดก หรือที่เรียกว่า “ด้วงก้นกระดก” จะพบค่อนข้างมาก โดยเฉพาะตามพื้นที่ป่าเขาตามบ้านเรือนทั่วไป โดยเฉพาะน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ รบกวนพื้นที่อาศัยของแมลงก้นกระดกที่อยู่ตามต้นไม้ ตามป่า ตามรังดิน จนต้องหนีมาอาศัยในบ้านเรือนของคนดังนั้น พื้นที่ในโซนภาคใต้จึงมีการระบาดของแมลงก้นกระดก ในหลายจังหวัด อาทิ จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง เป็นต้น
แมลงก้นกระดก หรือ ด้วงก้นกระดก หรือแมลงเฟรชชี่ มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Paederusfuscipesเป็นแมลงขนาดเล็ก ขนาดประมาณ 7-8 มม. ส่วนหัวมีสีดำปีกสีน้ำเงินเข้ม และส่วนท้องมีสีส้ม ชอบงอส่วนท้ายกระดกขึ้นลง ทำให้ได้ชื่อว่าแมลงก้นกระดก เป็นแมลงที่พบเฉพาะในเขตร้อนชื้น โดยมากอาศัยบริเวณพงหญ้าที่มีความชื้น ใกล้หนองน้ำ ชอบออกมาเล่นไฟและแสงสว่างตามบ้านเรือน
“สำหรับผู้ที่โดนพิษแมลงก้นกระดก เมื่อโดนแล้วจะมีอาการปวดแสบปวดร้อนและมีผื่นแดงตามผิวหนัง ผื่นที่เกิดจากแมลงชนิดนี้ ไม่ได้เกิดจากการที่มันกัดหรือต่อย แต่เกิดจากการที่ไปโดนแล้วบี้ทำให้สารเคมีในตัวแมลงชื่อ paederin ออกมาทำให้ผิวหนังบริเวณที่สัมผัสไหม้ เป็นรอยแปลกๆ ตามที่มือไปสัมผัส อาจเป็นเส้นเป็นทางทำให้คิดว่าเป็นงูสวัดหรือเริม บางครั้งพบลักษณะเฉพาะของโรคนี้ คือ kissing lesion คือถ้าเป็นที่ข้อพับจะเกิดผื่นที่เหมือนกันในด้านตรงข้าม ส่วนใหญ่มักโดนเวลากลางคืน
โรคผิวหนังอักเสบจากแมลงก้นกระดกชนิดนี้ไม่ได้เป็นโรคใหม่ มีการพบในประเทศไทยหลายสิบปีแล้ว แต่ก่อนนี้มักพบบ่อยตามชานเมืองที่มีหนองน้ำ แต่ปัจจุบันพบบ่อยขึ้นทั้งในต่างจังหวัดและกรุงเทพฯ และในทุกฤดูกาล”

สำหรับการรักษาเบื้องต้นเมื่อโดนแมลงหรือเกิดอาการปวดแสบปวดร้อน ให้ล้างด้วยน้ำสบู่และน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง หรือใช้แอมโมเนียทาบริเวณที่โดนแมลงจะลดอาการแสบร้อนได้ ถ้าเป็นผื่นน้อยๆ จะหายไปเองได้ แต่ถ้ามีการติดเชื้อแทรกซ้อนต้องให้ยาปฏิชีวนะทาหรือรับประทานด้วย
“หากพบว่ามีแมลงก้นกระดก หรือแมลงชนิดอื่นๆ ที่ไม่รู้จักและไม่รู้ว่ามีพิษหรือไม่มาเกาะตามร่างกาย สิ่งที่ควรทำคือ อย่าสัมผัส หรือตบแมลง แต่ให้ไล่ด้วยการพัดออกจากตัว หรือถ้าจะจับออกให้ใช้เทปกาวติดตัวแมลงออกมา โดยธรรมชาติของแมลงจะชอบแสงไฟในเวลากลางคืน ดังนั้นไม่ควรเปิดไฟแรงสูงทิ้งไว้ เพราะแสงไฟจะล่อแมลงเข้ามา จากการทดลองพบว่าแมลงจะชอบเข้ามาถ้าใช้แสงไฟนีออนหรือหลอดไฟที่มีแรงเทียนสูงกว่า 40 วัตต์ ดังนั้นประตูหน้าต่างควรบุด้วยมุ้งลวดที่มีความถี่มากๆ เพื่อให้แมลงเข้ามาไม่ได้ หมั่นทำความสะอาดผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ก่อนนอนมองหาตามผนังและเพดานใกล้หลอดไฟ ก่อนใส่เสื้อผ้าควรสะบัดให้แน่ใจว่าไม่มีแมลงติดอยู่ และควรปิดประตูหรือหน้าต่างให้ดีก่อนที่จะเข้านอน”
จะเห็นว่าแมลงชนิดนี้ไม่ได้อันตราย กัดต่อยแล้วถึงกับชีวิต แต่สามารถทำให้ผิวหนังไหม้พองได้ ดังนั้นควรป้องกันไว้ก่อนจะดีที่สุด ข้อมูลเพิ่มเติมสามารถเข้าไปได้ที่ http://www.dst.or.th/html/index.php หรือเฟซบุ๊ค ครบเครื่องเรื่องผิวหนัง ซึ่งจะมีคลิปวีดีโอสั้นให้ชมสำหรับเรื่องแมลงก้นกระดกโดยเฉพาะ
โรคยอดฮิตในปัจจุบันคงหนีไม่พ้น “โรคภูมิแพ้”โดยเฉพาะโรคภูมิแพ้ในเด็ก ซึ่ง พญ.รัตนา เพ็ญศรีชลกุมารแพทย์โรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน โรงพยาบาลเวชธานี ลาดพร้าว ให้ข้อมูลว่า สาเหตุเกิดได้จาก2 ปัจจัยหลัก คือ 1.พันธุกรรม เมื่อมีคุณพ่อคุณแม่หรือพี่น้องที่เป็นภูมิแพ้ โอกาสที่จะมีลูกที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคภูมิแพ้เพิ่มขึ้น และ 2.สิ่งแวดล้อมที่มากระตุ้น เช่น มลภาวะเป็นพิษ หรืออาหารต่างๆ มากระตุ้นเด็กที่มีความเสี่ยงเป็นภูมิแพ้ ทำให้มีอาการแสดงออกมาได้
1. สังเกตลูกน้อยอย่างไรว่าเป็นภูมิแพ้
1.1 ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง จะเป็นผื่นขึ้นตั้งแต่เด็กเล็กๆ อาจจะมีผิวแห้ง มีผื่นแดงขึ้นบริเวณตามใบหน้าหรือตามข้อพับ และเป็นๆ หายๆ รวมถึงมีอาการที่คันมากทำให้เด็กรู้สึกไม่สบายตัว
1.2 แพ้อาหาร
– มีอาการทางผิวหนังคือ ผื่นลมพิษ, ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง
– อาการทางเดินอาหาร ถ่ายเป็นมูกเลือด,ถ่ายเหลวเรื้อรัง
– อาการระบบทางเดินหายใจ หายใจครืดคราด, หอบหืด
1.3 ภูมิแพ้ทางเดินหายใจ
-ภูมิแพ้จมูกหรือบางคนเรียกว่า ภูมิแพ้อากาศมีอาการคัดจมูก คันจมูก คันตา น้ำมูกไหล จามบ่อยๆมักเป็นเรื้อรังเป็นเดือน หรือมีอาการตามช่วงเวลา เช่น ตอนเช้าหรือก่อนนอน
-หอบหืด มีอาการไอกลางคืน หายใจมีเสียงวี๊ด โดยเฉพาะเวลาอากาศเปลี่ยน
2. ภูมิแพ้ในเด็กที่พบบ่อย แบ่งตามช่วงอายุ
2.1 วัยทารก : ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง และแพ้อาหาร โดยอาหารที่ทำให้เกิดการแพ้ได้บ่อย คือ นมวัว, ไข่, ถั่วเหลือง, แป้งสาลี, อาหารทะเล, ถั่วลิสง
2.2 วัยเด็กเล็ก : หอบหืด, ภูมิแพ้จมูก, ตามลำดับ
2.3 วัยเด็กโต : ภูมิแพ้จมูก, หอบหืด, ตามลำดับ

รศ.นพ.นภดล นพคุณ
ทั้งนี้ วิธีการป้องกัน สามารถทำให้ได้ตั้งแต่ลูกน้อยอยู่ในครรภ์ เน้นให้คุณแม่รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากเกินไปและไม่น้อยเกินไป อย่างไรก็ตามเมื่อคลอดลูกแล้ว ควรเน้นให้นมแม่ก่อนอย่างน้อยประมาณ 6 เดือนและให้อาหารตามวัยอายุ 4-6 เดือน เวลาเริ่มอาหารก็เริ่มอาหารที่มีความเสี่ยงน้อยๆ ก่อน เช่น ข้าว ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์พวกไก่เนื้อหมู เนื้อปลา และค่อยๆ เพิ่มอาหารทีละอย่างทุก 3-4 วัน และสังเกตอาการถ้าพบมีอาการผิดปกติที่สงสัยว่า จะเป็นโรคภูมิแพ้ควรรีบปรึกษาแพทย์
