‘เอส แอนด์ พี’ ผู้นำธุรกิจอาหารใส่ใจสิ่งแวดล้อม ติดตั้ง Solar Roof 510 kW เพิ่มพลังงานสะอาด เพื่อโลกที่ยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/251903

วันพุธ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) จัดพิธีเปิดโครงการ “Solar Roof”โรงงานเบเกอรี่ เอส แอนด์ พี ประหยัดพลังงาน” เพื่อรับมอบงานติดตั้งแผงโซลาร์รูฟขนาด 510กิโลวัตต์ (kW) พร้อมเปิดห้องวางเครื่องแปลงพลังงาน (Inverter) สุดทันสมัยแบบ Smart Look โดยมี ภัทรา ศิลาอ่อน ประธานกรรมการ วิทูร ศิลาอ่อน รองผู้จัดการใหญ่อาวุโสธุรกิจอาหารในประเทศ และ กำธร ศิลาอ่อน รองผู้จัดการใหญ่อาวุโสสายการผลิตและซัพพลายเชน บมจ.เอส แอนด์ พี ซินดิเคท เปิดงาน พร้อมด้วย พัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทยและ สัมฤทธิ์ สิทธิวรานุวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โซลาร์ ดี คอร์เปอเรชั่น จำกัด ร่วมงานณ บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) สายการผลิตเบเกอรี่ โรงงานบางนา เมื่อเร็วๆ นี้

กำธร ศิลาอ่อน รองผู้จัดการใหญ่อาวุโสสายการผลิตและซัพพลายเชน บมจ.เอส แอนด์ พี ซินดิเคท กล่าวถึงการลงทุนครั้งสำคัญนี้ว่า “ในฐานะองค์กรภาคธุรกิจผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอาหารเอส แอนด์ พี ตระหนักถึงความสำคัญของการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการคำนึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ที่ผ่านมาเราจัดโครงการลดการใช้พลังงานอย่างต่อเนื่องทุกปี อาทิ โครงการเปลี่ยนหลอดไฟแสงสว่างจากฟลูออเรสเซ้นต์เป็น LED T18W จำนวน 2,000 หลอด ในปี 2557 และโครงการควบคุมการทำงาน MotorAir Blower ของหน่วยงานบ่อบำบัดน้ำเสีย ในปี 2558


กำธร ศิลาอ่อน และคณะผู้บริหาร เยี่ยมชมแผงโซลาร์รูฟ

สำหรับในปีนี้ เราได้รับการสนับสนุนเงินกู้เพื่อการลงทุนจำนวน 28 ล้านบาท จาก “ธนาคารกสิกรไทย” และเลือกใช้แผงโซลาร์เซล ขนาด 510 กิโลวัตต์ จาก “บริษัท โซลาร์ ดี คอร์เปอเรชั่น จำกัด”เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้า และยังสามารถผลิตเป็นพลังงานสะอาดซึ่งเป็นอีกหนึ่งพลังงานทางเลือกที่จะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อันเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับศักยภาพโรงงาน ด้วยการควบคุมต้นทุนการผลิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด และยังคงความสามารถในการผลิตและความพร้อมในการส่งมอบผลิตภัณฑ์ของเอส แอนด์ พี แก่ลูกค้า ควบคู่ไปกับการรักษาความสมดุลของสิ่งแวดล้อม ถือเป็นการตอกย้ำวิสัยทัศน์ให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น สำหรับผลิตภัณฑ์เอส แอนด์ พี ที่ผลิตภายในโรงงานแห่งนี้ อาทิ เค้กกล้วยหอม บัทเทอร์เค้ก มาร์เบิ้ลเค้ก พัฟ พาย คุกกี้ ขนมไหว้พระจันทร์ และพิซซ่า”

ในการดำเนินงานครั้งนี้ “เอส แอนด์ พี”ได้รับการติดตั้งแผงโซลาร์รูฟ ขนาด 510 กิโลวัตต์ โดยสามารถผลิตไฟฟ้าได้ปีละ 720,000 หน่วยบนพื้นที่ของหลังคาโรงงานขนาด 2,700 ตร.ม.ซึ่งปัจจุบันโรงงานผลิตเบเกอรี่บางนาแห่งนี้ มียอดการใช้ไฟฟ้าถึงปีละ 15 ล้านบาท ในการติดตั้งโซลาร์รูฟดังกล่าว เอส แอนด์ พี คาดหวังว่าจะสามารถลดค่าไฟฟ้าภายในโรงงานช่วงพีคคือในเวลากลางวันได้ถึง 3 ล้านบาทต่อปี คิดเป็นร้อยละ 20 เนื่องจากเป็นการลดความร้อนในตัวอาคาร ซึ่งจะช่วยลดภาระเครื่องทำความเย็น อีกทั้งยังเป็นการช่วยโลกในการลด Carbon Footprint ของภาคธุรกิจได้ถึงปีละ 390 Ton CO2e ต่อปี หรือเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ถึง 15,000 ต้น

ลอรีอัล บริษัทความงามอันดับหนึ่งของโลก ครองใจคนรุ่นใหม่ติดท็อป 10 บริษัท น่าทำงานด้วยมากที่สุดจากผลสำรวจของยูนิเวอร์ซัม (Universum) ตอกยํ้าถึงชื่อเสียงขององค์กรที่ได้รับการยอมรับและความสำเร็จในการมุ่งมั่นพัฒนาองค์กรทำให้ดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้สนใจมาร่วมงาน

ผลสำรวจดังกล่าววัดจากนักศึกษาในสาขาบริหารธุรกิจสาขาวิศวกรรมและไอทีรวมกว่า 267,000 คนทั่วโลกในกว่า 1,700 มหาวิทยาลัยชั้นนำ โดยปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการเลือกบริษัทที่นักศึกษาต้องการเข้าทำงานด้วยคือประสบการณ์ที่คาดว่าจะได้รับ และความก้าวหน้าในหน้าที่จากการทำงานในบริษัทนั้นๆ

ในส่วนผลสำรวจบริษัทน่าทำงานด้วยมากที่สุดของยูนิเวอร์ซัมในประเทศไทยนั้นลอรีอัล ประเทศไทย เป็นบริษัทจากอุตสาหกรรมด้านความงามที่อยู่อันดับสูงที่สุด โดยยูนิเวอร์ซัมได้ทำการสำรวจนักศึกษาไทยกว่า 7,963 คน จาก 23 มหาวิทยาลัยใน 112 สาขาการเรียน โดยลอรีอัล ประเทศไทย อยู่อันดับที่ 20 ของผลสำรวจในปีพ.ศ. 2559โดยก้าวกระโดดขึ้นจากลำดับที่ 36 ในปี พ.ศ. 2558 ซึ่งผลสำรวจพบว่านักศึกษาที่มีความสนใจเข้าทำงานกับลอรีอัล ประเทศไทย มากที่สุดคือนักศึกษาจากสาขาบริหารธุรกิจ สาขามนุษยศาสตร์ และสาขาวิศวกรรม

มนัสฤดี สุวรรณรัตน์ ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคล บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด เผยถึงความสำเร็จของลอรีอัลในการดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้มาร่วมงานกับบริษัทว่า “ลอรีอัลให้ความสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของพนักงานเป็นอย่างมากซึ่งนอกจากการอบรมต่างๆ ที่จัดขึ้นเป็นประจำแล้ว เรายังมีหลักสูตรอี-เลิร์นนิ่งกว่า 5,000 หลักสูตรที่พนักงานลอรีอัลทุกคนสามารถเข้าไปเรียนรู้ด้วยตัวเอง นอกจากนี้ เรามีนโยบายในการบริหารและพัฒนาการทำงานร่วมกันในองค์กร และมีแผนงานที่เปิดโอกาสให้พนักงานกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้มีโอกาสเติบโตในองค์กรอย่างชัดเจน”

นอกจากนี้ ลอรีอัล ประเทศไทย ยังมีโครงการพิเศษต่างๆ ที่ช่วยเปิดโอกาสการทำงานและพัฒนาศักยภาพของคนรุ่นใหม่ให้ถึงขีดสุด ไม่ว่าจะเป็นโครงการ ลอรีอัล แบรนด์ สตอร์ม ซึ่งจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2535 เพื่อเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษา ระดับปริญญาตรีปี 3-4 สาขาธุรกิจและการตลาด ได้มีโอกาสแสดงศักยภาพ ความคิดสร้างสรรค์ พร้อมทั้งนำความรู้ในห้องเรียนมาประยุกต์ใช้ในการวางแผนการตลาดให้กับแบรนด์ของลอรีอัล รวมถึงมีโอกาสได้ร่วมทำงานจริงกับนักการตลาดมืออาชีพ และมีโครงการ Management Trainee ที่คัดสรรนักศึกษาที่จบการศึกษาระดับปริญญาโทที่มีศักยภาพสูงมาเรียนรู้และทำงานจริงเพื่อพร้อมเติบโตสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นในบริษัท รวมไปถึงการเปิดโอกาสให้พนักงานได้ร่วมงานกับลอรีอัลในสำนักงานต่างประเทศ

นาตาลี เกอร์ชไตน์ เคอโรวดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “รู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ลอรีอัล ติดอันดับบริษัทที่ได้รับความนิยมในหมู่นักศึกษาให้เป็นบริษัทที่อยากมาร่วมงานด้วยเป็นอันดับต้นๆ ทั้งในประเทศไทยและในระดับโลก ทั้งนี้ลอรีอัลก็ให้ความสำคัญในการปลูกฝังวัฒนธรรมองค์กรในกลุ่มพนักงาน และการเป็นต้นแบบให้กับพนักงานตามหลักพื้นฐานและจริยธรรมในการทำงาน ทั้งในด้าน Passion ความรักหลงใหลและมีความสนใจในธุรกิจความงาม Innovation ความคิดสร้างสรรค์เพื่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ในทุกส่วนการทำงาน Entrepreneurial Spirit การมีความรู้สึกร่วมในการเป็นเจ้าขององค์กร Open Mindedness เปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น Quest for Excellence การมุ่งเน้นสู่ความเป็นเลิศในทุกสิ่งที่ทำ Responsibility การมีความรับผิดชอบต่อตนเอง เพื่อนร่วมงาน ลูกค้า สังคม โดยลอรีอัลเชื่อว่าพนักงานทุกคนโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่มีพลังในการสร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกได้เสมอ ลอรีอัลให้ความสำคัญกับพนักงานอย่างมาก และสนับสนุนการไม่หยุดพัฒนาตนเอง ซึ่งจะทำให้องค์กรจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งและสามารถก้าวขึ้นสู่การเป็นบริษัทด้านความงามอันดับหนึ่งของประเทศไทยได้ในอนาคตอันใกล้”

Leave a comment