ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/251868
วันพุธ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.
โรคยอดฮิตในปัจจุบันคงหนีไม่พ้น “โรคภูมิแพ้”โดยเฉพาะโรคภูมิแพ้ในเด็ก ซึ่ง พญ.รัตนา เพ็ญศรีชลกุมารแพทย์โรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน โรงพยาบาลเวชธานี ลาดพร้าว ให้ข้อมูลว่า สาเหตุเกิดได้จาก2 ปัจจัยหลัก คือ 1.พันธุกรรม เมื่อมีคุณพ่อคุณแม่หรือพี่น้องที่เป็นภูมิแพ้ โอกาสที่จะมีลูกที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคภูมิแพ้เพิ่มขึ้น และ 2.สิ่งแวดล้อมที่มากระตุ้น เช่น มลภาวะเป็นพิษ หรืออาหารต่างๆ มากระตุ้นเด็กที่มีความเสี่ยงเป็นภูมิแพ้ ทำให้มีอาการแสดงออกมาได้
1. สังเกตลูกน้อยอย่างไรว่าเป็นภูมิแพ้
1.1 ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง จะเป็นผื่นขึ้นตั้งแต่เด็กเล็กๆ อาจจะมีผิวแห้ง มีผื่นแดงขึ้นบริเวณตามใบหน้าหรือตามข้อพับ และเป็นๆ หายๆ รวมถึงมีอาการที่คันมากทำให้เด็กรู้สึกไม่สบายตัว
1.2 แพ้อาหาร
– มีอาการทางผิวหนังคือ ผื่นลมพิษ, ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง
– อาการทางเดินอาหาร ถ่ายเป็นมูกเลือด,ถ่ายเหลวเรื้อรัง
– อาการระบบทางเดินหายใจ หายใจครืดคราด, หอบหืด

พญ.รัตนา เพ็ญศรีชล
1.3 ภูมิแพ้ทางเดินหายใจ
-ภูมิแพ้จมูกหรือบางคนเรียกว่า ภูมิแพ้อากาศมีอาการคัดจมูก คันจมูก คันตา น้ำมูกไหล จามบ่อยๆมักเป็นเรื้อรังเป็นเดือน หรือมีอาการตามช่วงเวลา เช่น ตอนเช้าหรือก่อนนอน
-หอบหืด มีอาการไอกลางคืน หายใจมีเสียงวี๊ด โดยเฉพาะเวลาอากาศเปลี่ยน
2. ภูมิแพ้ในเด็กที่พบบ่อย แบ่งตามช่วงอายุ
2.1 วัยทารก : ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง และแพ้อาหาร โดยอาหารที่ทำให้เกิดการแพ้ได้บ่อย คือ นมวัว, ไข่, ถั่วเหลือง, แป้งสาลี, อาหารทะเล, ถั่วลิสง
2.2 วัยเด็กเล็ก : หอบหืด, ภูมิแพ้จมูก, ตามลำดับ
2.3 วัยเด็กโต : ภูมิแพ้จมูก, หอบหืด, ตามลำดับ

ทั้งนี้ วิธีการป้องกัน สามารถทำให้ได้ตั้งแต่ลูกน้อยอยู่ในครรภ์ เน้นให้คุณแม่รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากเกินไปและไม่น้อยเกินไป อย่างไรก็ตามเมื่อคลอดลูกแล้ว ควรเน้นให้นมแม่ก่อนอย่างน้อยประมาณ 6 เดือนและให้อาหารตามวัยอายุ 4-6 เดือน เวลาเริ่มอาหารก็เริ่มอาหารที่มีความเสี่ยงน้อยๆ ก่อน เช่น ข้าว ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์พวกไก่เนื้อหมู เนื้อปลา และค่อยๆ เพิ่มอาหารทีละอย่างทุก 3-4 วัน และสังเกตอาการถ้าพบมีอาการผิดปกติที่สงสัยว่า จะเป็นโรคภูมิแพ้ควรรีบปรึกษาแพทย์
