ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/252532
วันจันทร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.
โรคเบาหวาน ถือเป็นหนึ่งในโรคเรื้อรังที่คุกคามคนไทยจำนวนมาก ปัจจุบันพบผู้ป่วยโรคเบาหวานมากถึง 5 ล้านรายในประเทศไทย เนื่องจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป คือการรับประทานอาหารจำพวกแป้ง น้ำตาล และไขมันมากขึ้น บวกกับ
ขาดการออกกำลังกายและการดำเนินชีวิตที่เร่งรีบในเมือง โดยข้อมูลล่าสุดจากองค์การอนามัยโลก (WHO) เผยว่าประชากรทั่วโลกที่มีอายุมากกว่า 18 ปีป่วยเป็นโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 8.5 และยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โรคเบาหวานก่อให้เกิดความผิดปกติของหลอดเลือดทั่วร่างกาย ซึ่งมักนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนในอวัยวะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความผิดปกติที่สมอง หัวใจ ไต อาการเส้นประสาทชาตามปลายมือและเท้า ตลอดจนการสูญเสียทางการมองเห็นอย่างเฉียบพลันอันเป็นผลจากภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา หรือที่มักเรียกกัน ว่า “เบาหวานขึ้นตา”

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ภฤศ หาญอุตสาหะ ประธานชมรมจอประสาทตาแห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลว่าโรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตา เริ่มจากหลอดเลือดในจอตาเกิดความผิดปกติ โดยระยะแรกหลอดเลือดฝอยที่จอประสาทตามีอาการโป่งพองและแตกเป็นจุดเลือดออกเล็กๆ หากปล่อยทิ้งไว้จนเกิดการรั่วซึมมากขึ้นจะทำให้ตามัวลงเนื่องจากจุดภาพชัดบวม ต่อมาเมื่อโรคลุกลามมากขึ้นจนเกิดการอุดตันของหลอดเลือด จะทำให้เกิดภาวะจอตาขาดเลือดและกระตุ้นให้เกิดการสร้างหลอดเลือดใหม่ตามกลไกทางธรรมชาติ ซึ่งมักก่อให้เกิดเนื้อเยื่อเป็นพังผืดยึดดึงจอตาจนฉีกขาด ส่งผลให้ผู้ป่วยสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรในที่สุด ทั้งนี้ภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตาอาจเกิดขึ้นกับดวงตาเพียงข้างเดียว หรือดวงตาทั้งสองข้างในเวลาเดียวกัน
“ผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานนาน 15 ปีขึ้นไปมีโอกาสเกิดโรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตามากถึงร้อยละ 80 โดยสัดส่วนดังกล่าวจะเพิ่มมากขึ้นตามระยะเวลาการป่วยเป็นโรคเบาหวาน ยิ่งไปกว่านั้นคนไทยเกือบร้อยละ 50 ยังไม่ทราบว่าตนเองป่วยเป็นโรคเบาหวาน และยังมีอีกจำนวนมากที่รู้ตัวแต่กลับไม่เข้ารับการรักษา หรือละเลยการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดี หากผู้ป่วยโรคเบาหวานไม่ได้รับการตรวจตาและเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที ผู้ป่วยจะมีความเสี่ยงอาการแทรกซ้อนทางจอตา โดย 1 ใน 5 มักสูญเสียการมองเห็นอย่างรวดเร็วภายใน 3 ปี”
ทั้งนี้ การรักษาโรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตา ทำได้ด้วยการยิงเลเซอร์และการฉีดยาเข้าวุ้นตา เป็นวิธีมาตรฐานสำหรับผู้ป่วยในระยะที่มีการสร้างหลอดเลือดใหม่หรือมีจุดภาพชัดบวม โดยวิธีการดังกล่าวจะช่วยลดการรั่วไหลของเลือดและทำให้หลอดเลือดเกิดใหม่ฝ่อลง แต่สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง เช่น ภาวะเลือดออกในวุ้นตา หรือจอประสาทตาหลุดลอกจากการถูกพังผืด
ดึงรั้งนั้น จำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดวุ้นตาประกอบวิธีการรักษาอื่นๆ เพื่อป้องกันไม่ให้โรคลุกลามและช่วยซ่อมแซมจอตาให้กลับเข้าที่เดิม อย่างไรก็ตาม การมองเห็นของผู้ป่วยอาจไม่สามารถกลับมาดีดังเดิม เนื่องจากวิธีการต่างๆ มักเป็นการรักษาเมื่อปลายเหตุเพื่อไม่ให้อาการแย่ลง หรือช่วยให้ผู้ป่วยบางรายกลับมามองเห็นในระดับที่ยังสามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

“ผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตาระยะแรกอาจไม่รู้สึกว่ามีอาการผิดปกติใดๆ ดังนั้นผู้ป่วยโรคเบาหวานทุกคนควรเข้ารับการตรวจตาอย่างสม่ำเสมอแม้ไม่มีอาการตามัว โดยจักษุแพทย์จะหยอดยาขยายรูม่านตาและถ่ายภาพจอประสาทตาเพื่อวินิจฉัยจอตาอย่างละเอียด นอกจากนี้ ภาวะจุดภาพชัดบวมอาจเกิดกับดวงตาเพียงข้างเดียว จึงทำให้ผู้ป่วยบางรายไม่รู้ตัวว่าการมองเห็นในตาข้างใดข้างหนึ่งของตนบกพร่อง ฉะนั้น ผู้ป่วยโรคเบาหวานควรหมั่นทดสอบการมองเห็นของตาทีละข้างเป็นประจำด้วยตนเองโดยปิดตาข้างใดข้างหนึ่งแล้วใช้ตาข้างเดียวมองหากพบว่าตามัวลงควรรีบพบแพทย์ทันที
สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีอาการสายตาพร่ามัว หรือมีปัญหาทางด้านการมองเห็น ควรรีบเข้ารับการวินิจฉัยอาการและขอคำปรึกษาจากจักษุแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และหากพบว่ามีอาการของโรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตา ควรควบคุมระดับน้ำตาลและความดันโลหิต โดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตนเองในหลายๆ ด้านเพื่อชะลอการทรุดตัวของโรค และเพิ่มโอกาสตอบสนองต่อการรักษา นอกจากการเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม โดยหลีกเลี่ยงอาหารที่มีส่วนประกอบของแป้งและน้ำตาลในปริมาณมาก ที่สำคัญผู้ป่วยควรทำจิตใจให้เบิกบาน ควบคู่ไปกับการปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด” รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ภฤศ กล่าวในที่สุด
