รองอธิบดีไม่รักดี ขโมยรูป โดนจับที่เกียวโต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 ม.ค. 2560 07:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/844094


ไปราชการ-พักโรงแรมคนเดียว ปลดภาพวาดยัดกระเป๋าเดินทาง จํานนด้วยวงจรปิดตร.ยุ่นคุมตัว ปลัดพาณิชย์สั่งอธิบดีสอบด่วน

อื้อฉาวกระฉ่อนเมือง ตะลึง…รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ถูกจับกุมเป็นขโมยฉกภาพวาดจากโรงแรมที่ พักในญี่ปุ่น มูลค่าแค่ 15,000 เยน หลังเดิน ทางเพียงลำพังไปอบรมตำรวจค้นกระเป๋าเดินทางขณะกำลังเช็กเอาต์พบหลักฐานชัดเจนคาตา อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา แถลงข่าวยอมรับเป็นข้าราชการระดับสูงของกระทรวงจริง และตกใจมากที่ก่อพฤติกรรมที่ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงขนาดนั้น เพราะเป็นบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ นายกฯให้รอสอบข้อเท็จจริง ด้านรองอธิบดีฯ ที่ตกเป็นผู้ต้องหา ยอมรับสารภาพทำจริง ตร.เกียวโตเตรียมส่งฟ้องศาลญี่ปุ่น 26 ม.ค.และเปิดให้ จนท.กงสุลไทยเข้าเยี่ยมได้

เป็นเรื่องฮือฮาและอับอายขายขี้หน้าไปทั่ว กรณีข้าราชการระดับสูงกระทรวงพาณิชย์ กระทำสิ่งที่ไม่น่าเชื่อว่าจะ “กล้า” ทำ ตอบสนองความ “อยากได้” ของตัวเอง ด้วยการแอบ “ฉก” ภาพวาดของโรงแรมที่พักในประเทศญี่ปุ่น รวม 3 ภาพ ใส่กระเป๋าเดินทาง แต่ทางโรงแรมตรวจพบและถูกจับกุมดำเนินคดีในที่สุด

ทั้งนี้ เหตุอื้อฉาวรายนี้ เป็นที่เปิดเผยเมื่อวันที่ 25 ม.ค. หลังจากมีสื่อท้องถิ่นของญี่ปุ่น รายงานว่า เมื่อวันที่ 24 ม.ค. เจ้าหน้าที่ตำรวจญี่ปุ่นได้ควบคุม ตัวชายไทย เป็นผู้ต้องสงสัยขโมยภาพวาด 3 ภาพ มูลค่าประมาณ 15,000 เยน ที่ติดอยู่ที่ผนังโรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองเกียวโต หลังจากพนักงานโรงแรมตรวจสอบพบว่า ภาพวาดตกแต่งซึ่งติดอยู่ชั้น 9-10 หายไป จึงได้แจ้งความและตรวจสอบกล้องวงจรปิด พบชายต้องสงสัยว่าเป็นผู้นำภาพดังกล่าว คือแขกคนหนึ่งที่เข้าพักในโรงแรม เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงขอตรวจค้น กระเป๋าระหว่างเช็กเอาต์ พบภาพวาดดังกล่าว โดยชายเจ้าของกระเป๋าที่พบภาพวาด ระบุว่าทำงานอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ของไทย มีตำแหน่งเป็นถึงรองอธิบดี

นอกจากนี้ เว็บไซต์ข่าว “ซันเคอิ” ของญี่ปุ่น ยังรายงานเช่นกันว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจญี่ปุ่นทำการจับกุมชายไทย อายุ 60 ปี ไม่เปิดเผยชื่อ หลังก่อเหตุขโมยภาพวาดที่ประดับไว้ตามทางเดินห้องพัก ภายใน โรงแรมแห่งหนึ่ง ย่านนาคาเกียว ของนครเกียวโต ภาคกลางของญี่ปุ่น โดยเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นระบุว่า ผู้ต้องสงสัยชาวไทยขโมยภาพวาดจำนวน 3 ภาพ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 15,000 เยน หรือประมาณ 4,635 บาท จากผนังชั้น 9-10 ของโรงแรม ก่อนที่พนักงานโรงแรมจะพบความผิดปกติ และตรวจสอบภาพกล้องวงจรปิดย้อนหลัง ทำให้พบว่าผู้ต้องสงสัยได้มาขโมยภาพวาดไปเมื่อเวลาประมาณ 07.15 น. ของวันที่ 24 ม.ค. ตามเวลาท้องถิ่น จึงดำเนินการแจ้งความตำรวจ

ต่อมาในเวลาประมาณ 10.00 น. วันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เดินทางมายังโรงแรม ได้ตรวจสอบกระเป๋าของผู้ต้องสงสัยขณะเช็กเอาต์ออกจากที่พัก และพบภาพวาดดังกล่าว ทำให้ตัดสินใจควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยไปยังสถานีตำรวจใกล้เคียง เตรียมส่งดำเนิน คดีหลังจากผู้ต้องสงสัยยอมรับสารภาพ โดยการสอบสวนของเจ้าหน้าที่พบว่า ผู้ต้องสงสัยซึ่งระบุชื่อเพียงว่า “สงวนดีกุล” อ้างว่าทำงานประจำกระทรวงพาณิชย์ของไทย และเดินทางมายังนครเกียวโตด้วยตัวคนเดียว ก่อนมาเข้าพักที่โรงแรมระหว่างวันที่ 23-24 ม.ค. ในย่านนาคาเกียว

ขณะเดียวกันในช่วงเช้าวันที่ 25 ม.ค. กระแสข่าวนี้ ได้แพร่สะพัดไปทั่ว ก่อให้เกิดข้อกังขาและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ จนเวลา 13.20 น. นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ได้เปิดแถลงข่าวถึงเรื่องนี้ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้รับรายงานจากกระทรวงการต่างประเทศว่า เมื่อวันที่ 25 ม.ค. เจ้าหน้าที่ตำรวจญี่ปุ่นได้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยเป็นชายไทย เป็นผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์จริงตามข่าว โดยผู้บริหารรายนี้ ก่อพฤติกรรมขโมยภาพวาดในโรงแรมที่พัก จึงได้สั่งการให้สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ นครโอซากา ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ของไทยในประเทศญี่ปุ่น ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศญี่ปุ่น และสถานกงสุลไทยในโอซากา หาข้อเท็จจริงและให้ความช่วยเหลือ

นายทศพลกล่าวด้วยว่า หากข้าราชการคนดังกล่าว เดินทางกลับมาประเทศไทย น่าจะได้รับทราบ ข้อเท็จจริงทั้งหมด และน่าจะถูกดำเนินการต่างๆ ตามขั้นตอนของกฎระเบียบของข้าราชการต่อไป แต่ขณะนี้ เรื่องดังกล่าวอยู่ในดำเนินการตามกฎหมายของญี่ปุ่น ตามขั้นตอนแล้ว มีระยะเวลาอยู่พอสมควร เช่น เมื่อเจ้าหน้าที่จับกุมตัวผู้ต้องสงสัยแล้วจะทำสำนวนคดีและส่งตัวผู้ต้องสงสัยให้อัยการภายใน 48 ชั่วโมง จากนั้นอัยการจะทำเรื่องก่อนส่งฟ้องศาล ภายใน 24 ชั่วโมง อัยการดำเนินการส่งฟ้องศาลภายใน 20 วัน เป็นต้น

“ขณะนี้เรื่องนี้อยู่ในขั้นตอนของกฎหมายญี่ปุ่น และไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลาดำเนินนานเท่าไร แต่ตามกฎระเบียบข้าราชการ เวลาข้าราชการไปประชุม ต่างประเทศ จะไม่มีเอกสิทธิ์คุ้มครองเหมือนข้าราชการที่ไปประจำในต่างประเทศ แต่หากการพิจารณาตามกฎหมายของญี่ปุ่นแล้วเสร็จ ข้อมูลชัดเจนว่า ข้าราชการคนดังกล่าวเข้าข่ายกระทำความผิดจริง จะดำเนินการเอาผิดทางวินัย ซึ่งโทษวินัยมีตั้งแต่เบาไปหาหนัก เช่น ภาคทัณฑ์ ลดเงินเดือน ปลดออก ให้ออก ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น แต่ขณะนี้ยังไม่อยากพูดไปก่อนว่า กรณีนี้จะผิดโทษวินัยร้ายแรงจนถึงขั้นต้องให้ออกหรือไม่”

อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญากล่าวด้วยว่า ส่วนการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงนั้น ต้องดำเนินการอยู่แล้ว แต่ขณะนี้ยังไม่ได้ดำเนินการ เพราะขอเวลาในการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน เรื่องดังกล่าวได้รายงานให้ผู้บริหารกระทรวงฯ ทั้งปลัดกระทรวงพาณิชย์ รมช. และ รมว.รับทราบ ผู้บริหารกระทรวงฯรู้สึกวิตกกังวลมาก กำชับให้หาข้อเท็จจริงให้ได้โดยเร็ว จนถึงเวลาก่อนแถลงข่าวยังไม่สามารถติดต่อกับข้าราชการคนดังกล่าวได้ จึงไม่รู้ว่าทำผิดจริง หรือไม่ ทำไปเพราะเหตุใด และขโมยภาพวาดอะไร

นายทศพลกล่าวอีกว่า การเดินทางไปญี่ปุ่นของข้าราชการคนดังกล่าว มี 2 ภารกิจคือ ภารกิจแรก เดินทางเพื่อเข้าร่วมประชุมงานด้านทรัพย์สินทางปัญญาของภาครัฐ และมหาวิทยาลัยของญี่ปุ่นเชิญไปร่วมประชุมเรื่องการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของภาครัฐ ระหว่างวันที่ 20-25 ม.ค.60 โดยมีกำหนดเดินทางกลับไทยวันที่ 25 ม.ค. แต่ได้เลื่อนการเดินทางกลับอย่างไม่มีกำหนด

“ตอนได้ยินข่าว รู้สึกตกใจ ไม่อยากเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง เพราะท่านเป็นบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถมากของกรมฯ และของกระทรวงพาณิชย์ เป็นนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่น เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการผลักดันการแก้ปัญหางานที่คั่งค้างของกรมฯ เป็นคนทำงานจริงจัง ไม่เคยมีประวัติด่างพร้อย” นายทศพลกล่าว

ด้าน น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กรณีนี้คงต้องรอทางการญี่ปุ่นสอบสวนข้อเท็จจริง หลังจากนั้นจะมอบหมายให้กรมทรัพย์สินทางปัญญา ในฐานะหน่วยงานที่รับ ผิดชอบตรงสอบสวนข้อเท็จจริงอีกครั้ง เพื่อดำเนินการ ตามระเบียบวินัยของข้าราชการกระทรวง โดยต้องให้ ความเป็นธรรมกับข้าราชการคนดังกล่าว เพราะขณะนี้ ยังไม่ทราบถึงเหตุผลที่แท้จริงของข้อกล่าวหานั้น

“กระบวนการสอบสวนของไทยมีอยู่แล้ว มอบหมายให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาไปตรวจสอบข้อเท็จจริง เพราะเป็นหน่วยงานบังคับบัญชาของข้าราชการคนนั้น จะมีโทษวินัยอย่างไร ต้องรอผล ของทางการญี่ปุ่นออกมาก่อน ส่วนที่ว่าจะเสื่อมเสียภาพลักษณ์ของกระทรวงพาณิชย์หรือไม่ มองว่าไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน เพราะเหตุการณ์นี้เป็นเรื่องส่วนบุคคล และเป็นเวลานอกราชการ อีกทั้งข้าราชการคนดังกล่าวเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ ประวัติการทำงานดีมาโดยตลอด ดังนั้น จึงต้องรอสาเหตุของการสอบสวนครั้งนี้” น.ส.วิบูลย์ลักษณ์กล่าว

ส่วนนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องมีการพิจารณาและให้ความเป็นธรรม แต่ต้องรอผลการตรวจสอบจากญี่ปุ่น ว่ามีเหตุผลและข้อเท็จจริงในการกระทำอย่างไร หากผิดจริงจะดำเนินการตามระเบียบขั้นตอนทางราชการ พร้อมตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง มั่นใจว่าเรื่องดังกล่าวไม่น่าจะกระทบต่อภาพลักษณ์ และการทำงานของกระทรวงพาณิชย์

ขณะที่ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แม้ในการแถลงข่าว จะไม่มีการระบุชื่อรองอธิบดีที่กระทำผิดจนเป็นข่าวครึกโครม แต่จากการตรวจสอบ มีรองอธิบดีของกระทรวงพาณิชย์ คือ นายสุภัฒ สงวนดีกุล รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพียงคนเดียวที่เดินทางไปญี่ปุ่น โดยเป็นการเดินทางไปอบรมเรื่องสิทธิบัตรกับรัฐบาลญี่ปุ่น ตามกำหนดการเดิม จะเดินทางกลับในวันที่ 25 ม.ค. แต่ได้มีการแจ้งมายังกรมทรัพย์สินทางปัญญาว่าจะเลื่อนการเดินทางกลับโดยไม่มีกำหนด และไม่ต้องส่งเจ้าหน้าที่ไปรับที่สนามบินสุวรรณภูมิ

ก่อนหน้ามีการแถลงข่าวของกระทรวงพาณิชย์ ในเวลา 11.50 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงกรณีรองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ถูกทางการญี่ปุ่นดำเนินคดีข้อหาขโมยภาพจากโรงแรมเกียวโตว่า “เดี๋ยวเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก็จะดำเนินการสอบสวนในเรื่องดังกล่าว ผมยังไม่เห็นรายละเอียด ทำไมข่าวทำนองนี้ออกมาเยอะ เห็นไหมล่ะเขาบอกแล้วว่าปีนี้สิ่งที่ปิดบังกันเอาไว้ จะถูกเปิดเผยมาทั้งหมด”

สำหรับประวัติของนายสุภัฒ ที่ก่อพฤติกรรมจนเป็นข่าวสะท้านสะเทือนประเทศ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี-โท ด้านเศรษฐศาสตร์การค้าระหว่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยนาโกย่า เริ่มรับราชการที่กรมการค้าต่างประเทศ ในปี 2527 แล้ว เป็นเลขานุการโท สำนักงานที่ปรึกษาการพาณิชย์ กรุงออตตาวา เลขานุการเอก (ฝ่ายการพาณิชย์) สำนักงานที่ปรึกษาการพาณิชย์ กรุงออตตาวา เลขานุการเอก (ฝ่ายการพาณิชย์) สำนักงานที่ปรึกษาการพาณิชย์ กรุงโตเกียว ที่ปรึกษา (ฝ่ายการพาณิชย์) สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ กรุงจาการ์ตา อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการพาณิชย์) สำนักงานการพาณิชย์ในต่างประเทศ กรุงบรัสเซลส์, กงสุล (ฝ่ายการพาณิชย์) สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ นครซิดนีย์, ผู้อำนวยการสำนักอาเซียน กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ, ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครโอซากา และเป็นรองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน โดยจะเกษียณอายุราชการเดือน ก.ย.60

ต่อมาช่วงเย็นวันเดียวกันผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงพาณิชย์ได้รับประสานจากกระทรวงการต่างประเทศว่า นายสุภัฒได้ยอมรับผิดกับทางการญี่ปุ่นแล้ว โดยกระทรวงการต่างประเทศได้รับแจ้งจากสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว ว่าสถานีตำรวจเมืองเกียวโต แจ้งต่อสถานกงสุลใหญ่ไทย ณ นครโอซากา ให้รับทราบว่าทางการญี่ปุ่นจะนำตัวรองอธิบดีที่ก่อเหตุ ส่งฟ้องศาลในวันที่ 26 ม.ค. ซึ่งเจ้าหน้าที่ของสถานกงสุลใหญ่จะเข้าเยี่ยมได้ที่สถานีตำรวจในวันดังกล่าว เพื่อรับทราบรายละเอียดของเหตุการณ์ และความต้องการเรื่องทนายความเพื่อต่อสู้คดีหรือไม่ และตามกระบวนการน่าจะจ่ายเพียงแค่ค่าปรับให้กับทางโรงแรม เจ้าของภาพวาดที่ได้ขโมยมา และเดินทางกลับประเทศไทยได้ในเร็วๆนี้

นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์และโฆษกกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีนี้ ว่า เรื่องนี้คงไม่สามารถเจาะจงว่า ข้าราชการระดับ สูงท่านนั้น มีสภาพจิตใจ หรือป่วยทางด้านโรคจิตเวช หรือไม่ เพราะไม่ได้มีการประเมินหรือวินิจฉัยโดยตรง แต่หากพูดในหลักการแล้ว ภาวะที่เกิดขึ้นต้องแยกจากการขโมยของทั่วไป เนื่องจากการขโมยของทั่วไป ผู้ขโมยจะไม่ค่อยรู้ผิดชอบ แต่หากในบางกลุ่มที่มีอาการป่วย ต้องพิจารณาอีกว่าช่วงอายุอย่างไร หากเป็นเด็กอาจจะยังไม่ทราบว่า อะไรควรไม่ควร แต่หากเป็นในกลุ่มผู้ใหญ่ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ อาจ มีภาวะทางสมองเสื่อม อาจมาจากความผิดปกติของสารในสมองได้ โรคกลุ่มนี้เรียกว่าโรคคลีฟโทมาเนีย เป็นกลุ่มที่มีปัญหาการยับยั้งพฤติกรรมการขโมย

นพ.อภิชาติกล่าวอีกว่า โดยชีวิตประจำวันแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่เมื่อมาถึงจุดหนึ่งที่ต้องการของบางอย่าง จะมีความรู้สึกขัดกันขึ้นมา อยากได้มากถึงมากที่สุด แม้ของเหล่านี้อาจไม่ได้มีมูลค่ามากพอ โดยบางกลุ่มขโมยเสร็จแล้ว อาจจำไม่ได้ หรือบางกลุ่มจำได้ และจะรู้สึกผิดมากๆ บาง รายรับสิ่งที่ตัวเองกระทำไม่ได้ ถึงขนาดเป็นภาวะซึมเศร้า เสี่ยงฆ่าตัวตาย ซึ่งที่ผ่านมาตัวเลขของผู้ป่วยกลุ่มนี้ทั่วโลกไม่มีตัวเลขแน่ชัด ในไทยส่วนใหญ่มาหาด้วยอาการซึมเศร้า แต่มาพบภายหลังเรียกว่าหลายคนไม่รู้ตัวเลย ดังนั้นหากรู้สึกว่าอยากขโมย อยากได้ ไม่ต้องรอลงมือทำ แค่มีความคิด ก็ควรรีบปรึกษาจิตแพทย์ หรือโทร.ปรึกษาสายด่วนกรมสุขภาพจิต 1323 ทันที กรณีของข้าราชการระดับสูงท่านนี้ ในส่วนของความผิดก็ว่ากันไปตามผิด เป็นเรื่องของคดีไป แต่ในส่วนว่าจะป่วยหรือไม่ ตนไม่ทราบก็ต้องไปตรวจวินิจฉัย แต่หากป่วยควรรักษา ในสังคมมีลักษณะนี้อยู่จริงแต่หลายคนก็ไม่รู้ตัว

 

Leave a comment