โดนด่าก็ยอม! ทรัมป์ ตะลุยสร้างกำแพง ออกคำสั่งอื้อ ไม่ถึง7วันหลังสาบานตน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ม.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/844554


ต้องถือว่า ‘ออกตัวแรงเหลือ’ สำหรับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีใหม่เอี่ยมอ่อง วัย 71 ปีของสหรัฐฯ เพราะภายในเวลาไม่ถึงสัปดาห์ หลังจากสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐอเมริกา ปรากฏว่า ทรัมป์ ได้ออกเอกสารบันทึกความเข้าใจประธานาธิบดี (President Memorandum) และลงนามคำสั่งพิเศษของประธานาธิบดี (Executive Order) ซึ่งเป็นอำนาจบริหารสูงสุด และเป็นสิทธิ์อันชอบธรรมของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ใช้ในการออกกฎหมาย โดยไม่ต้องผ่านสภาคองเกรส ไปแล้วหลายเรื่อง!!

ที่สำคัญ คือ แต่ละเรื่อง ล้วนเป็น ‘นโยบายเด็ด’ แม้จะโดน ‘ด่า’ จากชาวอเมริกันและชาวโลกที่ มองต่างและคิดต่างไปจากเขา.. อีกทั้ง ทรัมป์ ยังไม่ได้ยี่หระต่อผลโพลสำรวจความเห็นของชาวอเมริกัน จัดทำโดยวอชิงตัน โพสต์ ร่วมกับเอบีซี นิวส์ และซีเอ็นเอ็น ที่ออกมาเพียง 3 วันก่อนสาบานตนรับตำแหน่งเมื่อ 20 มกราคม 2560 ที่ออกมาว่า ทรัมป์ ถือเป็นประธานาธิบดีที่เริ่มการบริหารประเทศด้วยคะแนนนิยมที่ต่ำสุดในประวัติประธานาธิบดีใหม่ของสหรัฐฯ ในรอบกว่า 40 ปี !!

ทรัมป์ ได้รับความนิยม อยู่ที่เพียงร้อยละ 40 เมื่อเทียบกับอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา ซึ่งได้คะแนนนิยมตอนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรกในปี 2552 สูงถึงร้อยละ 80 เลยทีเดียว เรียกว่า ความนิยมของทรัมป์ ห่างจากโอบามาเป็นครึ่ง

แต่ คนอย่าง ทรัมป์ มีหรือจะยอมแพ้ เพราะเขายังคงเดินหน้าตามนโยบายที่ได้ลั่นวาจาให้คำมั่นสัญญากับบรรดาชาวอเมริกันที่สนับสนุนตอนหาเสียงทันที ไม่รีรอ รวมทั้งยังเป็นการเดินไปตามเจตนารมณ์ คำประกาศในวันสาบานตน ที่ทรัมป์ได้ย้ำถึงสองครั้งสองคราว่า จากนี้ไป ‘อเมริกาต้องมาก่อน’ (America First) และเขาจะทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง (Make Ameica Great Again)!!

และนี่คือ นโยบาย ‘เอียงขวา’ ซึ่งเป็น ‘ไม้เด็ด’ ของรัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน ที่ได้ดำเนินการทันทีตามที่หาเสียง ในเวลาไม่ถึงสัปดาห์หลังรับตำแหน่ง..

* ประเดิม ฟัน‘โอบามาแคร์’ ทันที

หลังเสร็จสิ้นพิธีรับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ และชมขบวนพาเหรดของกองทหารเกียรติยศ ได้ไม่กี่อึดใจ ทรัมป์ ได้มุ่งตรงไปยังห้องทำงานรูปไข่ ในทำเนียบขาวทันที ลงนาม ออกคำสั่งพิเศษของประธานาธิบดี ลดภาระทางการเงิน ของกฎหมายเกี่ยวกับการประกันสุขภาพถ้วนหน้า ‘Patient Protection and Affordable Care Act’ หรือเรียกกันในชื่อ ‘โอบามา แคร์’ ซึ่งถูกผลักดันโดยรัฐบาลอดีตประธานาธิบดีโอบามา พร้อมกันนั้น ทรัมป์ ได้เรียกร้องให้หน่วยงานรัฐบาล ‘ระงับชั่วคราว เลื่อนหรือชะลอ รวมทั้งออกข้อยกเว้นจากการบังคับใช้’ บทบัญญัติที่กำหนดภาระทางการเงินเกี่ยวกับรัฐ บริษัท และปัจเจกบุคคล

การออกคำสั่งพิเศษของประธานาธิบดี ที่ทรัมป์ใช้เป็นครั้งแรกในการระงับข้อบังคับต่างๆ ของโอบามาแคร์นั้น ยังเรียกร้องให้มีความพยายามทำให้รัฐต่างๆ สามารถยืดหยุ่นในการบังคับใช้นโยบายโอบามาแคร์

*ทำไม พรรครีพับลิกัน และทรัมป์ ไม่ปลื้ม ‘โอบามาแคร์’

เหตุผล ที่พรรครีพับลิกัน ต่อต้านกฎหมายประกันสุขภาพถ้วนหน้า ‘โอบามาแคร์’ ที่รัฐบาลโอบามา พยายามผลักดันอย่างสุดๆ นั้น เพราะพรรครีพับลิกัน เป็นพรรคที่ต่อต้านรัฐบาลเข้าไปแทรกแซงระบบเศรษกิจ ซึ่งกฎหมาย ‘โอบามาแคร์’ เป็นกฎหมายที่เข้ามาตั้งกฎข้อบังคับกับ บริษัทประกันชีวิต และโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งถือเป็นการแทรกแซงระบบเศรษฐกิจ และยังเป็นการบังคับให้ประชาชนต้องซื้อประกัน และปรับผู้ที่ไม่ซื้อนั้น เป็นการละเมิดเสรีภาพส่วนบุคคล

นอกจากนั้นแล้ว พรรครีพับลิกัน ยังเห็นว่า ‘โอบามาแคร์’ จะทำให้คนตกงานจำนวนมาก เพราะการบังคับให้บริษัทเอกชน ต้องซื้อประกันสุขภาพให้ลูกจ้างนั้น จะทำให้บริษัทพากันลดคนงาน และหันไปจ้างลูกจ้างแบบพาร์ทไทม์ เพื่อเลี่ยงค่าประกันสุขภาพ และเหตุผลอีกประการหนึ่ง ที่ทำให้รัฐบาลทรัมป์ ไม่เห็นด้วยกับ ‘โอบามาแคร์’ ก็คือ การที่รัฐบาลต้องแบกภาระหนักอึ้งด้านการเงิน ซึ่งจะทำให้ รัฐบาลขาดดุลงบประมาณมหาศาล เพราะแม้แต่ รัฐบาลโอบามายังได้ประเมินไว้ว่า ในระยะ 10 ปีแรก รัฐบาลจะต้องใช้เงินงบประมาณไปกับ ‘โอบามาแคร์’ ถึงประมาณ 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 38.5 ล้านล้านบาท แต่พรรครีพับลิกันยังคาดว่า ค่าใช้จ่ายจริงอาจสูงกว่านี้ประมาณ 2 เท่าครึ่ง หรือเฉียด 100 ล้านล้านบาท

*คำไหนคำนั้น! พา สหรัฐฯถอนตัวออกจาก TPP

เรื่องใหญ่ที่ชาวโลก โดยเฉพาะ 12 ประเทศที่ร่วมลงนามในข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ เอเชีย-แปซิฟิก (TPP) หรือ ทีพีพี เมื่อทรัมป์เข้าบริหารประเทศก็คือเขาจะนำพาสหรัฐฯ ถอนตัวจากทีพีพี ตามที่ลั่นวาจาตอนหาเสียงหรือไม่ และเพียงไม่กี่วัน หลังทรัมป์เข้าไปนั่งในทำเนียบขาวแล้ว นโยบายสำคัญของทรัมป์ ลำดับถัดมา ก็คือ การออกเอกสารบันทึกความเข้าใจประธานาธิบดีให้สหรัฐฯ ถอนตัวจากข้อตกลงทีพีพีทันทีเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2560

‘ที่เราเพิ่งทำลงไป คือสิ่งยิ่งใหญ่เพื่อแรงงานชาวอเมริกัน’ ทรัมป์ กล่าวถึงเหตุผล หลังลงนามถอนตัวจากข้อตกลงทีพีพี ซึ่งมี 12 ประเทศร่วมลงนาม ประกอบด้วย ออสเตรเลีย บรูไน แคนาดา ชิลี ญี่ปุ่น มาเลเซีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ เปรู สิงคโปร์ สหรัฐฯ และเวียดนาม ซึ่งมีสัดส่วนขนาดเศรษฐกิจ ร้อย 40 ของเศรษฐกิจโลก

ตามความเห็นของนักวิชาการต่างประเทศบางคน มองว่า ข้อตกลงทีพีพี ให้ประโยชน์แก่ประเทศคู่ค้าที่เล็กกว่า ในขณะที่ สหรัฐฯจะไม่ได้ประโยชน์อย่างเต็มที่ ขณะที่ ทรัมป์ มีความเห็นมาตลอดว่า ข้อตกลงทีพีพี เป็นข้อตกลงทางการค้าที่ทำให้สหรัฐฯ ต้องสูญเสียตำแหน่งงาน เพราะเป็นหนึ่งในข้อตกลงการค้าที่เลวร้ายสำหรับประเทศอุตสาหกรรมอย่างสหรัฐอเมริกา ที่เปิดทางให้ผู้ผลิตอาหารและสินค้าต่างชาติเข้าถึงตลาดสหรัฐฯแบบไม่ต้องเสียภาษี ทำให้บริษัทและภาคเกษตรสหรัฐฯ แข่งขันกับประเทศที่แรงงานถูกกว่าไม่ได้ เพราะมีต้นทุนสูงกว่า

*ทรัมป์ เดินหน้าโครงการสร้างท่อส่งน้ำมัน ไม่สนสิ่งแวดล้อม

ทรัมป์ ซึ่งโดนต่อต้านหนักในฐานะเป็นนักธุรกิจ มหาเศรษฐี ที่ไม่สนใจรักษาสิ่งแวดล้อม ก็ทำให้ชาวอเมริกันและชาวโลกที่ไม่ชอบเขาในเรื่องนี้ ไม่ชอบมากขึ้น เมื่อทรัมป์ ได้ออกคำสั่งพิเศษของประธานาธิบดี เดินหน้าโครงการก่อสร้างท่อส่งน้ำมันคีย์สโตน เอ็กซ์แอล และดาโกา แอคเซส ซึ่งเป็นโครงการส่งน้ำมันจากแคนาดา มายังรัฐเทกซัส ของสหรัฐฯ ซึ่งนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม และกลุ่มชาวอเมริกันพื้นเมืองพยายามต่อต้านมาตลอด

เหตุผลที่ต้องต่อต้าน เพราะโครงการสร้างท่อส่งน้ำมันนี้ ต้องพาดผ่านแหล่งน้ำของชาวพื้นเมือง ซึ่งอาจทำให้เกิดการปนเปื้อนของน้ำมันลงไปในแหล่งน้ำและทำลายสิ่งแวดล้อม โดยเสียงต่อต้านทำให้รัฐบาลอดีตประธานาธิบดีโอบามา ยอมระงับการก่อสร้างโครงการนี้เมื่อปลายปี 2558

แต่เมื่อถึงยุคทรัมป์เข้าบริหารประเทศ ปรากฏว่า ไม่กี่วันหลังรับตำแหน่งประธานาธิบดี ทรัมป์ ได้ออกคำสั่งเดินหน้าโครงสร้างท่อส่งน้ำมันทั้งสองโครงการทันที โดยระบุว่า โครงการนี้สามารถทำได้ ภายใต้เงื่อนไขและข้อตกลงใหม่ที่สามารถปรับเปลี่ยนยืดหยุ่นได้ โดยทั้งสองโครงการ จะทำให้เกิดการจ้างงานถึง 28,000 ตำแหน่ง

‘จากนี้ไป อเมริกาจะกลับมาสร้างท่อส่งน้ำมันอีกครั้ง เราจะให้คนงานจำนวนมากกลับมามีงานทำ เราจะกลับมาสร้างท่อของเราเอง เหมือนคืนวันเก่าๆ ในอดีต’ ทรัมป์ ประกาศก้อง ด้วยแนวคิดแบบนักธุรกิจที่เขาเป็นมาทั้งชีวิต

* มาตามสัญญา จรดปากกาเดินหน้าสร้างกำแพงกั้นชายแดนเม็กซิโก

และแล้ว นโยบายของทรัมป์ที่สร้างความฮือฮามาตั้งแต่หาเสียงที่จะสร้างกำแพงกั้นชายแดนระหว่างสหรัฐฯกับเม็กซิโก เพื่อป้องกันไม่ให้เหล่าอาชญากร พ่อค้ายา จากเม็กซิโกเข้ามาในสหรัฐฯ ก็คลอดออกมาเป็นรูปธรรมในที่สุด เมื่อทรัมป์ ได้ลงนามออกคำสั่งพิเศษ ประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 25 มกราคม ปรับปรุงมาตรการรักษาความปลอดภัยตามแนวชายแดนและคนเข้าเมือง

แน่นอนหนึ่งในคำสั่งดังกล่าวของ ทรัมป์ คือให้มีการสร้างกำแพงตามแนวชายฝั่งสหรัฐฯ ที่ติดต่อกับประเทศเม็กซิโก รวมทั้งจัดการกับเมืองที่ให้ที่พักพิงแก่ผู้อพยพเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย, เร่งออกแผนการแบ่งสรรปันส่วนและครอบคลุม เพื่อจำกัดการอพยพและเพิ่มการรักษาความปลอดภัยในประเทศ

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังลงนามคำสั่งประธานาธิบดีอีก 2 ฉบับระหว่างไปยังกระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิ โดยฉบับแรกเกี่ยวกับการสร้างกำแพงกั้นเม็กซิโกกับสหรัฐฯ ซึ่งจะมีความยาวประมาณ 3,200 กม. ส่วนฉบับที่ 2 คือให้ริบงบประมาณส่วนกลางจากรัฐและเมืองที่เป็นแหล่งพักพิงของผู้อพยพผิดกฎหมาย ซึ่งส่วนใหญ่บริหารโดยผู้แทนจากพรรคเดโมแครต เช่นที่ ซานฟรานซิสโก ที่ฝ่ายบริหารมักไม่ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลกลางในการจัดการกับผู้อพยพผิดกฎหมาย

ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว เอบีซี นิวส์ ว่า การสร้างกำแพงกั้นชายแดนสหรัฐฯ และเม็กซิโก จะเกิดขึ้นภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า ด้วยแผนการที่จะเริ่มบังคับใช้ในทันที่ และเม็กซิโกจะต้องจ่ายเงินค่าก่อสร้างคืนแก่สหรัฐฯ ทั้งหมด 100%

*ผู้นำเม็กซิโก สวนทันที จะไม่จ่ายเงินสร้างกำแพง

เพียงแต่ ต่อมาไม่นานนัก ประธานาธิบดีเอ็นริเก ปีนา เนียโต แห่งเม็กซิโกได้ตอบโต้ทรัมป์ ทันทีว่า รัฐบาลเม็กซิโกจะไม่จ่ายเงินในการสร้างกำแพงตามที่ทรัมป์ประกาศโยนภาระค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างกำแพงให้แก่รัฐบาลเม็กซิโก

ประธานาธิบดีเนียโต กล่าวว่า ตนรู้สึก เสียใจ กับแผนสร้างกำแพงกั้นชายแดนระหว่างสหรัฐฯกับเม็กซิโก เพราะเม็กซิโกไม่เชื่อว่ากำแพงจะสามารถป้องกันหรือแก้ปัญหาอาชญากรเข้าประเทศสหรัฐฯได้

เรียกว่า นโยบายเหล่านี้ เป็นนโยบายสำคัญๆ ของรัฐบาลทรัมป์ ที่ลุยดำเนินการทันที ตามที่ได้ลั่นวาจาตอนหาเสียง ส่วนผลลัพธ์จากการดำเนินนโยบายเหล่านี้ จะเป็นเช่นใด คงเป็นหนึ่งในเรื่องที่ ชาวอเมริกันและชาวโลกกำลังเฝ้าจับตาแบบไม่กะพริบ…

 

Leave a comment