ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/253525
วันจันทร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.
“คุณรับได้ไหม…
หากรู้ว่าฉันเคยเป็นใครและทำอะไร
มาก่อน?”
คำถามทำนองนี้มักปรากฏอยู่เสมอในนวนิยาย ละครซีรี่ส์ และภาพยนตร์ ที่มีเรื่องราวเกี่ยวโยงถึง “คนมีอดีต” ต้อง “อาญาแผ่นดิน” ซึ่งบทสรุปใน “พล็อตเรื่องสมมติ” ส่วนใหญ่มักจบสวย “แฮปปี้เอนดิ้ง” ตัวละครที่เคยทำผิดพลาด ได้รับโอกาส “กลับตัว” เริ่มต้นชีวิตใหม่
ทว่า…ในโลกแห่งความจริง
สิ่งที่เกิดขึ้นมัก “ตรงกันข้าม” แบบ “โหดร้าย”!!!
ดังที่เรามักจะได้ยินจากข่าวอาชญากรรมบ่อยครั้งว่า “…ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า เพิ่งพ้นโทษจากเรือนจำออกมา แต่หางานทำไม่ได้ จึงกลับมาก่อเหตุซ้ำ…” เช่นเดียวกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมว่า “เข้าคุกไปมันก็ไม่ดีขึ้นหรอก ไปเรียนวิชาโจรออกมาอีกละสิไม่ว่า”
เกี่ยวกับประเด็นนี้ “ธวัชชัย ไทยเขียว” รองปลัดกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) ได้เขียนบทความ “ทำไมผู้กระทำผิดที่ฆ่าปาดคอบัณฑิตชิงทรัพย์จึงทำผิดซ้ำซาก”ลงในเฟซบุ๊คส่วนตัว โดยให้มุมมอง “เตือนสติสังคม” ความตอนหนึ่งว่า…
“…ลูกหลานเราติดคุกไปรับได้ถึงประตูคุก นำไปเลี้ยงรับขวัญก่อนเข้าไปนอนมุ้งเดียวกับเราได้ แต่ลูกหลานคนอื่นที่ออกจากคุก สังคมไม่รับ เป็นบุคคลน่าขยะแขยง สร้างวาทกรรม Hate Speech หรือใช้วาจาสร้างความเกลียดชังใส่พวกเขา อีกทั้งประเทศไทยกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามในการเข้าทำงานว่าต้องไม่เคยต้องโทษจำคุก หรือต้องคำพิพากษา ไม่มีการลบประวัติอาชญากรจนถึงวันตาย…

กระดูกเป็นขี้เถ้าก็เป็นขี้เถ้าของคนขี้คุกขี้ตะราง เขาถึงหางานทำยากมากถึงยากที่สุด ต้องไปเป็นผู้ประกอบการเอง แต่เงินทุนไม่มี ต้องไปกู้หนี้ยืมสิน ชักหน้าไม่ถึงหลัง จนเหลือคนสุดท้ายที่เขาสามารถกลับไปคบได้ คือ คนที่เคยต้องโทษ ขี้คุกขี้ตะรางเหมือนกัน สุดท้ายเขาก็ไม่สามารถก้าวข้ามมันไปได้ ต้องเดินกลับไปซ้ำรอยเดิม…”
ทันทีที่บทความดังกล่าวถูกแชร์ส่งต่อๆกันไป เสียงตอบรับดูเหมือนจะไปในทาง “ประชดประชัน-ไม่เห็นด้วย” กับความเห็นของรองปลัด ยธ. หากจะมี “มุมต่าง”ออกไปบ้าง คือ การตั้งคำถามต่อ “ระบบฟื้นฟูบุคคลต้องโทษ” ของกรมราชทัณฑ์ ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าสนใจไม่น้อย
ที่เวทีเสวนา “ประวัติอาชญากรรม : จำกัดสิทธิคนหรือเพื่อสังคมที่ปลอดภัย” เมื่อเร็วๆ นี้…“พ.ต.อ.ศตวรรษ จันทร์แป้น” รองผู้บังคับการกองทะเบียนประวัติอาชญากร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า โดยปกติแล้วประวัติอาชญากรรมถือเป็น “ข้อมูลส่วนบุคคล” นอกจากเพื่อใช้ในงานกระบวนการยุติธรรมแล้ว “ห้ามเปิดเผย” เว้นแต่บุคคลนั้น“ยินยอม” อีกทั้งมีเพียงไม่กี่เรื่องเท่านั้นที่กฎหมายกำหนดให้ต้อง “ตรวจประวัติ” อาทิ สอบเข้ารับราชการ ขอใบอนุญาตขับขี่สาธารณะ ขอมีและใช้อาวุธปืน เป็นต้น
“รับราชการจะบังคับตรวจประวัติ เพราะไม่ต้องการให้บุคคลเหล่านี้เข้าไปสร้างความเสียหายแก่ประเทศชาติ แต่เอกชนมองว่าการบรรจุบุคคลเหล่านี้เข้าทำงาน บริษัทของเขาอาจเสียหาย เขาขอตรวจได้ไหม? เมื่อกฎหมายไม่ได้ห้าม แน่นอนว่าก็ขอได้”
พ.ต.อ.ศตวรรษ กล่าวอีกว่า ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นเสมอ คือ นายจ้างมักกำหนดให้ผู้สมัครงานต้องยินยอมให้ตรวจสอบประวัติอาชญากรรม ถ้าไม่ยินยอมก็ไม่รับเข้าทำงาน ประกอบกับค่าธรรมเนียมขอตรวจไม่แพงมาก เมื่อนายจ้างขอมา ทางกอง
ทะเบียนฯ มีหน้าที่ต้องให้ข้อมูลไปตามจริง ส่วนหลังจากนั้นจะให้โอกาสหรือไม่ อยู่ที่ “ดุลยพินิจ” ของนายจ้างล้วนๆ
ขณะที่ “ดร.วริศรา ศิริสุทธิเดชา” นักสังคมสงเคราะห์ชำนาญการ สำนักงานผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านทัณฑวิทยา กรมราชทัณฑ์ สะท้อนมุมมองจากผู้ที่ทำงานร่วมกับผู้ต้องขัง ว่า ปัจจุบัน “นักโทษล้นคุก” เรือนจำทั่วประเทศรองรับผู้ต้องขังได้เพียง 1 แสนกว่าคน แต่ขณะนี้มีผู้ต้องขังมากถึงกว่า 3 แสนคน “สวนทาง” กับงบประมาณด้านการ “ฟื้นฟูและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม” ที่มีสัดส่วนเพียงร้อยละ 1 ของงบประมาณทั้งหมดที่กรมราชทัณฑ์ได้รับ
เช่นเดียวกับ “บุคลากร” ที่เกี่ยวข้อง กรมราชทัณฑ์มีนักสังคมสงเคราะห์เพียง 150 คน และนักจิตวิทยาเพียง 20 คน ซึ่งชัดเจนว่าสัดส่วนไม่เพียงพอกับผู้ต้องขัง นอกจากนี้หากเทียบกับหลายประเทศ คนที่ต้องติดคุกในประเทศเหล่านั้น มีเพียงผู้กระทำผิดร้ายแรง เป็น “บุคคลอันตราย” อย่างแท้จริง ไม่ใช่แทบทุกความผิดแบบในไทย
“เรายังใช้การจำคุกเหมือนยาพาราเซตามอล คือ แก้ได้ทุกโรค ทุกปัญหา ก็คงจะมีผู้ต้องขังเกิน 5 แสนคนในไม่ช้า สิ่งสำคัญคือบ้านเรามีทางเลือกให้ศาลลงโทษผู้กระทำผิดได้น้อยมาก ปรับ ยึดทรัพย์ กักขัง จำคุก ประหารชีวิต ต่างจากต่างประเทศที่มีทางเลือกค่อนข้างเยอะ” ผู้แทนจากกรมราชทัณฑ์ ให้ความเห็น
สำหรับราชทัณฑ์ในประเทศไทย กลไกฟื้นฟูผู้กระทำผิดพัฒนามาตามลำดับ โดยเฉพาะ “รอยสัก” ที่ถือเป็น “ข้อห้ามทางวินัย” หลังพบว่าผู้ต้องขังนิยมสัก “เต็มตัว” เมื่อพ้นโทษไปแล้วเป็นที่ “หวาดกลัว” จนใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นไม่ได้ มีการ “ฝึกอาชีพ” รวมถึงผู้ต้องขังหลายคนได้เรียนต่อจนจบระดับปริญญาตรี แต่…

ร้อยความสามารถ…ขาดโอกาสก็ไร้ค่า!!!
เรื่องนี้ “รศ.ดร.ปกป้อง ศรีสนิท” อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยกตัวอย่างจาก 2 ประเทศคือ “เนเธอร์แลนด์” ที่มีข่าวว่า “เรือนจำปิด-ผู้คุมตกงาน” เพราะไม่มีนักโทษเพียงพอที่จะเปิดทำการต่อได้ สาเหตุที่ทำให้นักโทษ โดยเฉพาะกลุ่มที่ “กระทำผิดซ้ำ” ลดลง มาจากการมี “ฐานข้อมูลเชื่อมโยง”ตั้งแต่ตำรวจ อัยการ ศาล และราชทัณฑ์ ทำให้เรือนจำทราบ “ประวัติโดยละเอียด” ของผู้ต้องขัง เช่น เติบโตมาในสภาพแวดล้อมอย่างไร อะไรคือแรงจูงใจในการกระทำผิด ฯลฯ ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำไป “สั่งตัด” วิเคราะห์ออกมาเป็น “กระบวนการแก้ไขฟื้นฟูพฤติกรรม” ที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ไม่ใช่แบบ “เสื้อโหล” ใช้วิธีเดียวกันกับนักโทษทุกคน ทำให้การแก้ปัญหา “ตรงจุด”
หรือ “ฝรั่งเศส” ที่ใช้หลายมาตรการ อาทิ 1.ประวัติอาชญากรรม 2 ฉบับ แบ่งเป็น “ปิดลับ” ฉบับนี้มีข้อหาทุกอย่างที่เคยต้องคดี แต่มีเพียงฝ่ายกระบวนการยุติธรรมเท่านั้นที่เข้าถึงได้ กับ “เปิดเผย” ฉบับนี้เมื่อผู้ต้องขังถูกปล่อยตัว และไม่พบว่ากระทำความผิดซ้ำในห้วงเวลาที่กำหนด สามารถยื่นขอให้ “ลบ”ประวัติคดีฉบับเปิดเผยออกได้ เมื่อลบแล้ว บุคคลอื่นจะเข้ามาดูไม่ได้ ลดการ “เลือกปฏิบัติ” ไปโดยปริยาย
2.ใช้ฐานข้อมูลรหัสพันธุกรรม (DNA) กับความผิดบางประการ ในฝรั่งเศสใช้กับข้อหาก่อการร้าย ล่วงละเมิดทางเพศ ความรุนแรงทางกายภาพ เป็นต้น โดยหากผู้ต้องโทษไม่ยินยอมให้เก็บข้อมูล จะถูก “ตัดสิทธิ” ในการขอลดโทษ เพื่อเป็นการ “ป้องปราม” ไม่ให้กระทำผิดซ้ำ เนื่องจาก “DNA หลอกกันไม่ได้” ถ้าทำผิดอีกเจ้าหน้าที่รู้แน่นอน
3.ติดตามตรวจสอบ ในแง่การ “คุมประพฤติ” เช่น พ้นโทษไปแล้วยังต้องมารายงานตัวเป็นระยะ ในฝรั่งเศส ศาลอาจสั่งคุมประพฤติได้ถึง 30 ปี หากขัดคำสั่งมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 7 ปี ซึ่งนอกจากควบคุมแล้ว ยังได้รู้ถึงชีวิตหลังพ้นโทษ อาทิ มีที่อยู่และมีงานทำหรือไม่ ใช้ชีวิตอย่างไร เพื่อสามารถช่วยเหลือตามความเหมาะสม ดีกว่าการปล่อยตัวแบบ “โดดเดี่ยว” ออกจากคุกมาเงินไม่มี ไม่รู้จะไปไหน ไปทำงานจะมีใครรับหรือไม่ สุดท้ายกลับไปทำผิดซ้ำอีก เพราะ…
เคว้งคว้าง!!!
อาจารย์ปกป้อง ฝากทิ้งท้ายว่า ที่ฝรั่งเศส เมื่อพ้นโทษจะไม่ได้ถูกปล่อยไปอย่างโดดเดี่ยว จะมีงานให้ทำ ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างเอกชนกับกรมราชทัณฑ์ ตรงนี้สำหรับประเทศไทย รัฐบาลต้องสนับสนุน เช่น มาตรการทางภาษี สิทธิประโยชน์ต่างๆ ลดภาษีให้หรือไม่ เพื่อจูงใจให้เอกชน “อ้าแขนรับ” ทำอย่างนี้ได้สักช่วงหนึ่งจน “อดีตผู้ต้องขัง” มีอาชีพ มีรายได้เลี้ยงตัว จนถึงช่วงที่กำหนดก็อนุญาตให้ “ลบประวัติ” ได้ ถือเป็น “บทเรียน” จากต่างแดน ที่พิสูจน์แล้วว่า “ลดการทำผิดซ้ำ” และ…
“คืนคนดีสู่สังคม” ได้จริง!!!
