‘ปาฏิหาริย์’ ที่ ‘ลำสนธิ’ ‘สุขสูงวัย’ ไม่ทอดทิ้งกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/253191

วันศุกร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“เรามีกิจกรรมอะไรก็มาทำร่วมกัน ออกกำลังกายบ้างอะไรบ้าง มากันทุกอาทิตย์ รู้สึกดีขึ้นเลย ร่างกายแข็งแรง สภาพจิตก็ดี ก็ทำกันมาหลายปี แล้วก็มีทำพริกแกง ทำดอกไม้จันทน์ พอขายได้ก็มาแบ่งกันให้กับคนแก่ในกลุ่ม”

คำบอกเล่าด้วยน้ำเสียงที่ “คึกคัก” ของ ป้าอำไพวัย 65 ปี เมื่อครั้ง “แนวหน้าวาไรตี้” ติดตามคณะของ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ลงพื้นที่ อ.ลำสนธิ จ.ลพบุรี ได้ชมกิจกรรมออกกำลังกาย “รำเซิ้ง” ณ ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ ตรงข้ามโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ.สต.) กุดตาเพชร

และที่ “น่าทึ่ง” ยิ่งกว่า คุณป้าท่านนี้ เปิดเผยว่าตนเอง “อ่อนวัยที่สุด” ในกลุ่ม เพราะอายุเฉลี่ยของบรรดาป้าๆ ที่ดู “พลิ้วไหว-กระฉับกระเฉง” เหล่านี้ อยู่ที่ “70 ปีขึ้น” ทั้งสิ้น หรือบางรายอายุ “แปดสิบกว่า”ก็ยังมี ซึ่งสำหรับชาวลำสนธิ นี่คือ “ความภูมิใจ” ในฐานะ“ต้นแบบ” ของพื้นที่ที่มีการดูแลผู้สูงอายุอย่าง “ครบวงจร” แต่เชื่อหรือไม่ว่า? จุดเริ่มต้นทั้งหมดมาจาก..

“หมอ” เพียงหนึ่งคน!!!

ย้อนไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน นพ.สันติ ลาภเบญจกุลแพทย์หนุ่มจากกรุงเทพฯ ย้ายมาประจำที่ โรงพยาบาลลำสนธิ ตั้งอยู่ในอำเภอที่ห่างจากตัวจังหวัดลพบุรีถึง “120 กิโลเมตร” เป็นพื้นที่ “กันดาร-ไกลปืนเที่ยง” ซึ่งเขายอมรับว่า แรกๆ ก็คิดเพียง “มาทำงานใช้ทุนตามหน้าที่ให้จบๆ” แต่เมื่อได้ออกเยี่ยมบ้านของประชาชนที่ส่วนใหญ่ “ยากจน” ด้วยตนเอง ยิ่งสำรวจมากเท่าใด ภาพสุด “รันทด” บ้านแล้วบ้านเล่า ก็ยิ่งปรากฏให้เห็นมากขึ้น

“เข้าใจสภาพบ้านนอกนะครับ ส่วนใหญ่เป็นบ้านไม้ชั้นเดียว ห้องน้ำอยู่นอกตัวเรือน พอเข้าไปสิ่งแรกที่สัมผัสคือบ้านหลังนี้เหม็นมาก เห็นคุณยายนอนอยู่ท้ายครัว ครัวบ้านนอกไม่เหมือนกรุงเทพนะ ครัวกรุงเทพจะหรูหรา แต่ครัวบ้านนอกจะเป็นจุดที่แย่ที่สุดของบ้าน แล้วที่ผมได้กลิ่นคือกลิ่นตัวของแก ไม่ได้อาบน้ำมาหลายวัน ขับถ่ายอึฉี่ก็ตรงนั้น” นพ.สันติเล่าถึงสภาพที่พบในบ้านหลังหนึ่ง

เมื่อเห็นภาพดังกล่าว ด้วยความเป็นแพทย์จึงได้ “ตำหนิ” ลูกของคุณยายรายนี้อย่างรุนแรง ว่าทำไมถึงได้“ปล่อยปละละเลย” ให้ผู้เป็นแม่ต้องอยู่อย่างน่าเวทนา ทว่าคำตอบที่ได้รับ กลับยิ่งทำให้รู้สึก “หดหู่” เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ จนรู้สึกว่าต้อง “ทำอะไรสักอย่าง” เพื่อที่จะ “ยุติ” เรื่องน่าเศร้าเช่นนี้ให้จงได้..

“พอผมฟังเขาพูด มันกลายเป็นหนังคนละม้วน คือแม่มีลูกหลายคน คนอื่นเข้าเมืองหมด เหลือเขาคนเดียวที่ไม่ทิ้งแม่ แต่เขาเป็นคนจน ก็ต้องออกไปทำงาน เขาถามว่าคุณหมอเคยตัดอ้อยไหม? เช้าออกไปตากแดดตากลม ตกบ่ายแทบจะคลานกลับบ้านถ้าไม่ทำก็ไม่มีเงิน แต่ไปทำงานก็ไม่เหลือแรง ก็ไม่รู้จะทำยังไง ก็ตามสภาพ ตื่นเช้าป้อนข้าว วันไหนมีแรงหน่อยก็อาบน้ำให้ ท้ายที่สุดสภาพก็เลอะเทอะมากขึ้น” คุณหมอท่านนี้ กล่าว

หลังจากวันนั้น นพ.สันติ ใช้เวลาหลังงานราชการ ตระเวนเยี่ยมผู้ป่วยตามบ้าน ซึ่งภาพเหล่านี้ “ไม่มีวันได้เห็น” หากยังคิดอยู่แต่ในโรงพยาบาลอย่างเดียว เพราะชาวบ้านฐานะยากจน การนำพาญาติที่เจ็บไข้มารักษาในสถานพยาบาลล้วนมี “ค่าใช้จ่าย” ทั้งค่าเดินทาง และค่าเสียโอกาสเนื่องจากหยุดงาน ดังนั้นกลไกที่เป็นไปได้ คือต้องทำให้ “ชุมชน” เข้มแข็ง ดูแลซึ่งกันและกัน แต่การจะทำได้ย่อมต้องหา..

“พันธมิตร” ร่วมอุดมการณ์!!!

ปี 2553 นพ.สันติ ในฐานะผู้อำนวยการรพ.ลำสนธิ ออกเดินสาย “ขายไอเดีย” กับบรรดานายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ใน อ.ลำสนธิ ตอนแรก “ไม่มั่นใจ” ว่าจะมีใครเอาด้วย เพราะ “หมิ่นเหม่” ต่อระเบียบราชการ ว่าท้องถิ่นจะสามารถจัดสรรงบประมาณจำนวนหนึ่งเป็น “ค่าตอบแทน” ให้กับคนในชุมชนที่เข้ามาเป็น “นักบริบาล” ได้หรือไม่? ซึ่งเป็นเงินไม่มาก แต่ “เพียงพอ” ให้คนเหล่านี้ดูแลผู้สูงอายุอย่างไม่ต้องกังวลกับงานประจำมากนัก ทว่าผลคือ “ผิดคาด” หลายคนแอบกระซิบว่า..

“..เห็นคุณหมอทำงานมาตลอด เอาใจช่วยแบบเงียบๆ มานานแล้ว..”

หลายคนอยากให้การสนับสนุนมานานแล้ว อาทิ ศิวาพร เพ็ชรณรงค์ นายก อบต. กุดตาเพชร ที่เล่าว่าการตัดสินใจ “กล้าเสี่ยง” จัดงบช่วยเหลือตามคำขอ ทำให้ต้องอธิบายให้ “หน่วยงานภายนอก” ซึ่งเข้ามาตรวจสอบได้เข้าใจ เพราะ “ทุกข์ของประชาชนรอไม่ได้” ผิดถูกตามระเบียบค่อยว่ากันทีหลัง แต่ชาวบ้าน “เจ็บป่วยจริง” ทรมานอยู่ทุกวัน และเหล่า “จิตอาสา” ก็กำลังทำงานแบบ “ฝืนสังขาร” อยู่ทุกวันเช่นกัน

“จากหมู่บ้านไปอีกหมู่บ้านนี่ไกลนะ ทางก็ไม่ใช่ลาดยาง ค่อนข้างลำบาก ยิ่งหน้าฝนยิ่งหนัก ก็เคยคุยกับหัวหน้าทีมนักบริบาล เห็นเขากำลังดึงหลังก็ถามว่าหลังเป็นอะไร เขาก็บอกไปยกผู้สูงอายุอาบน้ำยกมากๆ ก็หลังยอก หลังเขาก็เสื่อม” นายก อบต.กุดตาเพชร ระบุ

เช่นเดียวกับ กำไร เผียดสูงเนิน ผู้อำนวยการ รพ.สต. กุดตาเพชร เล่าว่า ประจำอยู่ที่นี่มา 25 ปี ตั้งแต่ยังเป็นเพียง “สถานีอนามัย” เริ่มมองเห็นปัญหาผู้สูงอายุมาตั้งแต่ปี 2553 ในตอนแรก ผู้ดูแลคนชราเป็นเพียง “จิตอาสา” ล้วนๆ ไม่มีค่าตอบแทน เข้ามาทำงานกว่า 20 คน แต่ไปๆ มาๆ เหลือเพียง 6 คน เพราะงานดูแลผู้สูงอายุติดเตียงนั้น “หนัก-เหนื่อย” หากไม่ตั้งใจและเสียสละจริงย่อมไม่อาจทำได้

“ที่เคยเจอคือถอดใจ ก็จะเหลือคนน้อยลง แต่เราก็คิดว่าถึงคนมันจะน้อย แต่เขามีใจทำงานกับเราอย่างเต็มที่เราก็รับได้ อีกเรื่องคือเราต้องหาแนวร่วม อย่างเราเคยไปเจอนอนจมกองอุจจาระปัสสาวะ เพราะเขาไม่มีผ้าอ้อม มันราคาแพง เราก็ไปดึงกองทุนหมู่บ้านมาช่วย หรือที่นอนหมอนมุ้ง มันก็ขาดไปทั้งหมด เราก็ต้องหาแนวร่วม หาทุกทาง แต่พอมีคนเห็นว่าเราทำแล้วมันดี เหมือนได้ทำบุญทำกุศล ก็มีคนเข้ามาช่วย หลักๆ ก็ชุมชน เขาก็หามาไว้ให้เป็นกองกลาง หรือ
พอจะปรับปรุงบ้านที่ผู้สูงอายุอาศัย ก็มีช่างในชุมชน
ไม้แผ่นก็ชุมชนช่วยๆ กันหา” กำไร กล่าว

ผอ.รพ.สต. กุดตาเพชร ยังกล่าวอีกว่า วันนี้สิ่งเดียวที่คาดหวัง คือขอให้กลไกดูแลผู้สูงอายุอย่างครบวงจร ที่ชาวลำสนธิร่วมกันสร้างมากว่าสิบปี คง “หยั่งรากลึก” อยู่ตลอดไป แม้ในอนาคต “กลุ่มผู้บุกเบิก”จะเกษียณอายุและแยกย้ายกันไปหมดแล้วก็ตาม

“ทุกวันนี้เรากำลังแสดงให้เห็นว่ามันต้องมีแนวทางแบบนี้ วันหนึ่งถ้าเราไม่อยู่ ทีมจิตอาสาชุดนี้ไม่อยู่ ชาวบ้านเขาต้องเรียกร้องได้ว่าทำไมไม่ดูตรงนั้นไม่ทำอย่างนี้ ทำไมไม่มีการดูแลเหมือนเมื่อก่อน ระบบมันต้องเข้มแข็ง มันต้องเป็นของชาวกุดตาเพชร ไม่ใช่ของเราแต่ต้องเป็นของตำบล” ผอ.รพ.สต. กุดตาเพชร กล่าวย้ำ

จากจุดเริ่มต้นโดยแพทย์ร่วมกับท้องถิ่น วันนี้“ลำสนธิโมเดล” ได้รับการสนับสนุนจาก “ผู้มีจิตเมตตา”มากมายต่อเนื่อง ทั้งภาคประชาชนและภาคธุรกิจเอกชน เตียงเก่าที่โรงพยาบาลไม่ใช่แล้วถูก “ดัดแปลง” เช่นเดียวกับบ้านที่ได้รับการ “ปรับปรุง” จากช่างในท้องถิ่น ให้มีสภาพดีสำหรับใช้ดูแลผู้ป่วยขาดแคลนทุนทรัพย์

นอกจากนี้ยังมี “ปาฏิหาริย์” เกิดขึ้น ผู้ป่วยอัมพฤกษ์อัมพาต หลายรายได้รับการรักษาตั้งแต่ระยะแรกๆ ที่เริ่มป่วย พบว่า “กลับมาเดินได้” ไม่ต้องนอนติดเตียง ลดภาระค่าใช้จ่ายและความเครียดของญาติพี่น้องจนชื่อของ อ.ลำสนธิ ติดอันดับ “แหล่งศึกษาดูงานด้านกิจการผู้สูงอายุ” มีผู้คนทั้งไทยและเทศเดินทางมาเยี่ยมชมไม่ขาดสาย ทั้งที่..

ไร้ “ส่วนกลาง” หนุน!!!

มุมมองนักวิชาการ ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ศาสตราภิชานแห่งมหาวิทยาลัยรังสิต ที่ร่วมคณะไปด้วย ให้ความเห็นว่า ท้ายที่สุดแล้วต้องกลับไปแก้ที่ “ระบบราชการ” ซึ่งเน้น “รวมศูนย์อำนาจ” ไว้ที่ส่วนกลาง กำหนดกรอบไว้อย่างเข้มงวด ทำให้แม้หลายพื้นที่“เห็นปัญหา-รู้ทางแก้” แต่ผู้บริหารท้องถิ่นจะ “ไม่กล้าทำ”เพราะกลัวผิดกฎระเบียบ

“ต้องโทษมหาดไทยด้วย เพราะวิธีคิดว่า อบต. หรือท้องถิ่นทำอะไรได้ไม่ได้ มันอยู่ที่ปรัชญาและความคิดของมหาดไทย สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน เขาก็ต้องทำตาม อะไรที่มหาดไทยกำหนดว่าอะไรทำได้ไม่ได้ เขาก็ไปตรวจอย่างนั้น ผมคิดว่าถ้ามหาดไทยเปลี่ยนมันน่าจะเปลี่ยนได้ ปัญหามันคือวิธีคิดของราชการ ชอบรวมศูนย์ที่ส่วนกลาง เลยไปกำหนดว่าท้องถิ่นทำอะไรได้บ้าง จริงๆ มันควรจะกำหนดว่า ท้องถิ่นต้องทำได้ทุกอย่าง เว้นแต่อะไรบ้างบางเรื่องที่ทำไม่ได้” นักวิชาการชื่อดัง ฝากทิ้งท้าย

ซึ่งสิ่งที่ห้ามท้องถิ่นทำก็มีเพียงไม่กี่เรื่อง เช่น ตั้งกองกำลังทหารเอง พิมพ์ธนบัตรใช้เอง หรือมีศาลของตนเอง
เป็นต้น ที่เหลือควรให้ทำได้ทั้งหมด หากส่วนกลางกล้า “พลิกระบบ-เปลี่ยนมุมมอง” ก็น่าจะมีท้องถิ่นแบบลำสนธิ
เกิดขึ้นอีกมาก ปัญหาต่างๆ ทั้งเรื่องผู้สูงอายุ สาธารณสุข การศึกษาและอื่นๆ คง “คลี่คลาย” ได้ในที่สุด เพราะ..

จะมีใครเข้าใจและรักท้องถิ่น..ได้มากกว่าคนในท้องถิ่นนั้นเอง!!!

Leave a comment