ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/253799
วันพุธ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.
นมแม่ ดีที่สุด…
องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำคุณแม่ทั่วโลกว่าหากเป็นไปได้ ขอให้ลูกได้ดื่มนมแม่ตลอดระยะเวลา “6 เดือนแรกของชีวิต” เนื่องจากนมแม่มีคุณค่ามากมาย ที่แม้มนุษย์จะมีเทคโนโลยีก้าวหน้า สามารถ “สังเคราะห์” สารพัดสารอาหารสำหรับเติมลงไปใน “นมผง” แต่ก็ไม่สามารถทดแทนกันได้
ดังเช่นที่ผ่านมา นมผงหลายยี่ห้อ พยายามใส่ “ดีเอชเอ” (DocosaHexaenoic Acid-DHA) ซึ่งเป็นกรดไขมันสายพันธุ์ “โอเมก้า 3” (Omega 3) มีสรรพคุณช่วยเสริมสร้างเซลล์สมองและจอประสาทตาทำให้เป็นที่มาของสารพัดโฆษณาว่าหากให้เด็กน้อยดื่มนมผงดังกล่าวมากๆ อย่างต่อเนื่อง จะกลายเป็น “อัจฉริยะบุคคล” แต่ในความเป็นจริงกลับตรงกันข้าม เพราะมีหลักฐานชี้ชัดว่าเป็นเพียง…
คำอวดอ้าง!!!
“พญ.สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ” กุมารแพทย์และนักวิชาการที่ทำงานด้านนมแม่ ให้ข้อมูลไว้ก่อนหน้านี้ว่า เคยมีงานวิจัยเปรียบเทียบระหว่างนมผงที่ผสมและไม่ผสม DHA มีความแตกต่างกันในด้านการสร้างเสริมสติปัญญาเด็กหรือไม่? ผลที่ได้ คือ “ไม่ต่างกัน” นมผงที่ผสม DHA ไม่ได้ทำให้เด็กที่ดื่ม “เก่ง-ฉลาด-หัวดี” มากขึ้นกว่านมผงที่ไม่ได้ผสม DHA
นอกจากนี้ นมผงบางยี่ห้อยังอ้างว่าผสม “อัลฟา-แลคตัลบูมิน” (Alpha-Lactalbumin) สารที่มีสรรพคุณช่วยพัฒนาสมองเด็กแม้แต่เวลานอนหลับ ซึ่ง “พญ.สุธีรา” อธิบายว่า หากจะให้ได้ผลต้องเป็น “ฮิวแมน อัลฟา-แลคตัลบูมิน” (Human Alpha-Lactalbumin) เท่านั้น ไม่ใช่ “โบวิน อัลฟา-แลคตัลบูมิน” (Bovine Alpha-Lactalbumin) โดยสารตัวหลังนั้นมีอยู่ใน “นมวัว” ไม่สามารถใช้ประโยชน์กับคนได้ ส่วนสารตัวแรกไม่ต้องไปหาที่ไหน เพราะมีอยู่แล้วใน…

นมแม่!!!
บทความ “6 เดือน เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว” จากนิตยสารหมอชาวบ้าน (www.doctor.or.th) ระบุถึง 4 เหตุผลที่ควรให้ลูกดื่มนมแม่ 6 เดือน คือ 1.ระยะ 6 เดือนแรก สมองลูกเติบโตเร็วมาก นมแม่เหมาะกับสมองที่โตเร็ว 2.ระยะ 6 เดือนแรก ทางเดินอาหารลูกยังย่อยอาหารอื่นได้ไม่ดี นมแม่ย่อยง่ายที่สุด 3.ระยะ 6 เดือนแรก ลูกยังสร้างภูมิคุ้มกันได้ไม่ดี นมแม่มีภูมิคุ้มกันมาด้วย และ 4.ระยะ6 เดือนแรก กระเพาะอาหารมีขนาดเล็กนิดเดียว ยืดหยุ่นได้ไม่มาก ถ้าได้อาหารอื่น นอกจากไปแย่งที่แล้ว อาหารเหล่านี้มีสารอาหารสู้นมแม่ไม่ได้ รวมถึงยังก่อเกิด…
ไออุ่นรัก “แม่-ลูก”!!!
ทว่า…ลำพังข้อมูลวิชาการย่อมยากจะ “ต้านทาน” กลยุทธ์การตลาด ดังที่ “ดร.บวรสรรค์ เจี่ยดำรง” อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี เปิดเผยว่า จากการติดตามศึกษา “โฆษณานมผง” พบว่ามีการสร้าง “มายาคติ” ให้คุณแม่
ทั้งหลาย “เชื่อ” อย่างสนิทใจว่า “นมผงเท่ากับนมแม่” อาทิ การโฆษณาว่านมผงมีส่วนผสมของโอเมก้า 3มี อัลฟา-แลคตัลบูมิน เมื่อบวกกับสภาพสังคมที่ผู้หญิงต้องออกไปทำงานนอกบ้าน ทำให้คุณแม่จำนวนไม่น้อยตัดสินใจเลือกซื้อนมผงมาเลี้ยงทารกอย่าง “ไม่ลังเล” จึงเห็นว่าต้องมีกฎหมาย “ควบคุมการตลาดอย่างเข้มงวด”ออกมากำกับดูแล
“การออกกฎหมายมาควบคุมการส่งเสริมการตลาดนมผงสำหรับเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 3 ปี เป็นการควบคุมตั้งแต่ต้นน้ำ ส่งผลให้การทำการส่งเสริมการตลาดทุกรูปแบบไม่สามารถทำได้ก็เท่ากับว่าเป็นการเปิดโอกาสให้แม่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ก่อนตัดสินใจเลือกนมที่จะใช้เลี้ยงลูกเด็กก็จะมีโอกาสที่จะได้กินนมแม่มากขึ้น และเมื่อไม่มีการส่งเสริมการตลาด ราคานมผงจะถูกลง 20-25 เปอร์เซ็นต์”
ดร.บวรสรรค์ กล่าวย้ำว่า นมผงถูกผลิตขึ้นมาเพื่อ “ใช้สำหรับแม่ที่มีน้ำนมเลี้ยงลูกไม่เพียงพอเท่านั้น” ไม่ใช่อาหารหลักของเด็กเล็กและทารกแต่อย่างใด แต่หากไปดูตามโรงพยาบาล กลับพบการจัดกิจกรรมโฆษณาสรรพคุณของนมผง ราวกับเป็น “ยาวิเศษ” อย่างเปิดเผย “แจกกันจะจะ” ถึงมือพ่อ-แม่ผู้ปกครองโดยตรง

“วรวรรณ ปิยะสิงห์” คุณแม่วัย 36 ปี ปัจจุบันมีบุตร 2 คน วัย 9 ปี และ 4 ปี เป็นหนึ่งตัวอย่างของเรื่องราวข้างต้น โดยเธอ เล่าว่า ช่วงที่ตั้งท้องลูกคนแรก ในช่วงฝากท้องสัปดาห์สุดท้ายก่อนคลอด จะได้รับตัวอย่างนมผงสูตรทารกแรกเกิดจากคุณหมอในโรงพยาบาลเอกชน โดยคุณหมอพูดสั้นๆ ว่า “เผื่อเอาไว้ใช้” และเมื่อพาลูกไป “ฉีดวัคซีน” ตอนอายุครบ 4 เดือนที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลใกล้บ้าน ก็มี “บริษัทนม” มาแจกตัวอย่างนมผงสูตรสำหรับเด็กเล็ก ในระยะแรกที่ทดลองให้ลูกกินนมผง พบว่าลูก “ป่วยง่าย” ซ้ำร้ายยัง “ปฏิเสธนมแม่” กระทั่งเมื่อศึกษาข้อมูลอย่างจริงจัง จึงตัดสินใจ “หักดิบ” หยุดให้นมผงลูก ให้แต่นมแม่เท่านั้น พบว่าอาการป่วยง่ายค่อยๆ หายไป
“เรื่องสุขภาพเห็นได้ชัดเจน นมแม่ทำให้ลูกไม่เป็นภูมิแพ้ ลูกไม่ค่อยป่วยใน 1 ปี จะเป็นหวัด 1-2 ครั้ง ลูกคนเล็กไม่เคยท้องเสีย เวลาป่วยประมาณ2 วันก็กลับมาปกติ” วรวรรณ กล่าว
จากบางตัวอย่างที่เกิดขึ้น กลายเป็นที่มาของการเสนอร่างกฎหมาย “พ.ร.บ.ควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็กและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง พ.ศ. ..” ที่อยู่ในการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีสาระสำคัญ คือ “ควบคุมการทำการตลาดผลิตภัณฑ์อาหารของทารกและเด็กเล็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 3 ปี”อันเป็นไปตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก
เกี่ยวกับเรื่องนี้ “นพ.ธงชัย เลิศวิไลรัตนพงศ์”รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า กฎหมายจะช่วยป้องกันการโน้มน้าวจากโฆษณาและการส่งเสริมการขายด้วยการแจก “คูปองส่วนลด” ขายพ่วง การแจกตัวอย่างสินค้าที่เข้าถึงแม่เด็ก โดยบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขจะเป็นผู้ให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับประชาชนแทนบริษัทนมผง “และไม่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการตลาด” พร้อมกับทำหน้าที่ส่งเสริมการเลี้ยงดูลูกด้วยนมแม่ ส่วนกรณีจำเป็นที่ต้องใช้อาหารทารกและเด็กเล็กแทนนมแม่ จะต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

“ในการประชุมสมัชชาใหญ่องค์การอนามัยโลกเมื่อเดือนมิถุนายน 2559 มีข้อแนะนำให้ควบคุมการส่งเสริมการตลาดของอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก ครอบคลุมอาหารสำหรับเด็กถึงเด็กอายุ 3 ปี และมีการวิเคราะห์ว่าหากเด็กไทยทุกคนได้รับนมแม่อย่างเต็มที่ จะป้องกันการสูญเสียรายได้ถึง 6,818 ล้านบาทต่อปี จากความสามารถของสมองที่เพิ่มขึ้น และยังประหยัดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเด็กที่ป่วยด้วยโรคอุจจาระร่วงและปอดบวม ถึง 269 ล้านบาท” นพ.ธงชัย ระบุ
ทว่า…การควบคุมกลยุทธ์โฆษณาชวนเชื่อของธุรกิจนมผงเพียงอย่างเดียว อาจไม่ช่วยให้ลูกได้ดื่มนมแม่ตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยเฉพาะในหมู่ “คุณแม่มนุษย์เงินเดือน” ทั่วไปที่เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการทำงาน การจะหยุดงานมาดูแลลูกถือเป็น “ภาระ” เพราะมีผลต่อรายได้ที่ลดลง รวมถึงอนาคตในที่ทำงานที่อาจจะไม่สดใสเท่าใดนัก
แม้ “กฎหมายแรงงาน” ของประเทศไทยจะให้ “ลาคลอด” ได้ 90 วัน แต่ในความเป็นจริงไม่ค่อยมีใครกล้าใช้สิทธิ์ครบตามจำนวนดังกล่าว เช่น โพลล์ของ สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) สำรวจคุณแม่ 995 คน ในปี 2556 ว่าด้วยเหตุผลที่ไม่ลาคลอดให้ครบ 90 วัน ร้อยละ 37.8 ไม่อยากขาดรายได้ รองลงมาร้อยละ 24.3 เกรงใจเพื่อนร่วมงาน อันดับ 3 ร้อยละ 18.9 นายจ้างตามกลับไปทำงาน และอันดับ 4 ร้อยละ 16.2 เพื่อรักษาตำแหน่ง ยังไม่นับสาเหตุปลีกย่อยอื่นๆ ที่ถูกพูดถึงบ่อยครั้ง เช่น กลัวถูกเลิกจ้างกลัวมีผลต่อการปรับขึ้นเงินเดือน-พิจารณาเลื่อนตำแหน่ง เป็นต้น
ฉะนั้นการมุ่งให้ทารกได้ดื่ม “นมแม่ 6 เดือน” ในสังคมไทย จึงยังคงเป็น…
“ความฝัน” ที่ไม่ง่าย!!!
