ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/253656
วันอังคาร ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.
การท่องเที่ยว..ตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย จากการเปิดเผยของ กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เมื่อปลายเดือนธ.ค. 2559 ระบุว่าในปี 2559 ไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยว รวมทั้งสิ้น 2.51 ล้านล้านบาท และในปี 2560 คาดว่าจะเพิ่มสูงได้ถึง…
2.71 ล้านบาท!!!
“เพชรบูรณ์” จังหวัดหนึ่งทางภาคเหนือตอนล่าง เป็นอีกพื้นที่ยอดนิยมของนักท่องเที่ยว อาทิ “ภูทับเบิก” ที่เมื่อหน้าหนาวมาเยือน รีสอร์ท โรงแรม จุดกางเต็นท์จะแน่นไปด้วยผู้คนที่มาพักแรมรับลมหนาว ทว่าแม้จะทำรายได้มหาศาลทุกปี แต่อีกด้านมันได้สร้าง “ผลกระทบ” ต่อสิ่งแวดล้อม มีการบุกรุกป่าเพื่อขยายพื้นที่ท่องเที่ยว จนทางการต้องสั่งรื้อรีสอร์ทและร้านอาหารหลายแห่งไปเมื่อไม่นานนี้ และนำมาสู่การหา “ทางออก” ด้วยการท่องเที่ยวแบบ..
เชิงคุณภาพ!!!
นอกจากภูทับเบิกแล้ว “เขาค้อ” ยังเป็นอีกสถานที่ขึ้นชื่อของเพชรบูรณ์ ที่นี่เป็น “ต้นแบบ” แนวทางส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ดังที่ ดร.สีมาภรณ์ บัวสาย รองผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) กล่าวในงานแถลงข่าว “Green Khaokho สานต่อ Route 12” ว่า เหตุที่สนับสนุนการทำโครงการวิจัยในพื้นที่เขาค้อ เพราะต้องการ “สร้างทางเลือกใหม่” ให้กับนักท่องเที่ยว
ด้วยความร่วมมือจากเครือข่ายในพื้นที่ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนในการบริหารจัดการ พร้อมกับการสร้างอัตลักษณ์ให้เกิดความตระหนักถึงความสำคัญของการท่องเที่ยว ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้หากมีการบริหารจัดการและรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้มีความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งหลังจากทำโครงการไปได้สัก 6 เดือน เสียงสะท้อนของผู้ประกอบการ ระบุว่ามีนักท่องเที่ยวมาทุกเดือน ไม่เว้นแม้แต่ “ฤดูฝน” ที่ธุรกิจท่องเที่ยวถือเป็นช่วง..

โลว์ซีซันส์!!!
ขณะที่ รศ.ดร.ชฎา ณรงค์ฤทธิ์ อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์การเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร ในฐานะผู้ทำวิจัยโครงการนี้ กล่าวว่า ที่ผ่านมาเขาค้อมีนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากและเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ จึงเกิดความคิดว่า จะเปลี่ยนการท่องเที่ยวเชิงปริมาณเป็นเชิงคุณภาพได้อย่างไร เกิดเป็นการท่องเที่ยวแบบ “Green Tour” หรือการท่องเที่ยวแบบอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
“Green Tour เป็นการท่องเที่ยวอย่างมีจิตสำนึกในสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่เกษตรอย่างเดียว เราพยายามหาผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจรีสอร์ทเกษตร จำนวน 5 ราย เพื่อสร้างเส้นทางท่องเที่ยวสร้างแรงบันดาลใจ ท่องเที่ยววิถีพอเพียง มีความสำนึกร่วมในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง มีขอบเขตการทำรีสอร์ท เกิดภาพให้คนที่เพิ่งเริ่มได้พบกับคนที่ประสบความสำเร็จ ได้ร่วมมือกันทำการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพเกิดขึ้นบนเข้าค้อ” อาจารย์ชฎา อธิบาย
ตัวอย่างผู้เข้าร่วมโครงการ สุทธิพงษ์ พลสยม เจ้าของบ้านไร่ไออุ่น บ้านดอกจำปี ต.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ “อดีตวิศวกร” ผู้ตัดสินใจ “ทิ้งแสงสีเมืองกรุงไว้เบื้องหลัง” มุ่งหน้าสู่ชนบทเพื่อทำเกษตรแบบผสมผสาน “ตามรอยพ่อหลวง ร.9” พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระราชทานแนวทาง “เกษตรทฤษฎีใหม่” แก่ปวงชนชาวไทย
สุทธิพงษ์ ออกแบบแปลงเกษตรของตนเป็นรูปทรง “เขาวงกต” แบ่งพื้นที่ออกเป็นแปลงผัก 1 ไร่ครึ่ง มีผลผลิตประเภทผักสลัด ผักกาดขาว และผักสวนครัว ส่วนอีก 1 ไร่ครึ่งทำเป็นเขาวงกตรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า 10 แถว ปลูกสตรอเบอร์รี่สายพันธุ์พระราชทาน ทั้งหมดอยู่ภายใต้นิยาม “3 ลด” 1.ลดโลกร้อน 2.ลดสารเคมี และ 3.ลดต้นทุน ผู้มาเยือนและผู้ซื้อผลผลิตไปบริโภค จึงมั่นใจได้ว่า “ปลอดภัย” ไม่อันตรายต่อร่างกายแน่นอน

“ผมซาบซึ้งต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่พระองค์ท่านทรงนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงทิ้งไว้ให้พวกเรา ซึ่งคำสอนของพระองค์ท่านเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตผม จากที่ทำงานเป็นวิศวกรไม่มีเวลาสร้างครอบครัว ที่มองหาความมั่นคงและยั่งยืน เลยหันมาทำอาชีพเกษตร ที่หลายคนมองข้ามว่าจะมั่นคงได้อย่างไร แต่เมื่อได้ศึกษาและลงมือทำโดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง จึงนำมาประยุกต์ใช้ทำตามกำลังที่มี สิ่งที่ทำให้รู้แจ้งเห็นชัด ในการทำเกษตรอินทรีย์ก็ช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อม และเกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนได้มาจนถึงตอนนี้” เขากล่าว
เช่นเดียวกับ ณัฐวัฒน์ วัฒนาประสิทธิ์ เจ้าของธุรกิจรีสอร์ท เรนฟอเรสท์ ฟาร์ม อ.วังทอง จ.พิษณุโลก อดีตพนักงานบริษัทเอกชนที่เคยผ่าน “วิกฤติ”ประสบอุบัติเหตุจนเกือบต้องกลายเป็นคนพิการ แต่ขณะเดียวกันมันได้สร้าง “โอกาส” เพราะทำให้เขาตัดสินใจหันหน้าสู่การทำเกษตรเต็มตัว ซึ่งในตอนแรก เขาคิดแต่เพียงหวังให้ “ธรรมชาติ” ช่วยเยียวยารักษา..
“แผล” ทั้งกายและใจ!!!
แต่ยิ่งนานเข้า..เวลาผ่านไปถึง 7 ปี เขากลับยิ่งรู้สึก “ซาบซึ้ง” ในวิถีเกษตรกรรมบนพื้นฐานของ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” จากที่เป็นอาชีพทางเลือก วันนี้ ณัฐวัฒน์ ต่อยอดพัฒนามาตามลำดับ เน้นพึ่งพาตนเอง ลดรายจ่าย จัดการของเสีย ผลิตอาหารปลอดภัย ใช้พลังงานทดแทน และสร้างเครือข่ายการท่องเที่ยวที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
“ในพื้นที่ 7 ไร่นี้ เราทำสวนผสมผสานของป่าปลูกและป่าที่กินได้ ภายใต้หลัก ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง มีทั้งไม้ผล พืชผักสวนครัว ไม้ดอกไม้ประดับกว่า 40 ชนิด หากพื้นที่ไหนที่ดินไม่ดี ปลูกผัก ผลไม้ไม่ขึ้น จะใช้ประโยชน์พื้นที่เป็นฟาร์มเลี้ยงหมูหลุมและเลี้ยงไก่ไข่” ณัฐวัฒน์ ระบุ
ณัฐวัฒน์ ยังกล่าวอีกว่า หลักการพึ่งพาตนเอง ทำให้เขาสามารถ “ลดรายจ่ายลงถึง 2 เท่า” เฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทำความสะอาดร่างกายที่ใช้ในรีสอร์ทและการดูแลบ้านพัก แต่เหนืออื่นใด ที่ได้กลับมาคือ “สำนักรักษ์สิ่งแวดล้อม” นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้และเข้าใจปัญหาสิ่งแวดล้อม ผ่านกิจกรรมลงมือปฏิบัติในการดูแลทรัพยากร อาทิ เก็บขยะในลำน้ำเข็ก และโครงการใหม่ที่เพิ่งเริ่มคือ “โตไปด้วยกัน” ให้นักท่องเที่ยวร่วมปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว และดูแลต้นไม้ที่ปลูกนำร่องแล้ว 557 ต้น

ที่มาของชื่อโครงการ Green Khaokho สานต่อ Route 12 มาจากคำว่า “Route 12” ที่หมายถึงทางหลวงหมายเลข 12 เชื่อมต่อ 3 แผ่นดิน “ไทย-ลาว-เมียนมา” จากทิศตะวันออกสุด มุกดาหาร จังหวัดที่ติดกับ สปป.ลาวมาถึงทิศตะวันตกสุด ตาก จังหวัดที่ติดกับเมียนมา โดยส่วนหนึ่งของเส้นทางนั้นตัดผ่าน อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ จึงมีความสำคัญในแง่เศรษฐกิจและการท่องเที่ยว
พิบูลย์ หัตถกิจโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวถึงสิ่งที่ทางจังหวัดต้องทำต่อไป อาทิ “กระจายนักท่องเที่ยว” เชิญชวนให้มาเที่ยวช่วงกลางสัปดาห์บ้าง จะได้ไม่แออัดช่วงสุดสัปดาห์มากเกินไป หลังพบว่าเขาค้อมีนักท่องเที่ยวเฉลี่ยมากกว่า 2 ล้านคนต่อปี จึงจำเป็นต้อง “จัดระเบียบ” ให้เกิดการท่องเที่ยวแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติอย่างมีคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นความสะอาด ความสะดวก และความปลอดภัย เป็นการ “สร้างมูลค่าเพิ่ม” เพื่อให้เกิดความ“ประทับใจ” นำไปบอกต่อ และ…
“กลับมาเยือน” อีกครั้ง!!!
