แค่แตะก็ตาย เปิดทุกมิติ VX Nerve agent อาวุธสังหาร คิม จอง นัม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ก.พ. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/866472


“คิม จอง นัม พี่ชายต่างมารดา ของ คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ถูกสังหารโดย อาวุธเคมีร้ายแรง ที่มีชื่อว่า VX nerve agent โดยอ้างอิงจาก ผลตรวจสารคัดหลั่ง ที่ได้จากดวงตา และใบหน้าของเหยื่อ”

ตำรวจมาเลเซีย แถลงผลการตรวจศพคิม จอง นัม พบว่า วีเอ็กซ์แก๊ส คือ อาวุธสังหาร

นี่คือคำแถลงอย่างเป็นทางการ ของเจ้าหน้าที่ตำรวจมาเลเซีย

ทำให้ ปริศนาที่ชาวโลกมึนงง มาตั้งแต่วันที่ 13 ก.พ.ที่ผ่านมา ได้รับคำตอบในเบื้องต้น แล้วว่า

เหตุใด…พี่ชายของผู้นำเกาหลีเหนือ จึงได้เสียชีวิตอย่างรวดเร็ว หลังจากถูกผู้หญิง 2 คน ทำพฤติกรรมแปลกๆ เช่น การฉีดสเปรย์เข้าหน้า และการใช้ผ้าไปคลุมใบหน้า ในสถานที่ที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากมาย อย่างสนามบินกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งปรากฏให้เห็นกันทั่วโลก โดยกล้องวงจรปิด

 

ขอบคุณคลิป Tap ZW

ที่ดูแบบธรรมดาๆ หรือ ตีลังกาดู ยังไงๆ…ก็ไม่น่าจะทำให้ คิม จอง นัม ถึงแก่ความตายไปได้

VX nerve agent คืออะไร เหตุไฉน ถึงมีอิทธิฤทธิ์ถึงขนาดพรากชีวิต ชายร่างใหญ่คนหนึ่ง ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่นาที แถมยังเป็นการลอบสังหาร ที่ดูจะสุดแสนพิสดารได้เช่นนี้ ก็แค่คนหนึ่งเอาสเปรย์ฉีด แล้วตามด้วยอีกคน ใช้ผ้าคลุมใบหน้าเหยื่อ ซึ่งเป็นการลงมือที่มีท่าทีเหมือนกับการหยอกล้อกันเล่นมากกว่าที่จะคิดสังหาร

และวิธีการสืบจากศพ หาเงื่อนงำอำพรางการฆาตกรรมช็อกโลกนี้ จะนำไปสู่ การเผยตัวคนที่บงการตัวจริง ที่อยู่เบื้องหลังได้หรือไม่?

วันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ มีคำตอบ

เบื้องต้น เราไปทำความรู้จักกับ VX nerve agent หรือ ตามภาษาชาวบ้าน เรียกว่า วีเอ็กซ์แก๊ส กันก่อนดีกว่า

ศาสตราจารย์ นพ.วินัย วนานุกูล หัวหน้าศูนย์พิษวิทยา รามาธิบดี แนะนำ “วีเอ็กซ์แก๊ส” ให้ทีมข่าวฯ เข้าใจแบบง่ายๆ ว่า

VX nerve agent หรือ วีเอ็กซ์แก๊ส จริงๆ แล้ว มันไม่ใช่ แก๊ส นะครับ เพราะแท้ที่จริงแล้ว มันคือของเหลว แต่สาเหตุที่คนมักนิยมเรียกว่า วีเอ็กซ์แก๊ส ก็เพราะมันถูกผูกรวมอยู่ในกลุ่มอาวุธสงครามเคมี ที่เรียกว่า “nerve gas”

โดย วีเอ็กซ์แก๊ส นึกภาพง่ายๆ มันจะมีลักษณะคล้ายๆ “น้ำมัน” ซึ่งเป็นของเหลวที่มีความหนืดค่อนข้างสูง และมี “อัตราการระเหยต่ำมาก”

“อัตราการระเหยต่ำมาก” แฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ พอมองเห็นภาพแล้วใช่ไหมครับ ว่า ด้วยเหตุนี้จึงสอดคล้องกับวิธีการลอบสังหาร ที่กล้องวงจรปิดสนามบินจับภาพได้ และที่สำคัญ แม้จะลงมือในสถานที่ชุมชน ก็จะแทบไม่มีการฟุ้งกระจาย ฉะนั้น เมื่อนำไปป้าย “บุคคลเป้าหมาย” คนที่อยู่ข้างๆ รวมถึงมือสังหารก็แทบจะไม่ได้รับอันตราย

แต่แน่นอน หากทีมฆาตกร ลงมือโดยใช้ “วีเอ็กซ์แก๊ส” จริงๆ ก็น่าจะมีการป้องกันตัวเองในชั้นหนึ่ง โดยการสวมถุงมือที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษ เพื่อให้สามารถ “ป้องกันการซึมเปื้อนได้”

ระดับความอันตราย ของ VX nerve agent พิษมฤตยู

เมื่อเหยื่อถูกป้าย พิษจะดูดซึมเข้าสู่ร่างกายอย่างรวดเร็ว และจะทำให้ เหยื่อเจ็บป่วยได้ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่นาที อย่างมากไม่เกิน 10-15 นาที! และจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม

เงื่อนงำอำพราง ที่อาจจะถูกพบภายในร่างกาย ของเหยื่อ หากถูกสังหารด้วย วีเอ็กซ์แก๊ส

“มีแน่นอนครับ! เพราะสารพิษนี้จะก่อให้เกิดเสมหะจำนวนมาก ในระบบทางเดินอาหารและระบบหายใจ” นพ.วินัย กล่าวด้วยความมั่นใจ

สบายใจได้ ประเทศไทยไม่เคยมีประวัติ ถูกพบการใช้พิษชนิดนี้ ลอบสังหารบุคคล

ผู้เชี่ยวชาญด้านพิษวิทยา กล่าวต่อไปกับทีมข่าวฯ ว่า เท่าที่ทราบ ยังไม่เคยพบว่ามีประวัติการใช้สารพิษชนิดนี้ ซึ่งเป็นอาวุธเคมีที่มีอำนาจการทำลายล้างสูง ที่องค์การสหประชาชาติ ห้ามแต่ละประเทศเผยแพร่ หรือ มีไว้ในครอบครอง มาใช้สำหรับลอบสังหาร “เป้าหมาย” ในประเทศไทยแต่อย่างใด

VX nerve agent ในเชิงการทำสงคราม

แน่นอนเรื่องนี้ ทีมข่าวฯ ต้องต่อสายไปหาผู้เชี่ยวชาญ มาให้คำตอบ

พล.ต.วิโรจน์ ศิลาอาสน์ เจ้ากรมวิทยาศาสตร์ทหารบก จึงได้มาให้ข้อมูลทีมข่าวฯ ว่า VX nerve agent หรือ วีเอ็กซ์แก๊ส เป็นหนึ่งในอาวุธทำลายล้างสูง ที่อยู่ภายใต้อนุสัญญาห้ามเผยแพร่ หรือครอบครองอาวุธที่มีอำนาจการทำลายล้างสูง ขององค์การสหประชาชาติ หรือ US Centers for Disease Control and Prevention หรือ CDC

โดยอนุสัญญาดังกล่าว เกิดขึ้นหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง เนื่องจากแต่ละประเทศเห็นถึงพิษภัยจากอาวุธเคมีและชีวภาพที่ส่งผลเสียอย่างมหาศาล ต่อทั้งชีวิตมนุษย์และสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ทำให้ปัจจุบัน ประเทศที่เข้าร่วมในอนุสัญญาดังกล่าว ในทางหน้าฉากก็จะไม่มีไว้ในครอบครอง หรือหากจะครอบครองก็ต้องมีการขออนุญาตชัดเจน ส่วนที่เคยครอบครองอยู่ ก็ต้องจัดการทำลายลงให้หมด ส่วนประเทศที่ไม่ได้เข้าร่วมบางประเทศ ก็อาจจะยังมีไว้ในครอบครอง เพียงแต่ใช้วิธีครอบครองแบบลับๆ ไม่บอกใคร แต่ที่น่าวิตกจริงๆ ก็คือ ขบวนการก่อการร้าย มักจะนำเอาอาวุธชนิดนี้ไปใช้ในการก่อวินาศกรรมอยู่เนืองๆ

ประวัติอาวุธเคมีชีวภาพ ที่เคยถูกนำไปใช้ในการก่อวินาศกรรม

เบื้องต้นเท่าที่ทราบ ก็มีกรณีใกล้เคียงกัน ก็เช่น ลัทธิโอมชินริเกียว ปล่อยแก๊สพิษซารีน ซึ่งมีความใกล้เคียงกับ วีเอ็กซ์แก๊สมาก โจมตีสถานีรถไฟใต้ดิน ของกรุงโตเกียว จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก เมื่อปี พ.ศ.2538 หรือกรณีการใช้จดหมายปนเปื้อนสปอร์ของโรคแอนแทรกซ์ ในประเทศสหรัฐอเมริกา ส่วนการนำมาใช้ในการลอบสังหาร “บุคคล” นั้น ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน

วิเคราะห์วิธีการสังหาร พี่ชายต่างมารดา ผู้นำเกาหลีเหนือ

“หากให้ลองวิเคราะห์ กรณีมีการใช้ วีเอ็กซ์แก๊ส สังหาร คิม จอง นัม จริงๆ วีเอ็กซ์แก๊ส น่าจะอยู่ที่สเปรย์ซึ่งถูกฉีดเข้าใส่ใบหน้า มากกว่าที่จะเป็นผ้า ที่ถูกนำมาคลุมทีหลัง เพราะหากเป็นผ้า มันก็มีความเสี่ยงต่อการที่จะทำให้ผู้ที่ลงมือปฏิบัติเองถูกสารพิษเข้า หากไม่ได้ใช้ถุงมือชนิดพิเศษ ส่วนหากถามว่าหากเป็นสเปรย์ อาจทำให้ผู้ที่อยู่ใกล้เคียงได้รับผลกระทบด้วยนั้น ต้องเข้าใจก่อนว่า วีเอ็กซ์แก๊ส เป็นของเหลว ไม่ใช่แก๊ส จึงมีอัตราการฟุ้งกระจายต่ำมาก และตามภาพในวงจรปิด เห็นได้ชัดว่า เป็นการฉีดเข้าใส่หน้า “เหยื่อ” ในระยะประชิด ฉะนั้น จึงไม่น่าจะมีผลต่อบุคคลอื่น”

ไทย มีหลายหน่วยงานดูแลระแวดระวัง วีเอ็กซ์แก๊ส

เจ้ากรมวิทยาศาสตร์ทหารบก กล่าวต่อไปว่า สำหรับมาตรการรักษาความปลอดภัยการแพร่กระจายอาวุธเคมีและชีวภาพในประเทศไทยนั้น ปัจจุบัน มีทั้งศูนย์ต่อต้านการก่อการร้าย สำนักงานป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ คอยระแวดระวังดูแลอยู่ ฉะนั้น ขอให้ประชาชนทุกคนสบายใจได้

สืบจากศพ เหยื่อที่ถูกลอบสังหารด้วยวิธีการพิสดาร อะไรคือ เงื่อนงำอำพราง

คำถามนี้ ทีมข่าวฯ มีคำตอบจาก นพ.สุรณรงค์ ศรีสุวรรณ รองโฆษกสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งได้เลกเชอร์ ในแบบฉบับง่ายต่อการเข้าใจว่า

“โดยปกติ หากเป็นการลอบสังหารบุคคล โดยเฉพาะหากเป็น บุคคลสำคัญๆ แน่นอน ผู้ที่กระทำ ย่อมต้องพยายามให้การตรวจสอบเพื่อค้นหาข้อเท็จจริง เป็นไปได้ยาก”

อย่างไรก็ดี…ที่ผ่านมา การลอบสังหารผู้นำโลก แบ่งออกได้เป็น 4 ลักษณะใหญ่ๆ คือ

1. การลอบสังหาร ทางกายภาพ เช่น การใช้อาวุธปืนลอบฆ่า

2. การใช้รังสี เช่น กัมมันตรังสี ค่อยๆ ปนเปื้อนไปที่เป้าหมาย ผ่านการ กิน หรือสัมผัส จนกระทั่งเป้าหมายเสียชีวิต ซึ่งวิธีการนี้ต้องใช้เวลานานพอสมควร กว่าที่เป้าหมายจะถึงแก่ความตาย

แต่กลับกัน หากเป้าหมายถูกกัมมันตรังสีในปริมาณมากๆ จะทำให้ร่างกายเกิดอาการผิดปกติฉับพลัน เช่น ผมร่วง เม็ดเลือดขาวตก เกิดอาการติดเชื้อ จนกระทั่งเสียชีวิตในที่สุด

ซึ่งการสืบค้นหาเงื่อนงำการเสียชีวิตในกรณีนี้ ค่อนข้างยากพอสมควร เพราะการจะไปค้นหาว่า เหยื่อไปโดนเอาในช่วงเวลาไหน ทำได้ยากเอามากๆ

3. การลอบสังหาร โดยโลหะหนัก เช่น สารหนู ซึ่งในสมัยโบราณนิยมใช้กันอย่างกว้างขวาง โดยการค่อยๆ หยอดลงไปผสมกับอาหารให้เหยื่อกิน จนกระทั่งเหยื่อค่อยๆ ป่วยตายไปในที่สุด

ซึ่งทั้ง การใช้รังสี และโลหะหนักนี้ การตรวจสอบเพื่อพิสูจน์การเสียชีวิตทำได้ยากมาก บางครั้งกว่าที่จะรู้ระแคะระคาย ศพของเหยื่อ ก็ถูกนำไปฝังหรือเผา จนไม่สามารถนำร่างมาตรวจสอบซ้ำได้แล้ว

4. การลอบสังหาร โดยใช้สารพิษออกฤทธิ์เร็ว เช่น ไซยาไนด์ ซึ่งวิธีการนี้ จะทำให้เหยื่อบางรายเสียชีวิตภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที แต่แน่นอน เมื่อมันให้ผลรวดเร็ว ก็ย่อมทำให้เกิดสารตกค้างในร่างกาย ซึ่งทำให้ สามารถตรวจสอบหาสาเหตุได้โดยง่าย

5. การใช้เชื้อโรคทางชีวภาพ เช่น จดหมายที่ปนเปื้อนสปอร์ของโรคแอนแทรกซ์ ทำให้เป็นโรคแอนแทรกซ์ที่ปอดชนิดรุนแรง จนมีโอกาสเสียชีวิตสูง

ขณะที่ การใช้แก๊สพิษลอบสังหารบุคคลให้เสียชีวิตได้อย่างฉับพลันนั้น ส่วนตัวมองว่า ผู้ที่จะใช้ได้ ต้องเป็นผู้ที่มีเทคโนโลยีชั้นสูงและเป็นความลับ

ฉะนั้น เมื่อมันเป็นความลับ มันจึงเป็นเรื่องยากและจำเป็นต้องมีเทคโนโลยีชั้นสูงในการตรวจสอบ เพื่อค้นหาข้อเท็จจริง เพราะแน่นอนว่า ผู้ที่ต้องการให้เป้าหมายเสียชีวิต ก็ย่อมไม่ต้องการให้ใครสามารถล่วงรู้ได้ว่า เหยื่อตายเพราะอะไร หรือหากจะสามารถตรวจได้ ก็ต้องตรวจหาได้ยากเอามากๆ

พูดง่ายๆ ก็คือ คนที่ทำเขาคิดมาหมดแล้วล่ะว่า จะหลบหลีกวิธีการตรวจสอบได้อย่างไร? และถึงแม้ว่า อาจจะพอรู้ได้เลาๆ ว่า เป้าหมายเสียชีวิตเพราะอะไร

แต่ประเด็นสำคัญมันก็คือ

ใครกันล่ะ ที่เป็นคนทำกันแน่! ซึ่งมันก็จะตรงตามวัตถุประสงค์ ที่ต้องการของ ผู้บงการ ทุกอย่าง

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน 

 

Leave a comment