ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/248612
วันพุธ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

วันที่ 4 ธันวาคมที่ผ่านมา เป็น“วันสิ่งแวดล้อมไทย” ซึ่งมีความเป็นมาเนื่องจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงเคยมีกระแสพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2532 แสดงความห่วงใยพสกนิกรชาวไทยในปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นทั้งในประเทศและสังคมโลกที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น ทางคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติจึงเสนอคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2534 จนมีมติครม.กำหนดให้ วันที่ 4 ธันวาคมของทุกปีเป็น “วันสิ่งแวดล้อมไทย”
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีกล่าวตอนหนึ่งในรายการ“ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน”ว่า คณะกรรมการอำนวยการบูรณาการเพื่อแก้ไขปัญหาผักตบชวาที่รัฐบาลนี้ตั้งขึ้น มีมติให้กระทรวงมหาดไทยโดยกรมโยธาธิการและผังเมือง จัดกิจกรรมรณรงค์“จิตอาสาประชาร่วมใจแก้ไขปัญหาผักตบชวา”เป็นกิจกรรมหลักพร้อมกันทุกจังหวัดทั่วประเทศในวันสิ่งแวดล้อมไทยปีนี้
ทั้งนี้ นายกฯประยุทธ์กล่าวในรายการว่า…จะเห็นได้ว่า “ศาสตร์พระราชา” ให้ความสำคัญกับทุกเรื่อง ไม่ละเลยเรื่องเล็กๆ รวมทั้งการแก้ปัญหา“ผักตบชวา”ที่ดูแล้วหลายคนคิดว่า ไม่เกี่ยวกับเขา จนกว่าจะได้รับผลกระทบและความเดือดร้อนจากน้ำท่วมขัง ยิ่งกว่านั้นคนส่วนใหญ่มองผักตบชวา “ไร้ค่า ไม่มีราคาค่างวดอะไร” แต่หากรู้จักมอง จะเห็นคุณค่า สามารถนำมาแปรรูป เกิดประโยชน์งอกเงยเป็นผลิตภัณฑ์เช่น กระเป๋าสานด้วยมือ อาหารสัตว์หรือปุ๋ยหมัก แปลงสวะวัชพืชให้เป็นทุน ให้เป็นเงินเล็กๆ น้อยๆ เลี้ยงลูกเมียได้บ้าง ปัจจุบันผักตบชวากว่า 6 ล้านตันทั่วประเทศทั้งในแหล่งน้ำปิดและแหล่งน้ำเปิด กำลังก่อปัญหา ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศอย่างต่อเนื่องยาวนาน เช่น ความหนาแน่นของจำนวนผักตบชวา ทำให้น้ำเน่าเสียเพราะขาดออกซิเจน ทำให้การไหลระบายน้ำเป็นไปได้ช้า และส่งผลเกิดปัญหาน้ำล้นตลิ่ง รวมทั้งกีดขวางการขนส่ง-การสัญจรทางน้ำอีกด้วย
โครงการ “จิตอาสาประชา ร่วมใจแก้ไขปัญหาผักตบชวา” ของรัฐบาล จึงกำหนดมาตรการไว้ 2 ขั้นตอนคือ 1.มาตรการในการกำจัด(เก็บใหญ่) กรอบเวลาดำเนินการ 6 เดือน(ตุลาคม 2559–มีนาคม 2560) เป้าหมายคือ กำจัดผักตบชวาทั้ง 6 ล้านตันทั่วประเทศ 2.มาตรการในการป้องกัน(เก็บเล็ก) ซึ่งกำหนดให้หน่วยงานท้องถิ่น อำเภอและจังหวัด ตลอดจนประชาชนทุกคนร่วมกันกำชับ กวดขันเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจและจัดกิจกรรมรณรงค์แก้ไขปัญหา รวมทั้งการสนับสนุนอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น เรือพาย เรือท้องแบน โดยให้ดำเนินการต่อเนื่องทันที ภายหลังการกำจัดในแหล่งน้ำนั้นแล้วเสร็จอย่าให้เกิดขึ้นมาใหม่อีกเด็ดขาด หาที่เก็บ หาที่กรองและหาวิธีการนำไปใช้ประโยชน์ด้วย
มาตรการที่ออกมานี้ ผมขอยกมือเชียร์เต็มที่ และขอบอกว่า “มาถูกทางแล้ว” แต่ก็ต้องติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด ดูสิว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับท้องถิ่น จะมีการปฏิบัติอย่างจริงจังหรือไม่?
เพราะที่จริงเรื่องของ“ผักตบชวา”ในฐานะตัวปัญหาต่อระบบนิเวศและระบบน้ำ ต้องทำการกำจัดบ่อยๆ จัดเก็บอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนประโยชน์ของมันที่จัดเก็บขึ้นมาแล้ว ก็สามารถจะนำไปใช้ได้หลายประการ โดยเฉพาะการไปทำปุ๋ยหมักคุณภาพดีและอาหารสัตว์…ใช่ว่าจะไม่รู้กัน แต่ทำไมเป็นสิบๆ ปีที่ผ่านมา จึงไม่ทำกันให้จริงจัง ปล่อยปละละเลยให้มีปริมาณมโหฬาร กระทั่งเคยเป็นปัญหาใหญ่โตช่วงสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีผักตบชวามหาศาลลอยเป็นแพแน่นขนัดระยะทางนับ 10 กิโลเมตรหน้าเขื่อนเจ้าพระยา จนรัฐบาลต้องสั่งกองทัพระดับกำลังทหาร เครื่องมือหนัก เข้าไปกำจัดอยู่หลายวัน
ซึ่งก็เคยมีการตั้งข้อสังเกตอย่างดุเดือดจากนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)ที่เข้าตรวจสอบการใช้งบประมาณจัดเก็บผักตบชวาของหน่วยงานต่างๆ ข้องใจว่า ตั้งงบฯดังกล่าวเพิ่มขึ้นทุกปี แต่ทำไมจัดเก็บไม่หมดไม่สิ้นเสียที แถมปริมาณผักตบชวากลับมีแต่เพิ่มขึ้นมโหฬาร…กระทั่งน่าสงสัยว่า “นี่เป็นช่องทางการทุจริตโกงกินงบประมาณแผ่นดิน”
ผักตบชวาที่ปล่อยปละจนมีปริมาณมหาศาล จึงไม่ใช่แค่ปัญหาต่อระบบนิเวศ ต่อสิ่งแวดล้อม ต่อระบบน้ำ ยังกลายเป็นปัญหาที่สะท้อนถึงความฉ้อฉล ทุจริตคอร์รัปชั่นด้วย
ภายใต้โครงการ “จิตอาสาประชา ร่วมใจแก้ไขปัญหาผักตบชวา” ของรัฐบาล คสช.ครั้งนี้ ถ้าทำได้สำเร็จ จึงไม่เพียงเป็นการแก้ไขปัญหา“ผักตบชวา”อย่างยั่งยืนเท่านั้น ยังเป็นการช่วยลดปัญหาการคอร์รัปชั่นด้วย
สาโรช บุญแสง