ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/250642
พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เร่งแก้ไขปัญหาธุรกิจตั๋วปุ๋ยให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม และหาตัวผู้รับผิดชอบทุกระดับที่ทำให้เกิดปัญหาตั๋วปุ๋ยในสหกรณ์หลังจากมีการตรวจพบตั้งแต่ปี 2558 ว่ามีสหกรณ์ดำเนินธุรกิจตั๋วปุ๋ย 59 แห่ง ใน 30 จังหวัด ปริมาณ 168,722 ตัน เป็นเงิน 1,915.30 ล้านบาท
โดยจากการรายงานข้อมูล ณ วันที่ 26 ธันวาคม ยังมีตั๋วปุ๋ยคงเหลือปริมาณ 49,594 ตัน มูลค่า 591.58 ล้านบาท ใน 24 สหกรณ์ 17 จังหวัด เนื่องจากสหกรณ์บางส่วนได้รับปุ๋ยจากบริษัทแล้ว ปริมาณ 9,496.38 ตัน มูลค่า 65.84 ล้านบาท บริษัทโอนเงินคืนสหกรณ์บางส่วน 941.30 ตัน มูลค่า 6.14 ล้านบาท เปลี่ยนเป็นสัญญาเงินกู้ปริมาณ 222.45 ตัน มูลค่า 2.10 ล้านบาท สำหรับปุ๋ยที่เหลือยังไม่ได้ส่งมอบให้สหกรณ์ ทางกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้กำหนดแนวทางการดำเนินการ หากบริษัทไม่สามารถส่งมอบปุ๋ยได้ ให้บอกเลิกสัญญาและขอรับเงินคืนภายใน 15 มกราคม 2560 และหากไม่ได้รับเงินคืนให้สหกรณ์ฟ้องแพ่งบริษัทและกรรมการสหกรณ์/ผู้จัดการสหกรณ์ที่ทำให้สหกรณ์ เสียหายภายใน 15 กุมภาพันธ์ 2560
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่เกิดขึ้นพบข้อพิรุธหลายประเด็น อาทิ ปริมาณตั๋วปุ๋ย 49,594 ตัน มูลค่า 591.58 ล้านบาท ที่สหกรณ์ยังไม่ได้รับจากบริษัทผู้จำหน่าย พบว่ามีบริษัทคู่สัญญาที่ไม่สามารถส่งได้ 4 บริษัท ปริมาณ 47,788 ตัน มูลค่า 556.78 ล้านบาท เป็นปุ๋ยของ 3 บริษัท ปริมาณ 39,067 ตัน มูลค่า 414.69 ล้านบาท โดยทั้ง 3 บริษัทมีความเกี่ยวพันกัน เนื่องจากมีที่ตั้งของบริษัทอยู่เลขที่เดียวกันใน จ.กาญจนบุรี มีเบอร์โทรศัพท์เบอร์เดียวกันและมีกรรมการผู้มีอำนาจ 2 ใน 3 คน ที่มีชื่อซ้ำกัน ส่วนอีก 1 บริษัท คือ บริษัท ไทยธุรกิจเกษตร จำกัด ยังไม่ส่งมอบปุ๋ยให้กับสหกรณ์ 8,721 ตัน มูลค่า 142.09 ล้านบาท
พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังมอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์พิจารณาว่า การดำเนินธุรกิจตั๋วปุ๋ยของสหกรณ์แต่ละแห่ง เป็นการดำเนินธุรกิจปกติทั่วไปหรือมีเจตนาฉ้อโกง หากพบกรรมการหรือเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ร่วมมือกับบริษัทผู้ค้าปุ๋ยก็ให้ดำเนินคดีอาญากับผู้เกี่ยวข้อง พร้อมหารือกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อตรวจสอบเชิงลึก ดูเส้นทางการเงินของบริษัทปุ๋ย ว่ามีการดำเนินธุรกิจที่ส่อไปในทางฉ้อโกงหรือไม่
นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า สำหรับปัญหาเรื่องสารปรับสภาพดิน กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ดำเนินการสำรวจสารปรับสภาพดินที่คงค้างอยู่ในสหกรณ์ต่างๆ พบมีจำนวนทั้งสิ้น 228 สหกรณ์ ใน 57 จังหวัด เป็นเงิน 106,343,571.44 บาท สหกรณ์ที่มีสารปรับสภาพดินตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป รวม 21 สหกรณ์ ใน 12 จังหวัด เป็นเงิน 72,359,316.02 บาท จึงร่วมกับ กรมวิชาการเกษตร เข้าไปตรวจสอบการซื้อ-ขายสารปรับสภาพดินในสหกรณ์ที่เหลือเกิน 1 ล้านบาทว่า มีคุณสมบัติเหมาะสมและใช้การได้หรือไม่ หากพบเป็นการกระทำเพื่อหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 ให้ดำเนินการตามกฎหมาย หากพบว่าสารปรับสภาพดินเสื่อมคุณภาพ ก่อให้เกิดความเสียหายกับสหกรณ์ จะให้กรรมการสหกรณ์ชุดปัจจุบันหาตัวผู้รับผิดชอบที่เป็นต้นเหตุในการทำให้เกิดความเสียหายดังกล่าวต่อไป