ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/250966
วันพุธ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา” หยุดยาวเทศกาลปีใหม่”ไก่-ระกา”ก็ย่อมต้องถึงเวลาสิ้นสุดลง…กลับมาเริ่มต้นการทำงานกันเสียที เพราะชีวิตยังคงต้องดำเนินต่อไป
สำหรับชีวิตของเกษตรกรที่ปกติมักจะมีวงจรที่แน่นอน เช่น ถ้าทำนาปลูกข้าวนาปีพื้นที่ไหน เดือนไหนจะต้องไถ หว่าน ปักดำ จนถึงเดือนไหนที่เริ่มเกี่ยวข้าว หมุนเวียนเป็นวัฏจักร เช่นเดียวกับการปลูกพืชอื่นๆ แต่เพราะความที่เกษตรกรส่วนใหญ่ทำแบบเคยชิน ปลูกแต่พืชเชิงเดี่ยวแบบนี้ จึงทำให้ชีวิตยากที่จะลืมตาอ้าปาก ด้วยถูกปัจจัยต่างๆ เป็นตัวกำหนดไปเสียหมด ไม่ว่าจะเป็นสภาพดินฟ้าน้ำฝน ไปจนถึงกลไกการตลาด…ชีวิตจึงลำบากเรื่อยมา เดี๋ยวน้ำแล้ง เดี๋ยวน้ำท่วมจนผลผลิตเสียหาย หมดเนื้อหมดตัว พอปีไหนผลผลิตดีกันถ้วนหน้า ก็ล้นเกิน จนราคาตกต่ำอีก ฯลฯ
บทเรียนปีแล้วปีเล่า ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจึงถึงเวลาแล้วที่จะได้คิดและเปลี่ยนแปลง ไม่ปล่อยให้ปัจจัยต่างๆมากำหนดไปเสียทั้งหมด แต่เกษตรกรเราต้องเป็น “ผู้กำหนด”เองบ้าง เช่น บทเรียนเรื่อง “ข้าวหอมมะลิ”ในปีที่ผ่านมา ซึ่งราคาตกต่ำลงหนักมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ เพราะพ่อค้าไปตกลงขายข้าวล่วงหน้ากับตลาดโลกในราคาที่ต่ำมาก จึงมากดราคารับซื้อในประเทศ…แต่เมื่อชาวนาได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ให้ทำการสีข้าวเปลือกที่ผลิตได้ แล้วทำตลาดเอง ขายเองโดยตรงถึงมือผู้บริโภคโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ก็ช่วยดึงราคาขึ้นมาได้ชนิดที่เห็นผลทันตา
ที่สำคัญคือ แนวทาง “เกษตรทฤษฎีใหม่” ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การทำการเกษตรแบบผสมผสาน ที่จะช่วยให้สามารถมีกินมีใช้ในชีวิตประจำวันโดยไม่เดือดร้อน ผลผลิตส่วนที่เหลือก็ขายเป็นรายได้…กำหนดชะตาชีวิตตัวเองได้ โดยไม่หวังพึ่งอยู่แต่การปลูกพืชเชิงเดี่ยว
ทั้งหลายทั้งปวงอยู่ที่ “ความตระหนัก” ของพี่น้องเกษตรกรที่จะต้องช่วยกันปลุกให้เกิดขึ้นแล้วต้องเติมเต็มต่อด้วย “องค์ความรู้”ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการผลิตแบบต่างๆ จนถึงเรื่องการตลาดที่รวมไปถึงการคาดการณ์ตลาดจาก “ข้อมูลข่าวสาร” เพื่อวางแผนการผลิตได้อย่างถูกต้อง ให้ได้ผลผลิตตามความต้องการของตลาด ก็จะทำให้สามารถขายได้ในราคาที่น่าพอใจ
บทบาทเหล่านี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องเร่งทำให้เกิดเป็นจริงขึ้นมา เพื่อแก้ปัญหาให้เกษตรกรได้อย่างยั่งยืน โดย“สื่อ”อย่างพวกผม พร้อมจะเป็นกำลังสนับสนุนให้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องข้อมูลข่าวสารต่างๆ เพื่อให้เกษตรกรได้ทันโลก ทันสถานการณ์ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป
ครับ นี่ก็เป็นเรื่องแรกที่อยากประเดิมกล่าวถึงในปีใหม่ 2560 ซึ่งน่าจะเป็นปีแห่งการปฏิรูปที่แท้จริงกันได้แล้ว
ส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะให้เป็นข้อมูลไว้สำหรับพี่น้องเกษตรกร ก็คือ การวิเคราะห์เรื่องของสินค้าเกษตรในปี 2560 นี้ว่า ผลผลิตอะไรจะเป็น“ดาวรุ่ง” และผลผลิตอะไรที่ยังมีปัญหาน่าเป็นห่วง เพื่อที่ว่า ผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเกษตรกรในกลุ่มสินค้าเหล่านี้โดยตรง หรือแม้แต่เกษตรกรที่กำลังมองหาการเปลี่ยนแปลง อาจจะใช้เป็นประโยชน์ในการพิจารณาตัดสินใจต่อไปได้
แต่เนื่องจากเนื้อที่สัปมทานคอลัมน์นี้มีจำกัด ก็จะว่าไปเป็นเบื้องต้นก่อน แล้วไปต่อตอนที่ 2 กันในสัปดาห์หน้า
บทวิเคราะห์ที่จะยกมาเขียนถึงชื่อ “เจาะสินค้าเกษตรไทย ใครเป็นดาวรุ่งในปี 2560” โดยศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี (TMB Analytics)ในเครือ TMB -ธนาคารทหารไทย ซึ่งเป็นการประเมินถึงสินค้าเกษตรหลัก 5 ชนิดของไทยที่มีมูลค่ากว่าปีละ 7 แสนล้านบาท เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญยิ่งที่ทำรายได้กระจายสู่ท้องถิ่นทุกภูมิภาคของไทย หล่อเลี้ยงชีวิตของพี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศ
ทั้งนี้โดย TMB Analytics ยกให้“อ้อย”เป็น“ดาวรุ่ง”สินค้าเกษตรไทยในปีไก่นี้ ขณะที่“กุ้งขาว”ก็เป็น“ดาวเด่น” ส่วน“ยางพารา”มีแนวโน้มที่ฟื้นตัวกลับมา หลังจากเป็น“ดาวร่วง”มาหลายปี แต่สำหรับ“ข้าว”ยังเป็นปีที่ราคาไม่สู้ดี อยู่ในเกณฑ์“ต่ำต่อเนื่อง” และตัวที่น่าห่วงกังวลยิ่งก็คือ“มันสำปะหลัง”
ส่วนรายละเอียดจะเป็นอย่างไร ไปว่ากันต่อตอนที่ 2 สัปดาห์หน้าครับ
สาโรช บุญแสง