ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/251126

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.
ปลายปีที่ผ่านมาได้รับเอกสารข่าวการเปิดตัวของ “บ้านเล่าเรื่องเมืองสมุนไพรปราจีนบุรี” ที่มี “โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร” พร้อมด้วยหน่วยงานและชุมชนใน จ.ปราจีนบุรี ช่วยกันเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการขับเคลื่อน ซึ่งเมื่ออ่านดูก็ต้องยอมรับว่ารู้สึกละอายใจ เพราะที่ผ่านมาผมเองก็มัวแต่จับจดอยู่กับประเด็นเรื่องการเกษตรและสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก จนทำให้ลืมนึกถึงเรื่อง “สมุนไพรไทย” ไปเสียสนิท
ทั้งที่จะว่าไปแล้ว “สมุนไพรไทย” นี่แหละที่เป็นบ่อเกิดแห่งภูมิปัญญาด้านการสาธารณสุขที่สั่งสมกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ และมีความโดดเด่นไม่แพ้ชนชาติใดเลยทีเดียว
ดังที่ทราบกันว่า ประเทศไทยไม่ได้มีดีแค่การเกษตรกรรมเท่านั้น เพราะด้วยความที่ประเทศของเราตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้น จึงทำให้มีพันธุ์พืช-พันธุ์ไม้มากมายนับหมื่นชนิด และในจำนวนนี้ก็สามารถนำมาใช้เป็นสมุนไพรเพื่อปรุงยาเพื่อรักษาโรคหรือบำรุงสุขภาพได้นับร้อยนับพันชนิด ทำให้สมุนไพรไทยกลมกลืนกลายเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตและสังคมไทยมายาวนาน และมีการสั่งสม “ภูมิปัญญา” รวมทั้งมีการสืบทอดและพัฒนากันมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนี่ถือเป็นจุดแข็งของประเทศไทย
ขณะที่เมื่อมองไปถึงกระแสความนิยมของผู้บริโภคทั่วโลก ที่ให้ความใส่ใจเรื่อง “ธรรมชาติ” และ “ความปลอดภัย” ของ
อาหารและยารักษาโรคกันมากขึ้น ก็ยิ่งถือเป็นปัจจัยกระตุ้นให้ “สมุนไพร” สามารถกลายเป็น “ทางเลือก” ให้กับผู้บริโภคได้มากขึ้น ยิ่งหากมีการนำกระบวนการที่มีมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วยทั้งในแง่ของการปรับปรุงสูตรยา การตรวจสอบ และควบคุมคุณภาพการผลิต ก็น่าจะสามารถช่วยผลักดันให้ตลาดสมุนไพรไทยมีอนาคตและเติบโตขึ้นได้อย่างแข็งแกร่ง
ประเด็นเรื่องการพัฒนาวงการสมุนไพรของไทย จึงถือเป็นเรื่องสำคัญที่ควรต้องสนับสนุน และเร่งรัดดำเนินการอยู่ไม่น้อย เพราะยิ่งขืนปล่อยให้ล่าช้าออกไปก็คงไม่เพียงแต่จะทำให้เสียโอกาสเท่านั้น ดีไม่ดีอาจถูกต่างชาติแอบมาฉกเอาภูมิปัญญาจากสมุนไพรเหล่านี้ไปจดสิทธิบัตรถือครองเป็นของตัวเอง เหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีตหลายกรณี
ดังนั้นการที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้ความเห็นชอบ “แผนแม่บทว่าด้วยการพัฒนาสมุนไพรแห่งชาติ” ฉบับที่ 1 พ.ศ.2560-2564 เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมา จึงถือเป็นก้าวย่างสำคัญที่น่าจับตามองอย่างยิ่งว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นสู่การพัฒนาสมุนไพรของไทยให้ผงาดขึ้นมาได้หรือไม่
โดยสาระสำคัญของแผนแม่บทดังกล่าว ประกอบไปด้วย 4 ยุทธศาสตร์ คือ 1.การส่งเสริมผลิตผลของสมุนไพรไทยที่มีศักยภาพตามความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ 2.การพัฒนาอุตสาหกรรมและการตลาดสมุนไพรให้มีคุณภาพระดับสากล 3.ส่งเสริมการใช้สมุนไพรเพื่อการรักษาโรคและการสร้างเสริมสุขภาพ และ 4.สร้างความเข้มแข็งของการบริหารและนโยบายภาครัฐ เพื่อใช้เป็นแผนการพัฒนาที่เป็นระบบอย่างยั่งยืน ในการเป็นประเทศชั้นนำส่งออกวัตถุดิบสมุนไพรคุณภาพและผลิตภัณฑ์สมุนไพร และมูลค่าวัตถุดิบสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สมุนไพรภายในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 1 เท่าตัว พร้อมทั้งตั้งเป้าว่าจะสามารถสร้างมูลค่าของผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพิ่มขึ้นเป็น 3.2 แสนล้านบาทภายใน 5 ปี
นอกจากนี้ยังได้วางแผนการพัฒนา “เมืองสมุนไพร” นำร่องใน 4 จังหวัด 4 ภูมิภาคของประเทศ ประกอบด้วย ภาคเหนือ จ.เชียงราย, ภาคอีสาน จ.สกลนคร, ภาคกลาง จ.ปราจีนบุรี, และภาคใต้ จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อเป็นกลไกการพัฒนาสมุนไพรครบวงจรแบบบูรณาการระดับพื้นที่
“บ้านเล่าเรื่องเมืองสมุนไพรปราจีนบุรี” ที่พูดถึงในตอนต้น ก็เป็นส่วนหนึ่งของแผนการพัฒนาของ จ.ปราจีนบุรี ภายใต้
การสนับสนุนอย่างเต็มที่จากหน่วยงานและชุมชนในจังหวัด โดยเฉพาะ “โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร” ซึ่งมีชื่อเสียง
เลื่องลือในเรื่องการศึกษาและพัฒนาองค์ความรู้จากสมุนไพรไทย
นพ.จรัญ บุญฤทธิการ ผอ.โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เล่าว่า “บ้านเล่าเรื่องเมืองสมุนไพรปราจีนบุรี” ถือเป็นสถานที่นัดพบและบ้านแห่งการเรียนรู้ของคนในจังหวัดและนักท่องเที่ยว เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่ความรู้เรื่องราวท้องถิ่น ประวัติศาสตร์ชุมชน การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เกษตรอินทรีย์ และเรื่องราวเกี่ยวกับภูมิปัญญาสมุนไพรไทย โดยใช้สมุนไพรเป็นสื่อการเรียนรู้ เช่น สวนสมุนไพร เมนูอาหาร ของว่าง เครื่องดื่ม รวมทั้งมีการอบรมการทำยาและอาหารจากสมุนไพร พร้อมทั้งมีการแจกจ่ายสูตรให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยี่ยมทุกคน
ส่วนผู้อ่านท่านใดที่มีโอกาสผ่านไป จ.ปราจีนบุรี และอาจลองแวะเข้าไปเที่ยวที่ “บ้านเล่าเรื่องเมืองสมุนไพรปราจีนบุรี” ดูบ้าง ก็สามารถติดต่อสอบถามได้ที่โทร. 037-211289 หรือเข้าไปดูที่เฟซบุ๊ค http://www.facebook.com/banlaoreung ได้โดยตรง รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน
มะลิลา